เริ่มปี 2026 มาแค่ไม่กี่เดือน แต่ดูเหมือนมรสุมในปีนี้จะหนักหนาสาหัสกว่าปีก่อนอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งเรื่องของสงคราม และความตึงเครียดที่สูงขึ้น, ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ, ต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้น รวมถึงปัญหาของสภาพคล่องของธุรกิจต่าง ๆ เมื่อความท้าทายมาจากหลายด้าน ทำให้บางธุรกิจหลงทาง และไปไม่รอด เพราะเลือกที่จะจัดการทุกอย่างพร้อมกัน
แต่การจัดการทุกอย่างพร้อมกันนี้ กลับทำให้ ‘โฟกัสอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง’ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจไปต่อได้ในวันนี้ อาจไม่ใช่การทำทุกอย่างให้ได้ทั้งหมด แต่คือการ ‘จัดลำดับความสำคัญ’ เพื่อให้ได้โฟกัสกับสิ่งที่จำเป็นจริง ๆ และแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น
คุณ Beth Berman ผู้เชี่ยวชาญด้าน Entrepreneurial Operating System กล่าวว่า
“ผู้นำที่ก้าวหน้าไม่ใช่คนที่ไล่ตามเครื่องมือ หรือเทรนด์ใหม่ทุกอย่าง แต่คือคนที่สร้างพื้นที่เพื่อคิด ค้นหาความจริง และวางโครงสร้างในการตัดสินใจก่อนจะลงมือทำ”
ตอกย้ำให้เห็นว่าการเลือกทำสิ่งที่เหมาะสมให้ตรงกับจังหวะเวลาที่ถูกต้อง ก็จะช่วยผลักดันให้ธุรกิจฝ่ามรสุมไปได้นั่นเอง
ผู้ประกอบการหลายคนอาจสงสัยว่า.. แล้วเรื่องไหน คือเรื่องสำคัญของธุรกิจในช่วงเวลานี้? ในบทความนี้เราได้รวบรวม 7 เรื่องสำคัญที่คนทำธุรกิจต้องจัดลำดับให้ดี เพื่อรับมือกับความท้าทายได้อย่างมีทิศทาง
1. ปรับความเข้าใจบทบาทของ AI ใหม่ ให้สร้างได้ทั้งผลกำไร และประสิทธิภาพ
ในวันนี้ AI เข้ามามีส่วนในการทำงานจริงของทุกธุรกิจแล้ว และหากใช้ได้อย่างถูกวิธี AI จะเป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยสร้าง Productivity และขยายขีดจำกัดให้มากขึ้นอีก แต่ในทางกลับกันหลาย ๆ ธุรกิจยังคงใช้ AI ไม่ถูกวิธี เลยทำให้ไม่สามารถสร้างผลผลิต หรือการได้เปรียบทางการแข่งขันได้อย่างเต็มที่
เพราะฉะนั้นหากธุรกิจต้องการใช้ AI เพื่อสร้างความได้เปรียบ สิ่งสำคัญคือต้องสำรวจ และจัดลำดับความสำคัญให้ดี ในประเด็นหลัก ๆ ดังนี้
ไม่ให้ AI เป็นแค่ระบบอัตโนมัติที่ทำแต่งานเดิม ๆ อย่างเดียว แต่ต้องเพิ่มความสามารถ เพื่อให้สร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริง
เช่น นอกจากใช้ AI เพื่อสรุปข้อมูลหรือร่างอีเมล ลองให้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้า หรือเทรนด์ของตลาด เพื่อให้สามารถออกแบบสินค้าให้ได้เปรียบในการแข่งขันมากยิ่งขึ้น
ออกแบบบทบาทหน้าที่ใหม่ เพื่อให้คนไปโฟกัสกับงานที่เหมาะสม และมีมูลค่าสูง
เช่น ให้ AI จัดการกับเอกสารที่เป็นข้อมูล หรือตัวเลข แล้วค่อยกลับมาตรวจสอบความเรียบร้อย เพื่อเอาเวลาไปโฟกัสกับการคิด หรือการดูแลลูกค้าที่สำคัญ
หันมาให้ความสำคัญกับเครื่องมือที่สามารถลดต้นทุน ช่วยให้ตัดสินใจเร็วขึ้น และเพิ่มปริมาณงานที่ทำ
เช่น ลงทุนใช้ AI ที่มีคุณภาพ ที่สามารถเข้ามาช่วยวิเคราะห์มุมมอง หรือจำลองพฤติกรรมของลูกค้า เพื่อให้ตัดสินใจในการทำการตลาดได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น
2. วางแผนธุรกิจให้รอบคอบ เพราะภูมิรัฐศาสตร์กำลังเข้ามาตีกรอบให้การค้าแคบลง
ตอนนี้โลกไม่ได้ค้าขายกันแบบเสรี Supply Chain แต่มีการแบ่งตัวออกไปตามกลุ่มประเทศต่าง ๆ ซึ่งหากธุรกิจยังเน้นที่การหาแหล่งผลิตที่ถูกที่สุดอยู่ แนวคิดนี้อาจทำให้ใช้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะมีเงื่อนไขระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาเกี่ยวมากขึ้น ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องเตรียมตัวและให้ความสำคัญอย่างมากในปี 2026
สิ่งที่องค์กรควรทำ คือการติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ และต้องวางแผนให้ดีใน 3 เรื่องนี้ ประกอบด้วย
เตรียมตัวรับมือกับค่าไฟฟ้า และค่าระบบคอมพิวเตอร์ที่อาจสูงขึ้น
เช่น การนำ AI เข้ามาใช้ อาจทำให้ค่าระบบการประมวลผลเพิ่มสูงขึ้น องค์กรอาจต้องวางแผนจัดการเรื่องงบประมาณ และบริหารให้ดี
อย่าคิดว่าสถานการณ์จะคงที่ตลอด แต่ต้องคอย Stress-test Supply Chain ของธุรกิจตัวเองอยู่เสมอ
เช่น ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น ธุรกิจจะยังไปต่อได้หรือต้องหยุด
ลงทุนเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน
เช่น การหาหรือกระจายแหล่งผลิตให้ครอบคลุมหลากหลายประเทศ ไม่ใช่ใช้แค่จากประเทศเดียว
3. บริหารราคาให้ดี ในวันที่ต้นทุนเปลี่ยนอยู่ตลอด
ภาวะเงินเฟ้อในปัจจุบันยังเป็นเรื่องที่ผันผวนอยู่ตลอดเวลา และส่งผลต่อธุรกิจไม่เท่ากัน ดังนั้นสิ่งที่ธุรกิจควรให้ความสำคัญเรื่องต่อมา คือการสร้างกำไรระยะสั้น พร้อมเตรียมตัวรับมือกับผลกระทบของเงินเฟ้อที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว
อาจลองเริ่มทำได้จาก 2 เรื่องนี้ คือ
ใช้กลยุทธ์ในการตั้งราคา มากกว่าใช้อารมณ์
เช่น ใช้ข้อมูลตลาด เพื่อประเมินการกำหนดราคาที่เหมาะสม แทนที่จะตั้งราคาเพราะความรู้สึกส่วนตัว
ใช้วิธีการปรับราคาสินค้าทุกไตรมาส หรือใช้ระบบปรับราคาแบบอัตโนมัติ
เช่น หากต้นทุนของการผลิต หรือต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น ก็ใช้ระบบให้ปรับเปลี่ยนราคาสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุน
4. บริหารเงินทุนให้ถูกจังหวะ ช่วยเปลี่ยนภาระให้เป็นโอกาส
อีกหนึ่งเรื่องสำคัญในปี 2026 คือการจัดการและบริหารเงินลงทุนให้ถูกที่ ถูกจังหวะ และเหมาะสม เพราะการจัดระเบียบเงินทุนที่ดีจะช่วยสร้างทางเลือกให้ธุรกิจ แต่หากการจัดระเบียบไม่ดีจะช่วยเพิ่มความเครียดให้ธุรกิจแทน
ซึ่งการจัดสรรปันส่วนของเงินทุนให้ดี จะช่วยให้ธุรกิจมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด และอาจนำหน้าธุรกิจอื่น ๆ ได้ แม้จะอยู่ในช่วงวิกฤต โดยอาจลองเริ่มจัดการง่าย ๆ ผ่าน 2 เรื่องนี้
วางแผนสภาพคล่องของเงินสดไว้ เพื่อให้สามารถคว้าโอกาสได้ทันทีถ้ามีข้อเสนอที่น่าสนใจ
เช่น แทนที่จะเอาเงินสดไปใช้ลงทุนในโปรเจกต์เดียว ควรเปลี่ยนเป็นเก็บเงินสดไว้บางส่วน เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้ธุรกิจ และเพิ่มโอกาสใหม่ ๆ
เลือกใช้เงินกู้จากตราสารหนี้ภาคเอกชน ในบางจังหวะ เพื่อเร่งการเติบโตของธุรกิจให้เพิ่มขึ้น
เช่น ถ้ามีโอกาสขยายธุรกิจเข้ามา ซึ่งมองแล้วว่าเป็นเรื่องจำเป็น และสำคัญจริง ๆ อาจกู้เงินจากตราสารหนี้ภาคเอกชน เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้เร็วขึ้นนั่นเอง
5. คนไม่ต้องแน่น แค่แม่นเรื่องทักษะก็พาให้ธุรกิจโตได้
ปัญหาการลาออกยังคงมีในทุก ๆ องค์กร แต่บางครั้งธุรกิจก็อาจเติบโตได้ แม้ไม่ได้มีจำนวนพนักงานเยอะ แนวคิดนี้สอดคล้องกับคุณ Allison Maslan (CEO of Pinnacle Global Network) ที่เคยกล่าวไว้ว่า
“ความกลัวที่ใหญ่ที่สุดของเจ้าของกิจการ คือการไม่กล้าปล่อยมือ และไม่เชื่อใจทีมงาน แต่หากลองมอบอำนาจให้ทีม กำหนดเป้าหมายความสำเร็จให้ชัดเจนในทุกตำแหน่ง และให้ความสำคัญกับที่วิสัยทัศน์ บริษัทจะโตได้ไว และทำกำไรได้มากขึ้น”
ถึงการประสบความสำเร็จของธุรกิจอาจไม่ได้วัดที่จำนวนคน แต่องค์กรก็ไม่ควรมองข้ามการพัฒนาคน เพราะอาวุธที่สำคัญก็คือทักษะ ความสามารถของคนภายในทีม เพราะฉะนั้นสิ่งที่องค์กรควรต้องทำ คือการหันมาให้ความสำคัญกับคน โดยเน้นเรื่องการพัฒนาทักษะการวิเคราะห์ และการตัดสินใจ ในวันที่ AI สามารถเข้ามาทำงานได้ เช่น ตอนนี้ AI มีความสามารถในการหาข้อมูลได้ภายในเวลาไม่กี่นาที แตสิ่งที่คนในองค์กรต้องมีคือการวิเคราะห์ และตัดสินใจใช้ในธุรกิจให้ถูกที่
6. เจ้าของธุรกิจต้องคิดล่วงหน้า เพื่อรับมือปัญหาได้ตรงจุด
หากอยากเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในปี 2026 สิ่งแรกที่ควรทำเลยคือการเลิกมองจากภาพกว้าง แล้วมองให้ลึกกว่าเดิม เพื่อเปลี่ยนจากสิ่งที่คิด ให้เป็นความจริงที่จับต้องได้ ซึ่งอาจทำได้ผ่านขั้นตอนเหล่านี้
กำหนดเป้าหมายปลายปีให้ชัดก่อน แล้วค่อยย้อนกลับมาวางแผน
เช่น ตั้งเป้าหมายว่าสิ้นปีหน้าบริษัทต้องมีโครงสร้างทีมแบบไหน ทำกำไรได้เท่าไหร่ แล้วค่อยย้อนกลับมาดูว่าวันนี้ต้องปรับบทบาทหน้าที่ หรือเพิ่มทักษะอะไรบ้าง เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ตอนต้นได้
ใช้การทบทวนสิ่งที่ทำ จากเป้าหมายที่ตกลงกัน และความกดดันที่เจอ
เช่น ทุก 3 เดือนให้เอาสิ่งที่รับปากว่าจะทำมาวางไว้เทียบกับความจริงที่เจอ เพื่อดูว่ามีอุปสรรคหรือความเสี่ยงอะไรบ้าง และรีบปรับแผนแก้ไขอย่างรวดเร็ว
เปลี่ยนระบบโครงสร้างของทีม เพื่อให้สอดคล้องกับอนาคตของธุรกิจ
เช่น แทนที่จะใช้ระบบเดิมที่เคยทำมาตลอดกับคนในทีม แต่ไม่สอดคล้องกับธุรกิจ ให้ลองเปลี่ยนระบบโครงสร้างของทีมใหม่ตามที่ธุรกิจต้องใช้ในอนาคตข้างหน้า
7. เลิกเหนื่อยกับงานที่ไม่ใช่ แล้วหันมาวางแผนให้ไกล
เรื่องสุดท้ายที่สำคัญของการทำธุรกิจในปี 2026 นี้ ไม่ใช่การทำทุกอย่างให้มากขึ้น แต่คือการเพิ่มโอกาส และสร้างกำไรให้ก้าวกระโดด ผ่านการโฟกัสงานที่สำคัญจริง ๆ โดยสามารถทำได้ผ่าน 2 ขั้นตอน ประกอบด้วย
ไม่ต้องทำงานหนัก 100% แต่ให้เน้น 20% ที่ขับเคลื่อนธุรกิจได้จริง
เช่น เลือกทำงานที่สร้างความได้เปรียบและส่งผลต่อกำไรจริง ๆ เพื่อสร้างความชัดเจน และความมั่นใจให้ธุรกิจได้ตลอดทั้งปี
กำจัดสิ่งที่ไม่จำเป็น เพื่ออิสรภาพทางการเงินของธุรกิจให้ไม่จำกัด
เช่น อย่าเสียเวลากับสิ่งเดิม ๆ ที่เคยทำแต่ไม่สร้างผลลัพธ์ แล้วหันมาหาทางเลือกใหม่ที่สามารถเพิ่มความสำเร็จ และอิสรภาพทางการเงินให้กับธุรกิจแทน
ทั้ง 7 เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่คนทำธุรกิจในปี 2026 ต้องจัดลำดับให้ดี เพื่อให้สามารถวางแผน และสามารถรับมือกับปัญหาของสงคราม และความตึงเครียดที่สูงขึ้น, ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ, ต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้น รวมถึงปัญหาของสภาพคล่องของธุรกิจต่าง ๆ ได้อย่างมีทิศทาง
แปล เรียบเรียง: ธัญวรัตน์ ปกรณ์รัศมี
ที่มา
- Press Release on the Economic and Monetary Conditions for January 2026
- 7 priorities to define 2026 business success