“Accidentally CEO” เซสชันเดี่ยวครั้งแรกของ คุณสิทธิพงศ์ ศิริมาศเกษม CEO and Founder at RGB72 and CREATIVE TALK ในงาน CTC2026
ย้อนกลับไปในปี 2000 ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัท RGB72 จนถึงวันนี้ คุณเก่ง - สิทธิพงศ์เป็น CEO มาแล้ว 9,375 วัน นั่นหมายความว่าเซสชันวันนี้ คือการรวบรวมประสบการณ์กว่า 9,000 กว่าวัน เพื่อส่งต่อประสบการณ์ชีวิต การทำธุรกิจ ให้คนอ่านทุกคนได้ฟัง
บทความนี้ CREATIVE TALK พามาสรุป 3 ช่วงเวลาสำคัญของคุณเก่ง สิทธิพงศ์ ที่เล่าผ่าน ‘ความบังเอิญ’ จนได้บทเรียนต่าง ๆ ที่อยากนำมาแชร์ต่อเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อคนทำงาน และคนทำธุรกิจทุกคน
Part 1: Accidentally discovery บังเอิญเจอ
ตอนเด็ก ๆ คุณเก่งเล่าว่า ตัวเองเป็นคนขี้เกียจ เรียนก็ไม่ดี การบ้านก็ไม่ทำส่ง ขี้เกียจอ่านหนังสือ เรียนอิเล็กโทนก็จำโน้ตไม่ได้ จน ‘บังเอิญ’ ได้เจอว่าตัวเองชอบวาดรูป เลยไปปรึกษาพี่สาว ว่าเรียนไม่รู้เรื่อง ชีวิตการเรียนมันห่วย พี่สาวบอกว่า “มี 2 ทางเลือก คือ ไปเรียนช่างกล กับไปเรียนบัญชี จบมามีงานทำแน่นอน” แต่เท่าที่ดูทั้งสองทางไม่รอด จนกระทั่งได้เจอว่า เป็นคนชอบวาดรูป โดยพี่สาวอีกคนที่อยู่อเมริกาบอกว่า เจ้าสิ่งที่เก่งชอบมันมีชื่อว่า Graphic Design และนั่นคือก้าวแรกของเก่ง จนทำให้ได้เรียน และชีวิตพลิกจากคนขี้เกียจ กลายเป็นคนที่ได้ A ทุกตัว
🎯 บทเรียนที่ 1: พัฒนาจากสิ่งที่เราถนัด ถ้าเราพัฒนาจากสิ่งที่เราไม่ถนัดมันยาก ถ้าเราเจอว่าอะไรคือสิ่งที่เราถนัด และเราก็จะพัฒนาไปได้ไกล เวลานั้นเลยรู้ว่า เป็นคนชอบคิด มีไอเดียเยอะ แต่ปัญหาคือทำไม่ได้เลย ถ้าเราทำไม่ได้ การไปหาคนที่ชอบหรือความถนัดนั้นมาทำคือตัวเลือกที่ดี จึงเป็นที่มาของ MD บริษัทคนปัจจุบัน ‘คุณโจ้ ฉวีวรรณ คงโชคสมัย’ ที่เป็นสายชอบทำ เมื่อคนชอบคิดและคนชอบทำมาทำงานร่วมกัน งานจึงสามารถเดินหน้าต่อไปได้จริง
🤔 แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเราชอบอะไร?
เรื่องนี้ไม่ยาก! แต่คุณต้องกล้า! เจออะไรก็ต้องลอง คุณเก่งเคยพลาดโอกาสขึ้น End Credit ซึ่งเป็นหนึ่งในความใฝ่ฝันที่อยากให้เกิดขึ้น โดยหนังเรื่องนั้นมีชื่อว่า Jerry Maguire แต่การตัดสินใจครั้งนั้นคุณเก่งกลับเลือกที่จะไม่ไป โดยข้ออ้างมากมาย ก็เลยพลาดโอกาส
🎯 บทเรียนที่ 2: ถ้าเราอยากรู้ว่าเราถนัดอะไร เราต้องลองทุกเรื่อง อย่าเพึ่งคิดว่าข้าวไข่เจียวคืออาหารที่อร่อยที่สุด ถ้ายังไม่เคยลองกินเมนูอื่น เพราะมันก็อาจจะมีรสชาติอร่อยไม่แพ้กันเลยก็ได้
บทเรียนนี้คุณเก่งเคยได้ในสมัยที่ทำงานกับบริษัทที่อยากทำงานด้วย นั่นคือ Bakery ที่ติดต่อมาหาคุณเก่ง ซึ่งก็อยากทำกับเขามาก ๆ ทั้งรู้สึกกดดันที่ได้ทำงานกับบริษัทที่อยากทำ กดดันไปกดดันมา จนสุดท้ายทำหน้าปกออกไป หน้าปกนั้นคือ อัลบั้ม Bakery Love มันเป็นบทเรียนที่ให้รู้ว่า เราต้องตั้งใจให้ดีกว่านี้
🎯 บทเรียนที่ 3: เวลาซื้อได้ คนอเมริกาไม่สนใจว่าเราราคาถูกหรือแพง แต่เรามีคุณภาพเท่าไหร่ แพงได้ แต่ต้องดี คุณเก่งได้รับค่าจ้างออกแบบ ชั่วโมงละ 120$ (ประมาณ 5000/ชั่วโมง ใน 1 วัน)
🎯 บทเรียนที่ 4 : Ride the wave เทรนด์มาเรื่อย ๆ ถามว่าถ้าเราเกาะเวฟนั้นได้ มันคือโอกาส โลกนี้มันมีของใหม่มาตลอด และทุกครั้งที่มีของใหม่ คุณสามารถเป็นคนที่เกาะคลื่นนั้นได้เหมือนกัน
คุณเก่งเคยได้ไปทำงานกับ มาร์ธา สจ๊วด (Martha Stewart) ทำงานอยู่ซักพักก็ได้รับโจทย์ ให้ออกแบบเว็บ E-commerce ขายดอกไม้ โดยผู้หญิงซื้อผ่านทางออนไลน์ ซึ่งจะต้องทำกราฟิก และทำเว็บไซต์สำหรับขายดอกไม้ คุณเก่งเลยเลือกทำเว็บสีชมพู ช่วงที่เริ่มพรีเซนต์กับมาร์ทา คอมเมนต์ที่ได้กลับมาคือ “ดูดี แต่ทำไมต้องชมพูนี้ ?” คุณเก่งอึ้ง ตอบไม่ได้…. เพราะชมพูมีหลายเฉด มันเป็นคำถามที่แย่มาก ๆ ที่เราตอบไม่ได้ เลยไปนั่ง Research และใช้เวลาอยู่กับสีชมพู จนรู้แล้วว่าใช้ชมพูไหน
2 อาทิตย์ถัดมาคุณเก่งมั่นใจมากว่าจะใช้ชมพูนี้ พร้อมหาเหตุผลจากการที่ไป Research มาอย่างมั่นใจ และก็เริ่มพรีเซนต์อีกรอบ สิ่งที่ มาร์ทา สจ๊วด แสดงให้เห็นต่อจากนั้นเพียงตอบสั้น ๆ ว่า “โอเค” คุณเก่งก็ได้แต่คิดว่า โอเคคือ? ไม่ถามต่อหรอ
🎯 บทเรียนที่ 5: Trust the Professional การควบคุมคือเรื่องของมือสมัครเล่น แต่การ ‘ปล่อยให้มืออาชีพนำทาง’ คือการใช้วิสัยทัศน์ของผู้นำ คุณเก่งเชื่อว่า การที่เราต้อง Professional คือวิสัยทัศน์ของ CEO ไม่งั้นจะจ้างมาทำไม
Part 2: Accidentally CEO บังเอิญเป็น CEO
มีช่วงที่กลับมาเมืองไทย ทำงานไปรับ Freelance แต่มีโปรเจกต์ที่จะมาจ้าง และรู้สึกอยากทำโปรเจกต์นี้มาก เลยไปเสนองานให้เขา และบริษัทนี้ถามว่า “ตามนโยบาย บริษัทเราไม่สามารถจ้างฟรีแลนซ์ได้ ต้องจ้างบริษัทเท่านั้น คุณเก่งมีบริษัทไหมคะ?” คุณเก่งเลยสวนไปว่า “มีครับ” แต่จริง ๆ ยังไม่มี
สิ่งแรกที่ทำคือคิดชื่อบริษัท คิด 3 วันได้ชื่อ และไปจดบริษัทเลย ตอนนั้นต้องมีป้ายออฟฟิศ จนได้ชื่อ บริษัท อาร์จีบีเซเว่นตี้ทู จำกัด ซึ่งคุณเก่งแปะไว้ที่ประตูห้องนอน เลยจดได้
อีกเรื่องคือเรื่องเอกสารสัญญา ถามอีกว่า “คุณเก่งมีเอกสารไหมคะ?” คุณเก่งตอบอีก “มีครับ” แต่จริง ๆ ยังไม่มี! เลยโทรไปยืมสัญญาจากบริษัทเพื่อน และส่งให้ลูกค้า แต่..ลูกค้าดันโทรกลับมาและบอกคุณเก่งว่า สัญญามันมีคำว่า ‘เจ้าบ้าน’ กับ ‘ลูกบ้าน’ มันคืออะไร ? คือเพื่อนขโมยเอกสารเช่าบ้าน ซึ่งบริษัทนั้นที่ทำสัญญาให้คือ ‘SIAM Discovery’ ความโชคดีในวันนั้นคือคุณเก่งได้ขอโทษอย่างจริงใจ และจัดการให้ทุกอย่างถูกต้องในที่สุด
🎯 บทเรียนที่ 6: กำแพงไม่ได้สร้างมาเพื่อหยุดเรา แต่สร้างมาเพื่อให้เราพิสูจน์ว่า ‘เราต้องการสิ่งที่อยู่เบื้องหลังมัน’ มากแค่ไหน
🎯 บทเรียนที่ 7: เสริมอีกเรื่องที่เป็นประสบการณ์สำคัญคือ Face to Fear เผชิญหน้าความกลัว เพราะคุณเก่งเคยโดนฟ้องจากบริษัทรูปภาพ ฟ้องด้วยเงินค่าปรับ 800,000 บาท คุณเก่งจึงต้องไปปรึกษาเพื่อนมีอยู่ 3 วิธีที่จะรอด 1. ชิ่งเลย / 2. เจรจา / 3. ปิดบริษัท ซึ่งสุดท้ายเลยเลือกเจรจา โทรไปหาบริษัทที่สิงคโปร์ บังเอิญเจอคนไทยและกล้าที่จะต่อรองเจรจาจนถึงที่สุด จาก 800,000 เหลือ 400,000 และลงมาสุดจนเหลือ 80,000 ก็เลยยอมจ่ายในที่สุด แม้จะต้องผ่อน 0% 4 เดือนในการจ่ายครั้งนี้ก็ตาม แต่การรับผิดชอบต่อความผิดพลาดในฐานะ CEO คือเรื่องสำคัญ
Part 3: Accidentally Change Business บังเอิญเปลี่ยนธุรกิจ
บังเอิญมาทำอีเวนต์ จากความคิดว่าแค่อยากทำ เลยได้ไปปรึกษาพี่คนหนึ่ง คำแนะนำนั้นทรงพลังอย่างมากสำหรับคุณเก่ง เป็นคำพูดสั้น ๆ แต่แฝงไปด้วยความหวังดีว่า “อยากทำไรทำเลย” นั่นจึงเป็นที่มาของการจัดงาน CTC เพื่อจะแชร์ความรู้ เป็นงานที่จัดมา 16 ครั้ง (แม้จะขาดทุนไปแล้ว 12 ครั้งก็ตาม)
🎯 บทเรียนที่ 8: อยากทำอะไรทำเลย การไม่ทันก็นับเป็นการทิ้งโอกาส เหมือนตอนที่คุณเก่งจะได้เล่นหนังและมี End Credit เป็นของตัวเองแต่ก็เลือกที่จะไม่ทำและทิ้งโอกาสไปนั่นเอง
🎯 บทเรียนที่ 9: Passion is not enough ขยันทำงานไม่พอ แต่ต้องขยันทำเงินด้วย คนเก่งจริงต้อง never do it for free แต่ต้อง do it for business เพราะ business จะทำให้ passion มัน continue ต่อยอด
🎯 บทเรียนที่ 10: Never regret ทำให้เหมือนไม่มีครั้งต่อไป ทำทุกอย่างให้แบบไม่ต้องมาพูดว่าเสียดาย ความเหนื่อยหายได้ในไม่กี่วัน แต่ความเสียดายที่ไม่ได้ทำ อาจอยู่ตลอดไป
ถึงทั้งหมดจะใช้คำว่า ‘บังเอิญ’ แต่หากเราลองมองดี ๆ ทุกความบังเอิญที่เข้ามาคือโอกาส ซึ่งโอกาสมันมาอยู่เสมอ มันสำคัญว่าคุณจะคว้ามันได้หรือเปล่า
สุดท้ายนี้ คุณสิทธิพงศ์กล่าวทิ้งท้ายว่า “ชีวิตที่ดี คือชีวิตที่มีตัวเลือก ชีวิตที่ไม่ดีคือชีวิตที่เราเป็นตัวเลือก” เราจะมีตัวเลือกเยอะได้ ต้องความรู้, ทักษะ และการปรับตัวเป็นส่วนหนึ่ง