ในโลกของการทำงานยุคปัจจุบันที่ทุกอย่างหมุนไปอย่างรวดเร็ว คำว่า "Deadlines" มักจะกลายเป็นกับดักที่ทำให้เราเผลอมองข้ามคำว่า "Quality" ไปอย่างน่าเสียดาย หลายคนทำงานเพียงเพื่อให้งาน "เสร็จ" เพื่อให้ผ่านพ้นไปวันๆ แต่หารู้ไม่ว่า งานที่เสร็จโดยปราศจากวิธีคิดที่ถูกต้อง อาจกลายเป็นระเบิดเวลาที่รอวันสร้างปัญหาในอนาคต
ว่ากันว่า ‘บ้าน’ หรือ ‘ที่อยู่อาศัย’ เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง ผู้คนใช้งานยาวนานมากที่สุด ไม่ได้จบเพียงชั่วอายุคนซื้อในรุ่นเดียว แต่ยังกลายเป็นมรดกตกทอดถึงลูกถึงหลาน และในแง่คุณค่าทางจิตใจ ‘บ้าน’ ก็เปรียบเสมือนศูนย์รวมความสุข การเติบโต และความผูกพัน การสร้างบ้านจึงต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการออกแบบ กลั่นออกมาจากวิธีคิดของทีมสร้างเพื่อทำให้แข็งแรงทั้งภายในและภายนอก
วันนี้ CREATIVE TALK ชวนมานั่งคุยและตกผลึกความคิดกับคุณง้วง - กิตติพงษ์ ศิริลักษณ์ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ในมุมมองที่คุณอาจไม่เคยได้ยินมาก่อน ไม่ใช่เรื่องโปรโมชันขายบ้าน ไม่ใช่เรื่องทำเลทอง แต่เป็นเรื่องของ "คนทำงานเบื้องหลัง" ว่าต้องมี Mindset แบบไหน ถึงจะสามารถสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่และมีความซับซ้อนอย่าง "ที่อยู่อาศัย" ให้แข็งแรง ยั่งยืน และส่งต่อความเชื่อใจไปสู่ลูกค้าได้ยาวนานกว่า 37 ปี
‘คุณภาพ’ วัดได้ด้วยระยะทาง อยู่มา 37 ปีต้องปรับตัวไปพร้อมลูกค้า
คำถามแรกที่น่าสนใจมากสำหรับการเริ่มต้นรื้อระบบความคิดคือ "งานที่ดี... คืออะไร?" สำหรับคนทั่วไป งานที่ดีอาจหมายถึงงานที่เสร็จตรงเวลา หรืองานที่เจ้านายไม่ด่า แต่สำหรับคนที่ต้องแบกรับความรับผิดชอบในการสร้างทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงสุดในชีวิตคนอย่างบ้าน นิยามของงานที่ดีนั้นลึกซึ้งกว่านั้นมาก
คุณง้วงได้แชร์มุมมองที่น่าสนใจว่า งานที่ดีต้องผ่านการตกตะกอนมาแล้ว 3 มุม ถ้าขาดมุมใดมุมหนึ่งไป จะไม่ถือว่าเป็นงานที่สมบูรณ์
1. ดีต่อ "คนทำ"
จุดเริ่มต้นของความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ปลายทาง แต่อยู่ที่ต้นทาง คือตัวคนทำงานเอง งานที่ดีต้องเริ่มต้นจากทีมงานที่มีความสุข มีอิสระทางความคิด และสนุกไปกับสิ่งที่ทำ คนทำงานต้องรู้สึกว่าทำแล้วได้เติบโต ไม่ใช่แค่ทำงานให้เสร็จไปวันๆ เพราะถ้าคนทำไม่มีความสุข เป็นไปไม่ได้เลยที่ผลงานที่ออกมาจะสร้างความสุขให้คนอื่นได้
2. ดีต่อ "สังคมและสิ่งแวดล้อม"
งานของคุณสร้างความเดือดร้อนให้ใครหรือเปล่า? นี่คือคำถามที่คนทำงานยุคใหม่ต้องตระหนัก ในบริบทของการสร้างบ้าน งานที่ดีไม่ใช่แค่บ้านสวย แต่กระบวนการสร้างต้องไม่รบกวนเพื่อนบ้าน ไม่ขัดต่อกฎหมาย ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมรอบข้าง หากงานของคุณเสร็จสมบูรณ์แต่ทิ้งภาระไว้ให้สังคม นั่นไม่ใช่ความสำเร็จที่น่าภูมิใจ
3. ดีต่อ "ผู้ใช้งาน" (Good for the User)
ปลายทางที่สุดคือลูกค้าหรือผู้รับมอบงาน งานนั้นต้องตอบโจทย์การใช้งานจริง และที่สำคัญคือต้อง "วัดค่าได้ด้วยระยะทาง" หมายความว่าคุณภาพของงานต้องยั่งยืน ไม่ใช่สวยแค่ตอนส่งมอบ แต่ต้องดีไปตลอดอายุการใช้งาน
ผ่านมาทุกยุคตลอด 37 ปี การปรับตัวไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ ‘ต้องทำ’ ไปพร้อม ๆ กับยุคสมัย มีบ้างที่เคยเจอกรณีแก้ไขปรับปรุงหรือเปลี่ยนลักษณะการใช้งานที่ไม่สอดคล้องกับระเบียบ แต่ทั้งหมดก็ผ่านไปได้ด้วยความเข้าใจและการสื่อสาร สำคัญที่สุดคือ ‘ความซื่อสัตย์’ ต่อลูกค้า อะไรทำไม่ได้ต้องบอกไม่ได้ พูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาแล้วทุกอย่างจะผ่านไปได้
“เราทำธุรกิจมานาน ปีนี้เข้าปีที่ 37 เราเข้าใจบุคลิกขององค์กร เข้าใจการพัฒนาที่อยู่อาศัยเปลี่ยนแปลงไปตามสมัยนิยม ขณะนี้ศุภาลัยมีอยู่ 30 จังหวัด และบางจังหวัดกำลังพัฒนา แต่ละภูมิภาคก็จะไม่เหมือนกัน แต่ละโปรดักต์ไม่เหมือนกัน การรับฟังฟีดแบ็กเป็นเรื่องสำคัญ เรารับฟังลูกค้าตลอดช่วงเวลา รวมถึงคอนแทรกเตอร์ ซัพพลายเออร์ ดีลเลอร์ ดีไซน์เนอร์ ลูกค้าภายในระหว่างองค์กร ฯลฯ เรารับฟังฟีดแบ็กตั้งแต่ช่วงหาที่ดิน วางผัง ก่อสร้าง ตรวจรับมอบงาน เขาซื้อและไม่ซื้อเพราะอะไร กังวลเรื่องอะไร อยู่ไปแล้วเจอปัญหาอะไร เราต้องนำสิ่งเหล่านี้มารวมด้วย”
“ทำให้ดีกว่าเดิม” Mindset สำคัญที่ทำให้เห็นภาพตรงกัน
หนึ่งในความท้าทายที่สุดของการทำงานคือการต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์ผู้บริโภค เทคโนโลยี หรือแม้แต่ภัยธรรมชาติ การจะยืนระยะให้ได้นานถึง 37 ปี สิ่งที่ยึดเหนี่ยวองค์กรไว้ไม่ใช่กฎระเบียบที่เคร่งครัด แต่คือ Mindset ที่ชื่อว่า "ทำให้ดีกว่าเดิม"
และนี่คือบทเรียนจาก "สิ่งที่มองไม่เห็น" (The Unseen Value)
ในโลกของการทำงาน เรามักจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่ "โชว์ได้" หรือสิ่งที่ "ตาเห็น" เพราะมันสร้างความประทับใจได้ง่ายที่สุด แต่ความจริงที่น่ากลัวคือ ความล้มเหลวส่วนใหญ่มักเกิดจากจุดเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็น
คุณง้วงเปรียบเทียบเรื่องนี้กับการสร้างบ้านได้อย่างเห็นภาพชัดเจน เวลาคนไปดูบ้านตัวอย่าง เรามักจะดูที่เฟอร์นิเจอร์ การตกแต่ง หรือสีสันที่สวยงาม แต่ความมั่นคงที่แท้จริงของบ้านอยู่ที่ "โครงสร้างภายใน" ที่ถูกฉาบปูนทับไปแล้ว
ศุภาลัยยกตัวอย่าง ‘Experience home’ ที่ทำให้ได้เห็นบ้านครบทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่ส่วนที่เห็นได้จากภายนอก และส่วนที่ประกอบกันอยู่ข้างในเพื่อให้เกิดความคงทนแข็งแรง เลือกวัสดุแบบไหน มีวิธีการก่อสร้างอย่างไร มีการทดสอบด้วยวิธีใด สามารถนำไปปรับใช้เพื่อให้เข้ากับบริบทปัจจุบันอย่างไร นี่คือวิธีคิดที่ถูกออกแบบมาหมดแล้ว และเป็นสิ่งที่ศุภาลัยให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ เสมอ
สำหรับศุภาลัย วิธีคิดที่เป็นหัวใจสำคัญในการทำบ้าน คือ “ต้องทำให้ดีกว่าเดิม” ระยะเวลาในการจบงานก็เป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็ต้องมาพร้อมกับคุณภาพและความมั่นใจที่ต้องวางแผนให้สอดคล้องตั้งแต่แรก เพราะที่อยู่อาศัยมีอายุการใช้งานหลายชั่วอายุคน ถ้าจุดเริ่มต้นไม่ดี สุดท้ายระยะยาวก็จะเห็นบาดแผลออกมาจนได้ ต้องตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์ ไม่อย่างนั้นจะไม่ได้รับความไว้วางในหรือความเชื่อถือในระยะยาว
การทำงานก็เช่นกัน รายละเอียดเบื้องหลังที่คุณทำ การรีเสิร์ชข้อมูลที่แน่นปึ้กก่อนนำเสนอ หรือการวางระบบหลังบ้านให้เป็นระเบียบ สิ่งเหล่านี้อาจไม่มีใครเห็นในวันแรก แต่มันคือรากฐานที่ทำให้งานของคุณยืนหยัดอยู่ได้เมื่อเจอปัญหา
“ถ้าเราไม่ใส่ใจด้านคุณภาพ สุดท้ายเวลาก็จะฟ้องว่า ทำไม่ได้อยู่ดี เพราะต้องกลับไปแก้ไข เมื่อคุณภาพดีตั้งแต่แรกมันจะส่งผลให้เวลาเป็นไปได้และรวดเร็วเอง แต่ทั้งคู่ต้องถูกพิจารณาหรือดำเนินการประกอบกันไปเสมอ สุดท้ายทุกคนที่รอรับที่อยู่อาศัย รอรับบ้าน คอนโดมิเนียม เพราะเขาเชื่อเราเขาต้องการคุณภาพ”
การบริหารทีมแบบ "Symphony Orchestra"
ลองจินตนาการถึงการสร้างโครงการบ้านจัดสรรหนึ่งโครงการ มีคนเกี่ยวข้องนับพันคน ตั้งแต่คนจัดหาที่ดิน สถาปนิก วิศวกร ผู้รับเหมา ผู้ผลิตจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง ทีมขาย ไปจนถึงนิติบุคคล จะทำอย่างไรให้คนพันกว่าคนนี้มองเห็น "ภาพเดียวกัน"?
นี่คือโจทย์ใหญ่ของคนเป็นผู้นำหรือ Manager คุณง้วงให้คำตอบว่า กุญแจสำคัญคือ "การสื่อสารเป้าหมายร่วมกันตั้งแต่เริ่มต้น"
1. Early Communication: อย่ารอให้ปัญหาเกิดแล้วค่อยคุย ต้องคุยกันตั้งแต่เริ่มวางแผน ทุกฝ่ายต้องรับรู้ข้อจำกัดและความต้องการของกันและกัน
2. Shared Goal: ทุกคนต้องรู้ว่าปลายทางเรากำลังทำอะไร ไม่ใช่แค่ "ก่ออิฐ" แต่เรากำลัง "สร้างบ้านที่ลูกค้าจะฝากชีวิตไว้" เมื่อเป้าหมายชัดเจนว่าเราต้องการคุณภาพ ความขัดแย้งระหว่างทางจะลดลง เพราะทุกคนยึดประโยชน์ของลูกค้าเป็นที่ตั้ง
3. Culture of Support: สร้างวัฒนธรรมที่คุยกันได้ ยกหูหากันได้ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ หน้าที่ของคนทำงานคือการส่งมอบไม้ต่อให้เพื่อนร่วมทีมทำงานง่ายที่สุด ถ้าเราทำงานของเราดี คนที่รับงานต่อจากเราก็จะทำงานได้ดี และสุดท้ายผลงานรวมก็จะออกมาดี
บริบทเปลี่ยนได้ แต่ ‘คุณภาพ’ ต้องไม่เปลี่ยน
การทำงานในยุคนี้ เราต้องเจอกับตัวแปรที่เราควบคุมไม่ได้เยอะมาก สำหรับคนทำอสังหาฯ ความท้าทายคือ "ธรรมชาติ" และ "พฤติกรรมคน" ที่เปลี่ยนไป
ศุภาลัยฉายภาพให้เห็นบริบทที่เปลี่ยนไป ลักษณะของผู้ซื้อที่อยู่อาศัยก็เปลี่ยนไป โดยเฉพาะวิธีตัดสินใจซื้อของคนยุคนี้ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสุนทรียภาพในการอยู่อาศัยมากกว่าเดิม เมื่อก่อนอาจจะมีเกณฑ์เรื่องความสวยงามในราคาที่ตั้งไว้ในใจ แต่ตอนนี้มีเรื่องสังคมมาเกี่ยวข้อง คนตัดสินใจซื้อก็เด็กลง ศุภาลัยเองก็ต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้อง ไม่อย่างนั้นสิ่งที่ทำก็จะไม่ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าอยากได้
เพราะบ้านต้องเป็นที่ ๆ อยู่แล้วคลายจากทุกความกังวล ปลอดภัย คงทนถาวร ศุภาลัยมีความภาคภูมิใจที่ได้สร้างสิ่งสำคัญมากที่สุดในชีวิตคน ๆ หนึ่ง ได้ส่งมอบบ้านได้อยู่ไปอีกหลายชั่วอายุคน ศุภาลัยอยู่มา 37 ปี ลูกบ้านคนแรก อาจจะกลายเป็นคุณตาที่มีหลาน ๆ รายล้อมไปแล้วก็ได้ นี่คือสิ่งที่อยากส่งต่อ เพื่อให้ทุกคนทุกรุ่นอยู่แล้วมีความสุขจริง ๆ
มีประโยคหนึ่งที่น่าสนใจมากจากการสัมภาษณ์ เมื่อถูกถามว่า "ถ้าต้องเลือกระหว่างความเร็ว (เพื่อให้ทัน Deadline) กับคุณภาพ จะเลือกอะไร?"
คำตอบที่ได้ไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นการชี้ให้เห็นสัจธรรมของการทำงานว่า
"ถ้าเราไม่ใส่ใจด้านคุณภาพ สุดท้ายเวลาก็จะฟ้องว่าทำไม่ได้อยู่ดี เพราะต้องกลับไปแก้ไข... เมื่อคุณภาพดีตั้งแต่แรก มันจะส่งผลให้เวลาเป็นไปได้และรวดเร็วเอง"
นี่คือกับดักที่หลายคนพลาด เราเร่งรีบทำงานให้เสร็จ จนละเลยรายละเอียด ผลลัพธ์คืองานที่มีตำหนิ ซึ่งสุดท้ายเราต้องเสียเวลามานั่งแก้งานวนไปวนมา กลายเป็นว่าใช้เวลามากกว่าการตั้งใจทำให้ดีตั้งแต่แรกเสียอีก
ดังนั้น Quality IS Speed งานที่ประณีตตั้งแต่วินาทีแรก คือหนทางที่เร็วที่สุดในการเข้าเส้นชัย และเป็นเส้นชัยที่สง่างามเพราะไม่ต้องวิ่งกลับมาแก้ปัญหาเดิมซ้ำซาก
จากการถอดบทเรียนการทำงานของคุณง้วงและทีมศุภาลัย เราจะเห็นว่าการสร้าง "Experience Home" หรือบ้านที่เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ความสุข ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีล้ำสมัยหรือวัสดุราคาแพงเพียงอย่างเดียว
แต่มันเกิดจาก "หัวใจ" ของคนทำงาน
❤️ หัวใจที่อยากเห็นทีมงานมีความสุข
❤️ หัวใจที่เคารพในกฎกติกาและสังคม
❤️ หัวใจที่ซื่อสัตย์ต่อลูกค้าและวิชาชีพของตัวเอง
❤️ หัวใจที่ไม่หยุดเรียนรู้และปรับตัว
เมื่อคนทำงานมี "ใจ" ที่แข็งแรง ผลงานที่ออกมาก็จะมี "คุณภาพ" ที่แข็งแกร่ง และคุณภาพนั้นเองที่จะแปรเปลี่ยนเป็น "ความเชื่อใจ" (Trust) ที่ลูกค้ามอบกลับคืนมา