บอกกันตรง ๆ เลยว่า ปี 2026 ไม่ใช่ปีของสาย "ซิ่ง" ที่เน้นโตเอาโล่แบบก้าวกระโดดอีกต่อไป แต่มันคือยุคของ Downturn Marketing หรือช่วงขาลงที่ใครยืนระยะได้นานกว่า คนนั้นคือผู้ชนะ
โจทย์ใหญ่ของปีหน้าเลยไม่ใช่คำถามว่า "จะโตยังไงให้ไว" แต่ต้องถามใหม่ว่า "จะรอดยังไงไม่ให้เจ็บตัว"
ผศ. ดร.เอกก์ ภทรธนกุล หัวหน้าภาควิชาการตลาด Chulalongkorn Business School และอุปนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ได้ถอดรหัสออกมาเป็น "สูตร ABCD" 4 ตัวอักษรที่จะเปลี่ยนให้คุณจาก "ผู้ประสบภัย" ทางเศรษฐกิจ กลายเป็น "ผู้รอดชีวิต" ที่เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง มาดูกันว่าสูตรนี้มีอะไรบ้าง
สูตร ABCD: 4 อาวุธลับ ฝ่าด่านหินปี 2026
ปีหน้าความเสี่ยงแพงมาก พลาดนิดเดียวอาจเจ็บหนัก งั้นเรามาติดอาวุธให้ครบมือด้วย 4 ข้อนี้กัน
1. A - AI + Analytics: เลิกใช้ AI เป็นเบ๊ แต่ให้ใช้เป็น "เพื่อนคู่คิด"
ยุคนี้ใครยังใช้ AI แค่ "เขียนแคปชันให้หน่อย" หรือ "เจนรูปให้ที" บอกเลยว่าคุณกำลังใช้ของดีไม่คุ้มราคา ปี 2026 ต้องยกระดับ AI ให้เป็น Team-mate ที่ช่วยเราคิดวางแผนครับ
จับ AI มา Role Play: ลองสั่งให้ AI สวมบทเป็นลูกค้าขี้บ่น หรือลูกค้าช่างเลือก แล้วยิงคำถามใส่เลยครับ เช่น
"ถ้าเห็นโพสต์นี้แล้ว... คุณจะซื้อไหม? ถ้าไม่ เพราะอะไร?"
"อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณกลัว ไม่กล้าควักตังค์จ่าย?"
"โปรฯ แบบไหนที่จะทำให้คุณยอมโอนเดี๋ยวนี้?"
จัด Focus Group ทิพย์: ใช้ AI จำลองความคิดเห็นลูกค้า (Simulation) เพื่อเทสต์ไอเดียสินค้าใหม่ก่อนลงสนามจริง ช่วยประหยัดงบและลดความเสี่ยงจากการ "มโน" ไปเองว่าลูกค้าจะชอบ
2. B - Balance: ปีแห่งความสมดุล (โตให้เป็น เย็นให้พอ)
ลืมคติ "Go Big or Go Home" ไปก่อน ปีนี้ต้องเล่นเกม Balance บริหารขั้วตรงข้ามให้เก่งครับ:
สั้น vs ยาว: อย่ามองแต่ภาพฝันในอนาคตจนลืมหาเงินเข้ากระเป๋าวันนี้ (Short-term) แต่ก็อย่าหิวเงินจนทำอะไรฉาบฉวยเสียแบรนด์ระยะยาว
กว้าง vs แคบ: อย่าหว่านแหจับทุกคน (กว้าง) จนกลายเป็นไม่โดนใจใครสักคน ต้องกล้าเลือกมุมที่เจาะกลุ่มเฉพาะ (แคบ) เพื่อสร้างตัวตนให้ชัด
เร็ว vs ช้า: อย่าเร่งสปีดจนหน้าทิ่ม บางจังหวะต้องรู้จัก "ช้า" เพื่อดูทางหนีทีไล่ ให้คุ้มค่าความเสี่ยงที่สุด
3. C - Creativity: งบน้อยหรอ? งั้นใช้ไอเดียสู้สิ!
ข่าวร้ายคือปีหน้างบการตลาดอาจจะโดนหั่น แต่ข่าวดีคือ ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) จะกลายเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุดครับ ยิ่งงบน้อย ไอเดียยิ่งต้องบรรเจิด
จำไว้ว่าเมื่อเราเลือกทางที่ "แคบ" (เจาะกลุ่มเล็ก) เราต้องใช้ไอเดียทำให้ตัวเอง "เด่น" จนคนหันมอง
สร้างเรื่องเล่า (Storytelling) ให้โดนใจจนคนอยากแชร์ต่อ นี่คือวิธีตะโกนให้ดังโดยไม่ต้องเผาเงินค่าโฆษณาทิ้งครับ
4. D - Data: มีเยอะไม่สู้ "ใช้เป็น"
มี Data ล้นถังไม่ได้แปลว่าจะชนะครับ คนชนะคือคนที่เอา Data มา "ฟันธง" ได้คมที่สุดต่างหาก
ใช้ Data เพื่อ "ตัดทิ้ง" โปรเจกต์ที่ไม่คุ้ม เลิกแบกให้หนัก
ใช้ Data เพื่อ "เหยียบคันเร่ง" สิ่งที่ทำกำไรให้โตไวขึ้น
ต้องตอบให้ได้: ลูกค้าหายไปตอนไหน? กลับมาซื้อซ้ำเพราะอะไร? และบริการหลังการขายจุดไหนที่ทำให้เขารัก (หรือเกลียด) เรา?