รวม 5 เทรนด์ กับ 20 คำถาม สำรวจตัวเองกับการทำงานปี 2026 โดยคุณบี - อภิชาติ

ในวันนี้ ไม่ใช่แค่ต้องทำงานเก่งขึ้น แต่ต้องปรับตัวเร็วขึ้น เลยอยากชวนคนทำงานมาอ่าน 5 เทรนด์ กับ 20 คำถาม ทบทวนตัวเองเกี่ยวกับการทำงานให้เข้าใจ ก่อนเริ่มต้นใหม่ในปี 2026

Last updated on ม.ค. 5, 2026

Posted on ม.ค. 5, 2026

เพราะคนทำงานในปี 2026 ไม่ใช่แค่รู้ว่า ‘ทำงานเยอะแค่ไหน’ แต่คือการสำรวจตัวเองให้แน่ใจว่า ‘ทำงานไปเพื่ออะไร’ 

ปี 2025 ที่ผ่านมา คนทำงานทุกคนต้องเจอกับแรงกดดันและความคาดหวังต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น จากการเข้ามาของเทคโนโลยี AI ทำให้การแข่งขันในการทำงานเพิ่มมากขึ้น ทั้งต้อง Reskill ตัวเองเพื่อให้อยู่รอด หรือฝึกใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้นความท้าทายที่คนทำงานต้องเจอ คือในวันนี้ ไม่ใช่แค่ต้องทำงานเก่งขึ้น แต่ต้องปรับตัวเร็วขึ้นด้วย 

เลยอยากจะชวน ‘คนทำงาน’ ทุกคนมาตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องของคนในปี 2026 เพื่อให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น และเตรียมพร้อมรับมือกับการทำงานที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ โดยคุณอภิชาติ ขันธวิธิ, CEO of QGEN Consultant 

เลิกเป็นคนที่ทำงานแค่ให้จบไป แล้วกลับมาถามตัวเองให้ชัด อยากทำงานไปเพื่ออะไรกันแน่ กับ 5 เทรนด์คนทำงาน พร้อม 20 คำถาม สำรวจตัวเองกับการทำงานปี 2026

เทรนด์ที่ 1 : ‘ปรับตัว’ และ ‘เรียนรู้’ ได้เร็วแค่ไหน เมื่อองค์กรส่วนใหญ่ใช้ AI ในการทำงาน

เทรนด์แรกเป็นประเด็นเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI ที่ไม่ว่าองค์กรไหน ๆ ก็ใช้เข้ามาร่วมทำงานกับคนแล้ว เนื่องจากทุก ๆ องค์กรก็มีโจทย์ใหญ่ที่ต้องไปให้ถึงคือการมีความสามารถในการแข่งขันให้มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งการจะมีความสามารถในการแข่งขันได้ต้องมีองค์ประกอบหลัก 3 ข้อ ได้แก่

  1. ความเร็ว (Speed)
  2. คุณภาพ (Quality)
  3. ความยืดหยุ่น (Flexibility)

เมื่อรู้แล้วว่าสิ่งที่ต้องการคือ ความเร็ว (Speed), คุณภาพ (Quality) และความยืดหยุ่น (Flexibility) จึงเป็นที่มาในการทำ Transformation ขององค์กร เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่ต้องการ นอกจากนี้การทำ Transformation นั้นทำให้คนทำงานส่วนใหญ่ต้องพัฒนา Soft Skills ที่มีเพื่อนำมาปรับใช้กับ AI มากยิ่งขึ้น 

คุณอภิชาติ แชร์ว่า “2 Soft Skills” สำคัญที่คนทำงานควรจะพัฒนาให้ดีขึ้นในช่วง Transformation  คือ การปรับตัว และการเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างรวดเร็ว เพราะ 2 ทักษะนี้จะช่วยชี้ชะตาได้ว่า ‘ใครคือคนที่จะอยู่รอด’ และ ‘ใครคือคนที่จะตกขบวน’ ดังนั้นคนทำงานในวันนี้อย่าลืมตั้งคำถามกับตัวเองให้ดี

  • ถ้ามีสิ่งใหม่เข้ามา เราปรับตัวได้เร็วหรือไม่?
  • มีอะไรใหม่ ๆ ที่เรายังปรับตัวไม่ได้หรือเปล่า?
  • วันนี้เราเรียนรู้เรื่องใหม่ได้ไวแค่ไหน?
  • อะไรที่จะช่วยให้เราเรียนรู้ได้ไวขึ้น?

เทรนด์ที่ 2 : ‘งานล้น’ ทำให้ ‘คนทำงานท้อ’ ถึงเวลาต้อง Reprocess ใหม่ให้คนเหนื่อยน้อยลง

ปีที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่า งานต่าง ๆ มีปริมาณที่เพิ่มขึ้น จนคนทำงานเริ่มรับมือไม่ไหว ยิ่งไปกว่านั้นบางคนก็ยังหมดไฟไปก่อนงานหมดซะอีก สิ่งนี้เป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดเพิ่มขึ้นในหลาย ๆ องค์กร แต่ในขณะเดียวกันองค์กรก็ไม่สามารถที่จะ ‘ลดงาน’ ให้คนทำงานได้ แต่สิ่งที่องค์กรทำได้คือกลับมา ‘Reprocess’ ในการทำงานแทน 

ซึ่งการ Reprocess ขององค์กรก็จะเชื่อมโยงไปกับ Productivity ที่องค์กรต้องการ โดยคุณอภิชาติแนะนำว่า องค์กรควรจะให้ความหมายของคำว่า Productivity ให้ชัด ว่าหมายความว่าอย่างไร เพื่อให้คนทำงานเข้าใจ และมาปรับใช้กับวิธีการทำงานให้ได้ตรงเป้าหมายมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นโจทย์สำคัญขององค์กรคือการให้คนทำงานมี ‘Productivity’ ในขณะที่ก็ไม่ Burn คนทำงานเกินไปด้วยเช่นกัน 

สำหรับคนทำงานแล้ว ก็ต้องหันมาตั้งคำถามกับตัวเองให้ดี ทั้งเรื่องของ Productivity และเรื่องของการ Reprocess เพื่อให้การทำงาน Flow มากขึ้น

  • คอขวดของงานที่เราทำอยู่ตรงไหน และมีวิธีจัดการกับคอขวดนั้นยังไงได้บ้าง?
  • งานเสร็จช้าเพราะอะไร สะดุดในเรื่องไหน?
  • งานมันไปสุมอยู่ที่ใคร ในเวลาไหนเยอะที่สุด?
  • อะไรที่ทำให้งานติดขัด แล้วไม่ทำให้ผลงานมันเกิดขึ้น?

(คอขวด หมายถึง อุปสรรค หรือจุดที่ติดขัดของงาน)


เทรนด์ที่ 3 : คนทำงานวันนี้อยากให้องค์กร ‘มองเห็น’ แม้ในวันที่ ‘ไม่เก่ง’

อย่างเทรนด์ก่อนเราจะเห็นว่าคนทำงานเริ่มเหนื่อยเพิ่ม จนเริ่มลาออกมากขึ้น ซึ่งสิ่งที่คนทำงานต้องการจริง ๆ คือการรู้สึกว่ามีคุณค่า มากกว่าการเป็นแค่คนทำงานให้เสร็จ ดังนั้นหากองค์กรอยากรักษาคนให้อยู่ต้องเริ่มหันมาดูแล ให้ผลตอบแทน และเข้าใจความรู้สึกของคนทำงานให้มากขึ้น 

ผลตอบแทนที่คนทำงานต้องการถูกแบ่งออกเป็น 2 เรื่อง คือ

1. เรื่องที่เป็นตัวเงิน เป็นเรื่องที่องค์กรจะต้องตีความมากกว่าแค่ ‘จ่าย’ ต้องพิจารณาว่าเงินที่ให้ ทำให้คนทำงานแข่งขันกับตลาดได้หรือไม่ เพราะถ้าคนส่วนใหญ่ที่ลาออกไป หรือเข้ามาทำงาน ส่วนหนึ่งก็มาจากเรื่องผลตอบแทนที่เป็นตัวเงิน 

ซึ่งในมุมนี้คุณอภิชาติก็แชร์ว่า “จงจำไว้ว่า เงินเดือนเยอะ โบนัสเยอะ ไม่ได้การันตีว่าคนจะอยู่กับเรา แต่ถ้าเงินเดือนน้อย โบนัสน้อย คนไม่อยู่กับเราแน่ ๆ” นั่นเลยเป็นสาเหตุว่าองค์กรต้องกลับมาดูให้ดีว่าสิ่งที่ให้มันน้อยในความรู้สึกของคนทำงานเมื่อเทียบกับตลาดไหม และน้อยสำหรับความคุ้มค่าที่คนทำงานต้องลงแรงไปหรือเปล่า 

2. เรื่องของความรู้สึก การได้มีคุณค่าภายในองค์กร เช่น การถูกรับฟัง หรือการถูกมองเห็นในองค์กร ทั้งในวันที่เก่ง และในวันที่ไม่เก่ง แต่การที่มองเห็นคนทำงานในวันที่ไม่เก่งก็ถือเป็นเรื่องยากสำหรับองค์กร เพราะการทำธุรกิจก็จำเป็นที่จะต้องมองเฉพาะคนเก่ง

คุณอภิชาติแนะนำหลักการ มองคนทำงานให้เก่งแม้ในวันที่ไม่เก่ง เป็น 2 มุม ได้แก่ 

  • มองคนทำงานเก่ง ในวันที่เก่ง คือการมอง Performance ที่เขาทำได้ดี
  • มองคนทำงานเก่ง แม้ในวันที่ไม่เก่ง คือการมองลึกลงไปมากกว่า Performance แต่เป็น Potential เพราะการที่เขาไม่ได้เก่งในวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่เก่งในอนาคต

คนทำงานต้องกลับมาทบทวนตัวเองด้วยว่าเรานั้นถูกมองเห็น และมีคุณค่ากับองค์กรนี้ในแบบที่เราอยากจะได้หรือเปล่า 

  • องค์กรเคยให้สิ่งที่เราต้องการหรือเปล่า? (เช่น เรื่องผลตอบแทน หรือเรื่องความเข้าใจ)
  • ผลตอบแทนขององค์กร คุ้มค่ากับแรงในการทำงานไหม?
  • เราถูกมองเห็นในองค์กรตอนไหนบ่อยที่สุด?
  • ในวันที่เราทำงานไม่ดี องค์กรยังมองเห็นเราอยู่ไหม?

เทรนด์ที่ 4 : ขอบเขตงานที่ไม่ชัด สร้างแรงผลักที่ทำให้คนทำงาน ‘เปราะบาง’ มากยิ่งขึ้น 

เรื่องความเปราะบางของคนทำงานในปี 2026 ฟันธงเลยว่าต้องมีเรื่องของ Workload และความสัมพันธ์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ อยากบอกคนทำงานให้เตรียมใจรอไว้เลยว่าไม่ว่าจะปีไหน ๆ เรื่องงานเยอะ และความสัมพันธ์ที่ขัดใจก็เป็นเรื่องที่ต้องเจอตลอดทุกปี

เรื่อง Workload ของคนทำงานในปีนี้เห็นชัดมากขึ้นอย่างที่บอกไปในเทรนด์ข้อก่อน ๆ แต่สาเหตุจริง ๆ ของมันมาจากการเข้ามาของเทคโนโลยีอย่าง AI ทำให้คนทำงานไม่มีเวลามาแบ่งกรอบของงานให้ชัด เพราะต้องลงมือทำก่อน นั่นจึงพาลให้เกิดวงจรความเปราะบางที่ตามมา คือ 

ขอบเขตการทำงานไม่ชัด ➡️ วัดผลไม่ได้ ➡️ ผลตอบแทนไม่คุ้ม ➡️ ไม่เห็นการเติบโต 

สิ่งที่เปราะบางเพิ่มขึ้นจากวงจรนี้ คือเรื่องของ ‘ความสัมพันธ์’ เมื่อต้องทำงานที่ไม่มีขอบเขต ก็อาจทำให้เกิดการระหองระแหงกันระหว่างตัวบุคคลเพิ่มขึ้น ซึ่งสิ่งหนึ่งที่พบบ่อยคือปัญหาของการสื่อสารระหว่างช่วงวัย (Ganearation Clash) เนื่องจาก Gen Z เองก็เริ่มแสดงตัวมากขึ้นกว่าเดิมว่าต้องการอะไรในการทำงาน ในขณะ Gen X หรือ Gen Y มีในมุมของวิธีการทำงานในแบบของตัวเอง 

ดังนั้นคนทำงานทุก ๆ ช่วงวัยก็ควรหันมาตั้งคำถามกับตัวเองให้มากขึ้น เพื่อลดความเปราะบางในวงจรนี้ให้น้อยลง 

  • ตอนนี้ขอบเขตการทำงานอยู่ที่ตรงไหน?
  • ตอนนี้เรากำลังทำงานเกินหน้าที่หรือเปล่า?
  • การวัดผลของเราวัดจากอะไร?
  • คิดเงินเดือน หรือโบนัสของเราจากอะไร? (เช่น จากงานที่สร้าง Impact หรือจากเงินเดือนตามตำแหน่ง)
  • สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ สามารถช่วยให้เติบโตไปได้ไกลแค่ไหน?

เทรนด์ที่ 5: ในยุคที่คนทำงานไม่ได้สู้แค่กับ ‘งาน’ แต่ต้องสู้กับความไม่แน่นอนของ ‘เศรษฐกิจ’ ด้วย 

ตามคำพูดของนักธุรกิจ หรือนักการตลาดส่วนใหญ่ในปี 2025 ที่กล่าวว่ายังไงปี 2026 เศรษฐกิจจะแย่ลงกว่าเดิม นั่นจึงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนทำงานว่า ในยุคที่คนทำงานไม่ได้รับมือแค่กับงานเท่านั้น แต่ยังต้องรับมือกับผลตอบแทนที่ขึ้นอยู่กับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจด้วย ปัญหานี้ไม่ใช่แค่คนทำงานอย่างเดียวที่ต้องหาวิธีแก้ เพราะองค์กรก็ต้องเข้ามาช่วยสนับสนุนในสิ่งที่คนทำงานต้องการ เพื่อให้มีกำลังใจในการทำผลงานมากยิ่งขึ้น

แต่สิ่งที่ต้องตั้งคำถามคือ เรื่องความไม่แน่นอน ต้องตรวจสอบให้ดีว่า แล้วองค์กรที่เราอยู่ให้ความมั่นคงกับเราได้แค่ไหน 

  • รายได้ที่ได้รับ มีความมั่นคงมากน้อยแค่ไหน?
  • สุขภาพทางกายและจิตใจตอนทำงาน ดีหรือแย่มากกว่ากัน?
  • ความมั่นคงของอาชีพที่ทำอยู่ มีมากน้อยแค่ไหน?

💡
และนี่คือ 5 เทรนด์กับ 20 คำถามเอาไว้ทบทวนตัวเองตอนต้นปี 2026 ในเรื่องของคนทำงาน ที่หวังว่าหากคุณได้ลองอ่านแล้ว จะได้รับคำตอบที่ช่วยให้เข้าใจตัวเองมากยิ่งขึ้น เพราะไม่มีใครรู้เรื่องราวการทำงานของคุณ ได้เท่าตัวของคุณเอง
trending trending sports recipe

Share on

Tags