ถอดรหัส 4 เทคนิคการทำงานของ John Ternus ผู้นำคนใหม่ของ Apple แต่ฝีมือไม่ใหม่

CEO ที่ดีของ Apple วันนี้ อาจไม่ใช่คนที่โดดเด่นที่สุด แต่คือคนที่สร้างผลงานออกมาให้จับต้องได้ที่สุด ถอดรหัส 3 เทคนิคการทำงานของ John Ternus CEO หน้าใหม่แต่ฝีมือไม่ใหม่

Last updated on ก.ย. 17, 2026

Posted on ก.ย. 17, 2026

“Hello and Welcome” 

คำพูดแรกที่ John Ternus CEO ป้ายแดงของ Apple พูดทักทายในงาน Apple Event Surprise and Shine วันที่ 10 กันยนยนที่ผ่านมา เพื่อประกาศว่าหลังจากนี้ไป นี่คือยุค Apple ของ John Ternus อย่างเต็มรูปแบบ!

การเข้ามารับไม้ต่อจาก 2 ตำนานระดับโลก นับเป็นความท้าทายที่ John Ternus ต้องแบกรับ เพราะทั้ง Steve Jobs และ Tim Cook เองก็ต่างสร้างประวัติศาสตร์ และความเปลี่ยนแปลงที่น่าจดจำให้ Apple ไว้เพียบ 

Steve Jobs สร้างเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ ๆ บนโลก ส่วน Tim Cook ก็ต่อยอด และขยายจุดเด่นนั้นจนทำให้ Apple เป็นหนึ่งบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก

แต่สำหรับ John Ternus เองถือเป็น CEO ที่แตกต่าง เพราะเขาไม่ได้เด่นเรื่อง Storytelling หรือ Supply Chain แต่เขาเป็นผู้นำที่โดดเด่นเรื่อง ‘การลงมือทำ’ มากกว่า เพราะเป็นคนที่อยู่เบื้องหลัง Product สำคัญ ๆ ของ Apple มากมาย ทั้ง iPad, iPhone, MacBook, Airpods, Apple Watch, Apple Vision Pro และล่าสุดอย่าง iPhone Duo 

ในวันที่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีดุเดือดขึ้นทุกวัน รวมถึงแบรนด์มือถือเองที่ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ทุก 6 เดือน สนามนี้ Apple อาจไม่ต้องการ CEO ที่โดดเด่นที่สุด แต่ต้องการคนที่สร้างผลงานออกมาให้จับต้องได้ที่สุด บทความนี้ CREATIVE TALK เลยอยากชวนทุกคนไปถอดรหัสแนวคิด การทำงาน ฉบับ John Ternus ผู้ที่พูดไม่เก่ง แต่เน้นทำผลงานให้คนเห็นเป็นประจักษ์! 

1. ถึงจะไม่มีใครเห็น แต่ก็ต้องเน้นทุกรายละเอียด

หลายครั้งเราวัดคุณค่าของสิ่งของบางอย่างจาก ‘การมองเห็น’ แต่รายละเอียดที่คนอื่นมองไม่เห็น ไม่ได้แปลว่ามันเป็นสิ่งที่เราควรมองข้าม

ย้อนกลับไปในตอนที่ John Ternus ได้ทำโปรเจกต์แรกกับ Apple ในการทำ Cinema Display เขาหมกมุ่นวุ่นอยู่กับการตรวจสอบรอยเกลียววงกลมซ้อนกันบนสกรูสแตนเลสอยู่นานมาก ๆ ทั้งที่สกรูพวกนั้นอยู่ด้านหลังของจอภาพ และเป็นรายละเอียดที่คนแทบไม่ใส่ใจด้วยซ้ำ แต่เขาก็ยังใส่ใจและตรวจสอบมันอย่างละเอียด จนเจอว่า สกรูมีรอยเกลียวมากกว่าที่คุยกันไว้ตอนแรกถึง 10 รอย และให้ผู้จัดส่งชิ้นส่วนที่เหลือมาเพื่อเติมให้เต็ม เพื่อให้มันออกมามีประสิทธิภาพที่สุด 

นั้นเป็นการตอกย้ำว่า ความใส่ใจที่มอบให้กับงาน นั้นมีความสำคัญ ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่คนมองไม่เห็นก็ตาม John Ternus ยังเคยพูดไว้อีกว่า ลูกค้าจะเห็น หรืออาจจะไม่เห็น แต่ไม่ว่ายังไง มันมีความสำคัญสำหรับฉันมาก 

บทความจาก Fast Company เคยบอกเราว่า กลยุทธ์การเป็นผู้นำที่สำคัญที่สุด มักเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น งานเงียบ ๆ เบื้องหลัง คือสิ่งที่ช่วยขับเคลื่อนความสำเร็จ ถึงมันจะไม่ได้ยิ่งใหญ่ แต่มันสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งย้ำว่า รายละเอียดเล็ก ๆ ที่คนมองข้าม อาจสร้างความยิ่งใหญ่ที่ตามมาก็ได้

🔑 ในการทำงานหรือทำธุรกิจ การจะทำให้ลูกค้าเชื่อใจ และไว้วางใจได้ ไม่ได้มาจากการทำสิ่งที่แตกต่าง และตอบโจทย์อย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย เพื่อให้เวลาที่ไปถึงมือลูกค้า ลูกค้าจะใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด 


2. ไม่รีบหาคนผิด แต่คิดจะแก้ที่ระบบก่อน  

ผู้นำหลายคนอาจติดกับดักการทำงานพลาดแล้วต้องหาคนรับผิดชอบ ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องผิด แต่สำหรับ John Ternus เขาไม่ได้มองแบบนั้น

รายงาน Bloomberg บอกว่า เมื่อเจอความปัญหาหรือความผิดพลาด John Ternus จะแก้เริ่มแก้ที่ระบบ มากกว่าการหาคนผิด เพราะเชื่อว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมชาติที่แก้ได้ด้วยการบริหารจัดการกระบวนการใหม่ ซึ่งวิธีนี้นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุดแล้ว ยังช่วยพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำของเขาไปในตัวด้วยเหมือนกัน

การที่ John Ternus เลือกใช้วิธีนี้ถือเป็นการสร้างพื้นที่ Psychological Safety ให้พนักงาน แถมเขายังออกแบบกระบวนการใหม่ การทำงานแบบนี้จะช่วยทำให้สภาพแวดล้อมของการทำงานมีทิศทางที่ดีมากขึ้น และมีประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วย

บทความจาก Forbes ย้ำให้เห็นว่า ไม่มีใครที่ไม่ผิดพลาด ผู้นำต้องไม่โจมตีหรือตัวตนของพนักงานมากจนเกินไป เพราะนั่นอาจทำให้การทำงานร่วมกันมีแนวโน้มที่แย่ลง หรือส่งผลเสียได้ ดังนั้นสิ่งที่ John Ternus ทำ คือการสร้างพื้นที่ปลอดภัย และพัฒนาให้การทำงานร่วมกันมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

🔑 ในชีวิตการทำงานและธุรกิจไม่มีใครที่ไม่เคยพลาด แต่ผู้นำที่ออกแบบการแก้ปัญหาด้วยการมองที่ระบบ ไม่ใช่การหาคนผิด จะช่วยให้การทำงานมีพื้นที่ปลอดภัย และสามารถทำให้งานต่อ ๆ ไปออกมามีประสิทธิภาพได้มากกว่าเดิม


3. เปิดใจรับฟัง สร้างพลังให้คนอยากทำงานด้วย

อย่างที่บอกว่า John Ternus เป็น CEO ที่มีสไตล์การบริหารที่แตกต่างจาก Steve Jobs และ Tim Cook มาก แต่เขาเองก็เป็นคนที่คนรอบตัวอยากทำงานด้วยไม่น้อยเลย

บทความจาก Human Resource Director บอกเราว่า สิ่งที่น่าสนใจหลังจาก John Ternus ขึ้นเป็น CEO แล้ว คือการที่เขาเลือกที่จะทำงานร่วมกับทีมวิศวกรรมเดิมในสภาพแวดล้อมสำนักงานแบบเปิด มากกว่าที่แยกตัวออกไปอยู่ในห้องผู้บริหาร ซึ่งก็มีแหล่งข่าวที่บอกอีกว่า John Ternus เป็นคนที่มีเสน่ห์ และเป็นที่ชื่นชอบอย่างมาก ซึ่งดูจะเป็นคำชมที่ไม่ได้หาได้ง่าย ๆ 

Kim Scott ผู้เขียนหนังสือ Radical Candor: Be a Kick-Ass Boss Without Losing Your Humanity ก็เคยพูดในทำนองเดียวกันว่า John Ternus เป็นคนที่ให้ความร่วมมือดีมาก เป็นผู้ฟังที่ดี และที่สำคัญที่สุดคือเขาเป็นวิศวกร Hardware ที่ฉลาดมาก และยังบอกอีกว่า การเอาความฉลาดในด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์มาใช้ ก็จะช่วยขับเคลื่อนให้องค์กรไปได้ไกลด้วยเหมือนกัน

Tim Cook เองก็ยังเคยพูดถึง John Ternus ไว้ว่า เขามีความคิดของวิศวกร มีจิตวิญญาณของนักสร้างนวัตกรรม และมีหัวใจที่จะนำทางด้วยความซื่อสัตย์ ซึ่งย้ำว่า John Ternus เองก็เป็นคนที่ ‘คนรอบตัว’ อยากทำงานด้วยแบบสุด ๆ 

สิ่งสำคัญในวันนี้ ถ้าผู้นำไม่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อคนรอบข้าง ลูกค้า ก็มีแนวโน้มน้อยมากที่จะประสบความสำเร็จ เพราะความสัมพันธ์คือหนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะผลักดันให้ธุรกิจไปได้ไกล

บทความจาก Forbes บอกเราว่า ผู้นำที่ดีและสร้างความไว้วางใจได้ คือคนที่ รู้ว่าการเคารพนั้นเกิดขึ้นได้จากความเชื่อใจ และวางใจ และความไว้วางใจนั้นเริ่มต้นที่ความสัมพันธ์ เพราะเมื่อทั้งสองฝ่ายไว้ใจซึ่งกันและกัน ก็จะเกิดการสนับสนุน ผลักดันให้องค์กรก้าวไปไกลกว่าเดิม

🔑 ความสำเร็จของการทำงานไม่ได้มาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่มันมาจากการทำงานร่วมกัน ดังนั้นผู้นำที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อคนรอบข้าง สร้างความไว้วางใจได้ ก็จะเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่ช่วยให้องค์กรไปได้ไกลกว่าเดิม


4. กล้าพูดคำว่าไม่รู้ เพื่อเปิดประตูสู่การเติบโต

ผู้นำที่ดี บางครั้งก็ไม่ใช่คนที่รู้ทุกอย่าง กลับกันมันคือคนที่กล้าบอกว่า ‘ไม่รู้’ ต่างหาก

ย้อนกลับไปในตอนที่ John Ternus ทำงานกับ Apple แรก ๆ ตัวเขาเองสงสัย และมีคำถามในใจตลอดว่า ‘เขาเหมาะสมที่จะอยู่ต่อไหม?’ เพราะคนในบริษัทมีแต่คนฉลาด และเก่งเยอะมาก สิ่งสำคัญที่ทำให้เขาก้าวหน้าต่อและพัฒนามาได้ถึงวันนี้ คือการยอมรับว่าไม่รู้ และขอความช่วยเหลือจากคนที่รู้

การยอมรับเมื่อไม่รู้อะไรบางอย่าง สามารถเป็นโอกาสในการเติบโตได้ เพราะเราจะได้รับความช่วยเหลือจากคนที่รู้ แถมการถามคำถามที่ดี เพื่อหาคำตอบที่ถูกต้อง จะช่วยยกระดับความสามารถของเราให้พัฒนาขึ้นอีกด้วย

Dr. Margie Warrell (ผู้ก่อตั้ง Global Courage) ก็เคยพูดไว้ว่า การขอความช่วยเหลือ ไม่ใช่ความอ่อนแอ เธอเล่าว่า คนหลายคนมักจะเลือกไม่ขอความช่วยเหลือ จนสุดท้ายต้องแบกรับเรื่องบางอย่างไว้คนเดียวแบบที่ไม่มีทางออก ซึ่งนั่นทำให้หลาย ๆ อย่างแย่ลง แต่กลับกันเราทุกคน สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ให้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากการทำ ‘ด้วยกัน’ ดังนั้นอย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือจากคนที่รู้ และอย่ากลัวที่จะพูดว่าไม่รู้

🔑 ความไม่มั่นใจ หรือความไม่รู้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่สิ่งที่ต่างกันคือ คนที่จะไปได้ไกล คือคนที่ถาม และขอความช่วยเหลือเพื่อมาพัฒนาตัวเองต่อ 


John Ternus คือผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Apple มามากกว่า 25 ปี และนี่คือบทเรียนการทำงานที่เขาใช้มาตลอด 25 ปี ซึ่งก็สามารถพิสูจน์แล้วว่าเหมาะสมที่จะเป็น CEO อย่างเต็มตัวแล้ว

ปิดท้ายด้วยคำพูดของ John Ternus ที่ว่า

💡
“จงสมมติว่าเราฉลาดเท่ากับทุกคนในห้อง แต่ห้ามสมมติว่าเรารู้มากกว่าพวกเขา ความคิดนี้จะทำให้เรามีความมั่นใจ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือความถ่อมตน ในการถามคำถามและเรียนรู้”

เรียบเรียง: ธัญวรัตน์ ปกรณ์รัศมี

ที่มา

trending trending sports recipe

Share on

Tags