รู้ไหมว่า.. มากกว่า 80% ของงานที่ชนะรางวัลโฆษณาระดับโลก ไม่ใช่ได้มาเพราะความบังเอิญ แต่เกิดจากการคิดสร้างสรรค์ที่มีระบบ และรูปแบบ ซึ่งหากเราถอดรหัสโครงสร้างของความคิดออกมาได้ เราก็จะสามารถฉีกกฎกรอบจำกัดความคิดเดิม ๆ ของเราได้อีกมากมายไม่รู้จบ
ถ้าลองให้ลองหลับตาแล้วนึกถึง ‘โต๊ะ’ หนึ่งตัว ที่ไม่ใช่โต๊ะธรรมดาทั่วไป แต่อยากให้จินตนาการถึงโต๊ะที่สร้างสรรค์ที่สุดเท่าที่จะคิดออกได้ ภายใน 5 วินาที โต๊ะจะมีหน้าตาเป็นแบบไหน?
แล้วมาลองดูคำตอบกันว่าโต๊ะในแบบไหนที่คิดออกภายใน 5 วินาที
- โต๊ะวงกลมกระจกใส ขาโต๊ะเชื่อมกับตัวโต๊ะ และพื้นทั้ง 4 ขา
- โต๊ะไม้สัก คลาสสิก ขาโต๊ะเชื่อมกับตัวโต๊ะ และพื้นทั้ง 4 ขา
- โต๊ะเรียบ ๆ สี่เหลี่ยม ขาโต๊ะเชื่อมกับตัวโต๊ะ และพื้นทั้ง 4 ขา
- โต๊ะธรรมดาทั่วไป แต่ขาโต๊ะไม่เชื่อมกับตัวโต๊ะ แต่ติดกับพื้น 4 ขา
ถ้าหากผู้อ่านเป็นคนที่ตอบใน 3 ข้อที่ขาโต๊ะเชื่อมกับตัวโต๊ะ นั่นหมายความว่า.. ตอนนี้คุณกำลังติดอยู่กับ ‘ความยึดติดเชิงโครงสร้าง (Structural Fixedness)’ อยู่ จึงเป็นเหตุผลที่ไม่สามารถนึกถึงโต๊ะที่ขาไม่ได้เชื่อมต่อกับพื้นโต๊ะได้นั่นเอง
ความยึดติดเชิงโครงสร้าง (Structural Fixedness) คืออคติทางความคิดที่มีผลกับเราทุกคน เมื่อสมองเผชิญกับระบบ ผลิตภัณฑ์ หรือสถานที่ที่มันคุ้นเคยอยู่แล้ว มันจะเชื่อมโยงสิ่งนั้นเข้ากับโครงสร้างแบบเดิม ๆ ที่เป็นมาตรฐานโดยอัตโนมัติ
มันจึงเป็นการจำกัดไม่ให้เราจินตนาการว่าส่วนประกอบต่าง ๆ สามารถจัดวางโครงสร้างให้แตกต่างออกไปได้ ซึ่งหมายความว่ามันกำลังจำกัดจินตนาการของเรา ยิ่งไปกว่านั้นมันยังทำให้เราติดอยู่กับ ‘ความยึดติดเชิงหน้าที่ (Functional Fixedness)’ หรืออคติอีกอย่างหนึ่ง คือเมื่อสมองเจอระบบที่คุ้นเคย ก็จะเชื่อมโยงส่วนประกอบทั้งหมดของระบบนั้นเข้ากับหน้าที่เดิม ๆ
2 สิ่งนี้คือสิ่งที่เป็น ‘กรอบจำกัดจินตนาการ’ ของเราอย่างมาก เพราะมันขัดขวางไม่ให้เราจินตนาการว่าส่วนประกอบต่าง ๆ สามารถทำหน้าที่อื่น ๆ ได้ เพราะโดยพื้นฐานแล้วสิ่งเหล่านี้มีผลต่อวิธีที่เราคิด วิธีที่เรามองเห็นสิ่งต่าง ๆ เช่น ตอนที่ให้นึกถึง ‘โต๊ะ’ ตอนต้นบทความ เป็นต้น
ก้าวข้ามกรอบความคิดเดิม ๆ แล้วสร้างไอเดียที่ฉีกกฎได้ ผ่านการ ‘สั่งสมอง’ ให้คิดแบบไม่ยึดติด ผ่าน 2 เครื่องมือนี้!
การหลุดจากกรอบความอคติทั้ง 2 เรื่อง และสร้างไอเดียที่ฉีกกฎได้ สามารถทำได้ด้วยการ ‘สั่งการสมอง’ ผ่านการกระทำที่เฉพาะเจาะจง และเป็นเทคนิค เพื่อให้ทำงานตามรูปแบบที่กำหนดไว้ โดยที่ไม่ให้กลับไปคิดแบบธรรมชาติ หรือคิดตามสัญชาตญาณโดยอัตโนมัติ แต่ต้องคิดตามที่บอก เพื่อให้ส่งมอบผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง ด้วย 2 เครื่องมือ ดังนี้
เครื่องมือที่ 1: รูปแบบของ ‘การทำซ้ำ หรือจำลอง (Replication)’
การใช้รูปแบบของ ‘การทำซ้ำ หรือจำลอง (Replication)’ คือการเอาวิธีการแก้ปัญหาที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีจากสถานการณ์หนึ่ง มาใช้กับอีกสถานการณ์หนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกัน แต่กลับได้ผลลัพธ์ที่ดีไม่ต่างกัน
และเมื่อเราเห็นว่าปัญหาเดิมถูกแก้ด้วยวิธีที่เราคาดไม่ถึง สิ่งนี้เองที่กลายเป็นจุดดึงดูดความสนใจ ซึ่งทำให้ไอเดียนั้นดูโดดเด่น และน่าจดจำนั่นเอง
โดยรูปแบบนี้ ยังสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ประกอบด้วย
1. การนำเข้า (Import) คือการเอาคุณสมบัติ วิธีแก้ปัญหา หรือแนวปฏิบัติทั่วไปจากสภาพแวดล้อมอื่น มาใช้ในสภาพแวดล้อมของแบรนด์
เช่น แบรนด์ Renault ที่เป็นผู้นำรถยนต์ไฟฟ้าในฝรั่งเศส กำลังเจอกับปัญหาเรื่องของสถานีชาร์จไฟฟ้าที่มีน้อย พวกเขาจึงเสนอแอป ‘Plug-in’ ที่เป็นเหมือน Airbnb สำหรับการชาร์จไฟ โดยให้เจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าที่มีเครื่องชาร์จที่บ้าน สามารถปล่อยให้คนอื่นมาเช่า เพื่อชาร์จไฟได้ เพื่อขยายเครือข่ายของการชาร์จให้ใหญ่ขึ้น และแก้ปัญหาของการขาดแคลนสถานีชาร์จไฟฟ้าสาธารณะให้น้อยลง ซึ่งเป็นการเอาโมเดลการเช่าทรัพยากรส่วนบุคคลอย่าง Airbnb มาใช้กับสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า
ลองดูเต็ม ๆ ได้ที่ 👉 https://youtu.be/tYnExAdLQpA?si=cSkZApytL95cZB4G
2. การส่งออก (Export) คือการเอาสิ่งที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมของแบรนด์เรา ไม่ว่าจะเป็นแนวปฏิบัติ คุณสมบัติ หรือวิธีแก้ปัญหา ไปปรับใช้ในสภาพแวดล้อมใหม่ที่มันไม่เคยทำงานมาก่อน
เช่น แบรนด์ Ziploc ที่สามารถเก็บ หรือช่วยยืดอายุอาหารได้ ก็เอาแนวคิดเกี่ยวกับการ ‘ยืดอายุ’ มาใช้กับ ‘คูปองอาหารที่หมดอายุ’ ในช่วงที่คนกำลังเจอกับภาวะเงินเฟ้อ โดยเปิดให้คนอัปโหลดรูปคูปองที่หมดอายุบนเว็บไซต์ และเพื่อเอาคูปองนั้นกลับมาใช้ใหม่ได้ ตอนที่ซื้อผลิตภัณฑ์ Ziploc ซึ่งถือเป็นการช่วยยืดอายุการใช้งานของคูปอง และลดภาระค่าใช้จ่ายของลูกค้าได้พร้อมกัน ถือเป็นการเอาวิธีการยืดอายุจากอาหาร มาใช้ในการยืดอายุของคูปอง
ลองดูเต็ม ๆ ได้ที่ 👉 https://youtu.be/JImLpPv6CJQ?si=lsp-n7o_Se2Oq50S
ทั้งการนำเข้า (Import) และส่งออก (Export) นี้จะช่วยลบ ‘ความยึดติดเชิงหน้าที่’ ที่เราพูดถึงก่อนหน้านี้ได้ เพราะเมื่อบางอย่างก็ไม่ได้ทำหน้าที่ตามที่เราคาดหวัง จะทำให้มันดึงดูดความสนใจของคนได้ดีนั่นเอง
เครื่องมือที่ 2: การสร้างความเชื่อมโยงแบบไดนามิก (Dynamic Connection)
การสร้างความเชื่อมโยงแบบไดนามิก (Dynamic Connection) คือการเชื่อมระหว่าง 2 ตัวแปรที่ ‘ไม่เคย’ เชื่อมกันมาก่อนให้ต่อถึงกัน
โดยสามารถแบ่งตัวแปรออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. ตัวแปรภายใน (Internal Variables) คือ สิ่งที่มาจากข้อเสนอของแบรนด์และวิธีที่ส่งมอบให้ผู้บริโภค ที่แบรนด์สามารถควบคุม และจัดการได้ เช่น ราคา ขนาด การออกแบบบรรจุภัณฑ์ ส่วนผสมที่ใช้ ความละเอียดของเว็บไซต์ หรือจำนวนส่วนลดที่ต้องการให้
2. ตัวแปรภายนอก (External Variables) คือตัวแทนข้อความของแบรนด์ หรือผลประโยชน์ของแบรนด์ที่เราต้องการสื่อสาร แต่เป็นตัวแปรที่แบรนด์ควบคุมไม่ได้ทั้งหมด เช่น สถานที่ใช้งาน ความถี่ในการใช้งาน อารมณ์ของผู้บริโภคตอนใช้งาน หรือสิ่งที่สินค้าเป็นขณะใช้งาน
ยกตัวอย่าง 3 ไอเดียที่ ‘เชื่อมสิ่งที่ไม่เคยต่อให้ติด ในแบบที่คิดไม่ถึง’
ไอเดียที่ 1: จาก Plaza Vea ซูเปอร์มาร์เก็ตในเปรู
คือ พวกเขาพบว่า E-commerce ในพื้นที่ชนบทมีปัญหาเรื่องอินเทอร์เน็ตไม่ดี จึงสร้างความเชื่อมโยงใหม่ระหว่างตัวแปรภายในที่เป็น ‘ความละเอียดของเว็บไซต์’ กับตัวแปรภายนอกคือ ‘คุณภาพของอินเทอร์เน็ตและตำแหน่งที่ตั้งของผู้บริโภค’ ทำให้เว็บไซต์แสดงผลตามความแรงของสัญญาณอินเทอร์เน็ตในแต่ละพื้นที่ ซึ่งถือเป็นความเชื่อมโยงที่ไม่เคยมีมาก่อน
ดูตัวเต็มได้ที่ 👉 https://www.adsoftheworld.com/campaigns/redesigning-for-e-nclusion
%2010.04.31%20p.m..png)
ไอเดียที่ 2: จาก Whirlpool แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้า
คือ พวกเขาเชื่อมโยงตัวแปรภายในอย่าง ‘จำนวนส่วนลด’ เข้ากับ ‘ความแรงในการสั่นของเครื่องซักผ้า’ ที่เป็นตัวแปรภายนอก โดยให้ผู้ใช้สามารถอัปโหลดวิดีโอเครื่องซักผ้าที่กำลังสั่น และอัลกอริทึมจะวิเคราะห์การเคลื่อนไหวเพื่อมอบส่วนลด ยิ่งสั่นแรง ส่วนลดก็ยิ่งมาก ซึ่งถือเป็นการเชื่อมโยงที่สร้างสรรค์ และดึงดูดผู้คนจำนวนมาก
ดูตัวเต็มได้ที่ 👉 https://www.vml.com/work/dancing-washers
ไอเดียที่ 3: จาก Calm แบรนด์ที่นอนในอาร์เจนตินา
คือ ต้องการแก้ปัญหา Sleep Divorce หรือการแยกกันนอนเพราะเสียงกรนของคู่รัก แบรนด์จึงได้สร้างโปรโมชั่นที่เชื่อมโยง ‘จำนวนส่วนลด’ ที่เป็นตัวแปรภายใน กับตัวแปรภายนอกอย่าง ‘ความดังของเสียงกรน’ โดยให้คนส่งเสียงกรนของคู่รักผ่านทาง WhatsApp และ AI จะวัดความดังของเสียง เพื่อเปลี่ยนนั้นเป็นส่วนลดสำหรับการซื้อที่นอนใหม่ ยิ่งกรนดังเท่าไหร่ ส่วนลดก็มากขึ้นเท่านั้น เป็นการเชื่อมโยงที่ตื่นตา และน่าสนใจ จนทำให้มีเสียงกรนที่ส่งมาถึง 4,700 เสียงเลยทีเดียว
ดูตัวเต็มได้ที่ 👉 https://www.adsoftheworld.com/campaigns/the-sound-of-divorce

การสร้างความเชื่อมโยงแบบไดนามิก (Dynamic Connection) ทำให้ไอเดียเหล่านี้ไม่ใช่แค่โปรโมชั่นธรรมดา แต่ยังบอกเล่าเรื่องราว และจัดการกับปัญหาในชีวิตประจำวันของผู้คนได้ ผ่านการเชื่อมโยงที่ไม่เคยมีอยู่ในโลกมาก่อน และเพราะมันฉีกกฎและคาดไม่ถึง จึงเป็นเนื้อหาที่คนจะสังเกตเห็น และอยากมีส่วนร่วม
หลังจากอ่านบทความนี้จบ สิ่งที่ต้องทำคือ หยิบกระดาษขึ้นมาหนึ่งแผ่น แล้วแบ่งหน้ากระดาษออกเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งซ้ายให้ลองเขียน ‘ตัวแปรภายใน (Internal Variables)’ ทั้งหมดที่คุณนึกออก และเขียน ‘ตัวแปรภายนอก (External Variables)’ ที่ฝั่งขวา และบังคับสมองว่า ให้เขียนรายการที่ยาวมาก ๆ ออกมา เพราะนี่คือจุดที่ทำให้ความคิดสร้างสรรค์มีความหมาย
หรือหากอยากใช้ AI หรือเทคโนโลยี ก็สามารถใช้ AI ช่วยหาตัวแปรเพิ่มเติมทั้งภายในและภายนอกได้เช่นกัน เมื่อได้ตัวแปรทั้งสองฝั่งแล้ว ก็จะเห็นความเชื่อมโยงทุกรูปแบบเอง แต่จะไม่มีวันเห็นได้ ถ้าใช้เพียงการคิดตามสัญชาตญาณ และไม่เขียนมันออกมา
2 เครื่องมืออย่างการทำซ้ำ และจำลอง (Replication) กับการสร้างความเชื่อมโยงแบบไดนามิก (Dynamic Connection) คือตัวช่วยที่ยอดเยี่ยมในการก้าวข้ามความยึดติดทั้งเชิงโครงสร้าง (Structural Fixedness) และเชิงหน้าที่ (Functional Fixedness)
สุดท้ายนี้ความสร้างสรรค์ และความน่าสนใจก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณเอง ว่าจะเลือกเชื่อมโยงแบบไหนให้ดึงดูดใจคนมากที่สุด และทั้งหมดนี้คือ ‘กฎแห่งการฉีกกฎ (The Rules behind Breaking The Rules)’