พับเสื่ออีกราย ‘NocNoc’ แพลตฟอร์มขายวัสดุและของแต่งบ้าน พร้อมบริการครบวงจร ได้ประกาศ “ยุติการรับคำสั่งซื้อสินค้าและบริการ มีผลตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 00:00 น. เป็นต้นไป”
เหตุการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนไม่น้อย เพราะ NocNoc ถือเป็นแพลตฟอร์ม Home & Living สัญชาติไทยที่เติบโตมาอย่างโดดเด่น อะไรคือสาเหตุที่ทำให้แพลตฟอร์มเฉพาะทางรายนี้ต้องประกาศพับเสื่อ?
บทความนี้จะพาไปเจาะลึกผ่านมุมมองของคุณธนาวัฒน์ มาลาบุปผา นายกกิตติมศักดิ์และที่ปรึกษา สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (Thai e-Commerce Association) ที่สะท้อนให้เห็นถึง “โครงสร้างปัญหา” ที่ลึกกว่าแค่เรื่องเศรษฐกิจ
1. เมื่อ “ค่าธรรมเนียม” ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
โมเดล Marketplace แบบดั้งเดิมนั้น รายได้หลักมาจากการเก็บค่าธรรมเนียม (Commission Fee) จากผู้ขาย ซึ่งหากสเกลของตลาดไม่ใหญ่มากพอ ค่าธรรมเนียมเหล่านี้จะไม่สามารถครอบคลุมต้นทุนมหาศาลในการรันแพลตฟอร์มได้
เมื่อหันไปมองแอปส้มเบอร์ใหญ่อย่าง Shopee แม้ช่วงแรกจะยอมขาดทุน (Burn cash) เพื่อสร้างตลาด แต่ปัจจุบัน Shopee สามารถทำกำไรได้แล้ว โดยที่กำไรเหล่านั้น “ไม่ได้มาจากค่าธรรมเนียมเพียงอย่างเดียว” แต่มาจาก 3 เสาหลักที่ NocNoc อาจจะยังไปไม่ถึง ก็คือ
- ค่าโฆษณา (Ads): ร้านค้าต้องจ่ายเงินยิงแอดเพื่อการมองเห็น
- ระบบขนส่ง (Logistics): กำไรส่วนต่างจากการบริหารจัดการขนส่งเอง
- สินเชื่อ (Lending): ฟีเจอร์ Buy Now Pay Later หรือการผ่อนชำระที่มีดอกเบี้ยสูง ซึ่งเป็นตัวทำกำไรมหาศาล
2. ขนาดตลาด (Market Size) และความกดดันจากนักลงทุน
“ตลาดของแต่งบ้านในไทย ใหญ่พอหรือไม่?” นี่คือคำถามสำคัญ
คุณธนาวัฒน์วิเคราะห์ว่า ตลาด Home & Living ในประเทศไทย อาจจะ “ไม่ได้ใหญ่มากพอ” ที่จะทำให้ NocNoc ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเฉพาะทาง (Vertical Marketplace) อยู่รอดได้เพียงลำพัง
ประกอบกับแรงกดดันจากฝั่งนักลงทุน โดยเฉพาะในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน นักลงทุนในตลาดหุ้นไม่ได้มองแค่ยอดขาย (GMV) อีกต่อไป แต่เขามองหา “กำไร” (Profitability) และภาพอนาคตใน 3-5 ปีข้างหน้า ซึ่งสำหรับ NocNoc แล้ว ภาพการทำกำไรนั้นอาจยังไม่ชัดเจนพอที่จะดึงความเชื่อมั่นกลับมาได้
3. การเดิมพันในต่างแดน: บทเรียนจากอินโดนีเซีย
อีกหนึ่งปัจจัยที่คุณธนาวัฒน์มองว่าดูดซับเงินทุนไปมหาศาล คือการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ ซึ่ง NocNoc ได้ขยายการลงทุนไปยัง ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็น “ตลาดปราบเซียน”
หลายบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกยังต้องถอยทัพจากอินโดนีเซีย การพยายามทำตลาดทั้งในไทยและอินโดนีเซียพร้อมกัน ต้องใช้เงินทุนมหาศาล ในขณะที่รายรับยังไม่เข้าเป้า จึงอาจกลายเป็นการศึกสองด้านที่หนักหนาสาหัสได้
การปิดตัวของ NocNoc สะท้อนให้เห็นว่า ยุคของ Pure Marketplace ที่ไม่มีหน้าร้านและพึ่งพาแต่ค่าธรรมเนียม อาจกำลังหมดไป
คุณธนาวัฒน์ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า ผู้ที่ยังยืนหยัดอยู่ได้ในสมรภูมิอีคอมเมิร์ซไทย คือกลุ่ม Modern Trade ที่มีรากฐานออฟไลน์แข็งแกร่ง (เช่น กลุ่มเซ็นทรัล, ไทวัสดุ) และใช้กลยุทธ์ Omnichannel (ออนไลน์เสริมออฟไลน์) เข้ามาช่วย นี่คือโมเดลที่พิสูจน์แล้วว่ายั่งยืนกว่าในเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน
ทั้งนี้ในฐานะผู้ใช้บริการคนหนึ่งของ NocNoc มองว่าตลาดนี้ไม่ง่าย และนี่เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มไทยที่พยายามจนถึงที่สุด เราชื่นชมในความสามารถของทีม ระบบ ตัวแพลตฟอร์มเสมอ