“Knowing more than other people was what made you valuable in knowledge work by definition.”
Adam Grant ผู้เขียนหนังสือ Think Again และนักจิตวิทยาองค์กรจาก Wharton ได้พูดผ่าน The Wall Street Journal ว่า ที่ผ่านมา “การรู้มากกว่าคนอื่น” คือสิ่งที่สร้างคุณค่าให้กับคนทำงานสาย Knowledge Work
แต่วันนี้ AI กำลังทำให้ความรู้ที่เคยต้องใช้เวลาหลายปีในการค้นหา เข้าถึงได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม และทำให้คุณ Adam Grant มองว่า “The currency of success is shifting under our feet.” หรือ สิ่งที่เคยทำให้เราประสบความสำเร็จในโลกการทำงาน กำลังเปลี่ยนไปต่อหน้าเราทุกคน
AI ทำให้ ‘ความรู้ถูกลง’ แต่กลับทำให้ ‘วิจารณญาณแพงขึ้น’ 6 บทเรียนเพื่อเติบโตในโลกการทำงานที่กฎเกณฑ์กำลังเปลี่ยนไป จากการตกผลึกทางความคิดของ Adam Grant
หนึ่งในประเด็นสำคัญจาก Adam Grant ซึ่งพูดถึงวิธีเติบโตในโลกการทำงานที่ AI กำลังเปลี่ยนความได้เปรียบของ Knowledge Worker โดยเขามองว่า สิ่งที่เคยเป็น ‘แต้มต่อ’ ของคนทำงานกำลังเปลี่ยน และในโลกที่ AI สร้างข้อมูล คำตอบ และไอเดียได้มหาศาล ทักษะบางอย่างของมนุษย์อาจยิ่งสำคัญขึ้น แล้วเราทุกคนควรเก่งอะไรล่ะ
1. รู้เยอะไม่สำคัญเท่า ‘รู้ว่าอะไรสำคัญ’
AI สามารถช่วยให้เราเข้าถึงข้อมูลจำนวนมหาศาลได้เร็วขึ้น แต่ปัญหาใหม่คือ ยิ่งมีข้อมูลเยอะ เราก็ยิ่งต้องเก่งในการแยกแยะข้อมูล คุณ Adam Grant มองว่า คนทำงานต้องเก่งขึ้นในการมองหาความเชื่อมโยงของข้อมูล เอาข้อมูลหลาย ๆ ด้านมาปะติดปะต่อจนเห็นภาพใหญ่ และแยกให้ออกว่าข้อมูลไหนน่าเชื่อถือ เพราะการมีคำตอบอยู่ตรงหน้า ไม่ได้หมายความว่าเราจะรู้ทันทีว่า คำตอบไหนควรเชื่อ หรือควรเอาไปใช้อย่างไร
ลองนึกภาพ AI สรุปข้อมูลมาให้เรา 10 ข้อ สิ่งที่สร้างความแตกต่างอาจไม่ใช่การหาข้อที่ 11 เพิ่มแต่คือการมองให้ออกว่า ข้อไหนสำคัญ, ข้อไหนน่าสงสัย, อะไรเชื่อมโยงกัน และข้อมูลทั้งหมดนี้กำลังบอกอะไรเรา เพราะจริง ๆ แล้ว AI ช่วยให้ทุกคนรู้ได้เยอะขึ้นก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะ ‘เข้าใจและเลือกใช้ข้อมูลได้ดีขึ้น’ ตามไปด้วย
2. ยุค AI ความคิดสร้างสรรค์อาจไม่ได้วัดกันที่ ‘ใครคิดได้เยอะกว่า’
เมื่อก่อนการระดมสมองแล้วได้ 50 ไอเดียถือว่าเยอะมาก แต่วันนี้ AI สามารถช่วยคิดออกมาเป็นร้อยไอเดียได้ในเวลาไม่กี่นาที คุณ Adam Grant จึงมองว่า เมื่อ AI ช่วยเราคิดไอเดียได้มากขึ้น สิ่งที่สำคัญตามมาคือ เราจะเลือกไอเดียที่ดีออกมาจากไอเดียทั้งหมดได้อย่างไร และจะพัฒนามันต่อให้ดีขึ้นได้แค่ไหน
เพราะต่อให้ AI โยนมาให้ 100 ไอเดีย คนก็ยังต้องเป็นคนตัดสินใจว่า - อันไหนเหมาะกับโจทย์
- อันไหนธรรมดาเกินไป
- อันไหนควรทิ้ง
- และอันไหนมีของพอที่จะเอาไปทำต่อ
ดังนั้นความคิดสร้างสรรค์ในยุค AI อาจไม่ได้อยู่ที่ว่าใครคิดได้เยอะที่สุด แต่อยู่ที่ใครมองออกว่าไอเดียไหนควรไปต่อ และทำให้ไอเดียนั้นดีขึ้นได้
3. ไม่ต้องรอให้มั่นใจ 100% แต่ต้องกล้าลองแล้วเรียนรู้
อีกเรื่องที่ คุณ Adam Grant ให้ความสำคัญ คือ การทดลองวิธีทำงานใหม่ ๆ เพราะในวันที่โลกเปลี่ยนเร็ว เราอาจไม่มีเวลารอจนมั่นใจ 100% ว่าวิธีไหนดีที่สุดแล้วค่อยเริ่ม บางครั้งสิ่งที่ทำได้คือ ลองเปลี่ยนอะไรเล็ก ๆ ก่อน แล้วดูว่าผลเป็นอย่างไร
ลอง → ดูผล → เรียนรู้ → ปรับ → แล้วลองใหม่
เช่น ลองสลับคนที่เป็นผู้นำการประชุม ถ้าเราไม่เคยนำเลยให้ลองดูบ้าง หรือลองเปลี่ยนจากส่งอีเมลเป็นโทรคุย แล้วดูว่าวิธีไหนทำให้งานหรือการสื่อสารดีขึ้น
เราไม่จำเป็นต้องรอให้บริษัทประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ถึงจะเริ่มปรับวิธีทำงานของตัวเองได้ ลองเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่ามีอะไรในวิธีทำงานของเรา ที่ลองเปลี่ยนได้ตั้งแต่สัปดาห์นี้ การปรับตัวได้เก่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ แต่จุดเริ่มต้นก่อนจะปรับตัวเก่ง คือการกล้าลองก่อน และเรียนรู้จากสิ่งที่ลองได้เร็ว
4. AI ให้ทางเลือกเราได้เยอะ แต่สุดท้าย ‘คน’ ยังต้องเป็นคนเลือก
AI สามารถคิดทางเลือกหรือเสนอคำตอบให้เราได้เยอะมาก แต่ยิ่งมีตัวเลือกเยอะ ก็ยิ่งมีคำถามสำคัญตามมาว่า แล้วเราควรเลือกอันไหน ?
สมมติให้ AI คิดแคมเปญมา 30 แบบ มันอาจช่วยเสนอไอเดีย วิเคราะห์ข้อดีข้อเสีย หรือคิดทางเลือกเพิ่มให้เราได้ แต่สุดท้ายคนยังต้องมองให้ออกว่า
- อะไรเหมาะกับแบรนด์
- อะไรเข้าใจลูกค้าจริง
- อะไรเหมาะกับสถานการณ์ตอนนี้
- และอะไรไม่ควรทำ แม้ไอเดียจะดูดี
นี่คือสิ่งที่คุณ Adam Grant พูดถึงในแง่ของ Judgment หรือพูดง่าย ๆ ว่าความสามารถในการคิดและตัดสินใจว่าอะไรเหมาะกับสถานการณ์จริง เพราะฉะนั้น ในยุค AI แค่สั่ง AI เก่งอาจยังไม่พอ เราต้องดูสิ่งที่ AI ส่งกลับมาเป็นด้วย เพราะคนที่มีค่าที่สุดอาจเป็นคนที่รู้ว่าคำตอบไหนควรใช้ และคำตอบไหนไม่ควรใช้
5. ยิ่ง AI เก่งขึ้น ทักษะเรื่องของคน ยิ่งสำคัญ
เมื่อ AI ช่วยทำงานหลายอย่างได้มากขึ้น ทักษะที่เกี่ยวกับการเข้าใจมนุษย์ก็จะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เรื่องนี้น่าสนใจมาก ซึ่งทาง CREARTIVE TALK เคยเล่าไว้ในบทความ คุณ Martha Stewart เองก็พูดถึงและเน้นย้ำมากถึงทักษะของคนจะมีราคามากขึ้น
คุณ Adam Grant เองก็พูดถึงความสามารถอย่าง การเลือกไอเดีย, การพัฒนาไอเดียต่อยอด และการสร้างสิ่งที่เข้าถึงความรู้สึกของคน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เขามองว่า AI ยังเลียนแบบได้ยากในเวลานี้ นั่นทำให้ทักษะที่เราเคยเรียกว่า Soft Skills น่าสนใจขึ้น เช่น การเข้าใจคน, อ่านสถานการณ์, สื่อสารให้คนเข้าใจ, สร้างความไว้ใจ, รู้ว่าอะไรจะทำให้คนรู้สึก และเปลี่ยนไอเดียธรรมดาให้กลายเป็นสิ่งที่มีความหมายกับใครสักคน ยิ่ง AI เก่งเรื่องงานมากขึ้น คนอาจยิ่งต้องเก่งเรื่องคนมากขึ้นเช่นกัน
6. อยากให้หัวหน้าลองวิธีใหม่ อย่าเริ่มด้วยการบอกว่าวิธีเดิมนั้นผิด
อีกหนึ่งคำแนะนำจาก Adam Grant ที่เอาไปใช้ได้ทันทีคือ เวลาต้องเสนอไอเดียใหม่กับหัวหน้าที่คุ้นเคยกับวิธีทำงานแบบเดิม แทนที่จะเดินเข้าไปพร้อมคำตอบเดียวแล้วบอกว่า เราควรเปลี่ยนมาทำแบบนั้นแบบนี้ ให้ลองเปลี่ยนเป็นการเสนอหลายทางเลือก แล้วชวนให้อีกฝ่ายช่วยกันเลือก
เช่น จากเดิมประชุมนี้เสียเวลา ยกเลิกเถอะ อาจเปลี่ยนเป็น เราลองได้ 3 แบบนะ ลดเวลาประชุมเหลือ 30 นาที บางสัปดาห์เปลี่ยนเป็นส่งอัปเดตแทน หรือประชุมเฉพาะวันที่มีเรื่องต้องตัดสินใจ แล้วถามหัวหน้าเราว่า คิดว่าแบบไหนน่าลองในการเปลี่ยนครั้งนี้
สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่แค่คำพูด แต่คือความรู้สึกของคนฟัง จากเดิมที่กำลังบอกว่าวิธีเก่าของเขาไม่ดี ให้เปลี่ยนเป็น เรากำลังช่วยกันหาวิธีที่ดีกว่า ณ ปัจจุบัน และการทำแบบนี้จะไม่จำเป็นต้องเถียงกันตั้งแต่แรกว่าวิธีใหม่ดีกว่าวิธีเดิมหรือไม่ ถือเป็นอีกบททดสอบของเด็กเจนใหม่ ลองก่อน แล้วใช้ผลที่เกิดขึ้นเป็นคำตอบ
เรียบเรียง: กิตติภพ ปานล้ำเลิศ
ที่มา