เปิดกลยุทธ์ยุค AI จาก Meta ที่เชื่อมทุกจุดใน Customer Journey จากงาน DSME2025

สรุปมาให้แล้ว! เมื่อการขายไม่ได้จบแค่ยิงแอด แต่เริ่มต้นในแชท Meta จึงออกแบบเครื่องมือช่วยให้แบรนด์ตอบไว ขายได้ และเข้าใจลูกค้าแบบเรียลไทม์ ด้วย AI ที่พร้อมปิดยอดแทนคุณตลอด 24 ชั่วโมง

Last updated on ส.ค. 30, 2025

Posted on ส.ค. 30, 2025

Meta มีอะไรอัปเดต และ SMEs จะดันยอดขาย ใช้เครื่องมืออย่างไรให้ธุรกิจไปรอดได้ในยุคนี้?

ในงาน #DSME2025 ในเซสชัน Future of messaging and AI โดยคุณอุ้ม - ภารดี สินธวณรงค์ Head of Marketing, Thailand & Philippines, Meta และเซสชันเปลี่ยนแชทเป็นช้อป: กลยุทธ์ ดันยอดขาย Business Messaging สำหรับ SME ยุคใหม่ โดย Pimolpong Sriyapai & Nuttamon Tachapattarawat - Client Solutions Manager, Thailand Meta  ได้อัปเดตตัวเลขของแพลตฟอร์มที่น่าสนใจ พร้อมวิธีการใช้เครื่องมือของ Meta อย่างมีประสิทธิภาพ ส้รางยอดได้จริง!


5 เรื่องสำคัญที่ผู้ประกอบการไทย และคนทำธุรกิจควรรู้เกี่ยวกับ Future of messaging and AI เพราะ Meta เชื่อว่าทุกการเชื่อมโยงคือโอกาส 

การสื่อสารมีมานาน แต่ปัจจุบันรูปแบบที่มาแรงที่สุดคือ ‘Messaging’"  โดยทาง Meta มีสถิติที่น่าสนใจเพื่อให้ธุรกิจสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า และบรรลุเป้าหมายทางกลยุทธ์

  • 74% ของผู้ใหญ่ที่ใช้ออนไลน์บอกว่า ต้องการสื่อสารกับธุรกิจในแบบเดียวกับที่สื่อสารกับเพื่อนหรือครอบครัวผ่านการแชท
  • 95% ของธุรกิจทั่วโลก บอกว่าการใช้ Business Messaging ช่วยพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าได้ดีมากขึ้น
  • 55% ธุรกิจที่มีการทักแชทเกิดขึ้น สามารถปิดการขายได้ดีขึ้น จากลูกค้าที่สนใจ เปลี่ยนเป็น ‘ลูกค้าจริง’
  • 87% ของนักช้อป เขาทักแชทกับร้านค้า และทักแชทใน Meta platform ในช่วงเทศกาล เลือกใช้ แอปส่งข้อความของ Meta

2. Do more with conversations

กว่า 1 พันล้าน นี่คือตัวเลขของการส่งข้อความทุกอาทิตย์ ซึ่งไม่ใช่แค่สวัสดีวันจันทร์แบบที่เราคุ้นเคย แต่เป็นการส่งในเชิงธุรกิจ เพื่อที่จะปิดการขาย คำถามคือแล้วคุณจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร และนี่คือข้อมูลที่น่าสนใจ ดังนี้ 

Largest messaging technologies globally

messaging คือเครื่องมือที่ผู้คนใช้กันมากที่สุดในโลก การเจอลูกค้าในที่ที่พวกเขาใช้อยู่ทุกวัน นับเป็นช่องทางในการทำธุรกิจ ซึ่งผู้ประกอบการไทยเองก็มีโอกาสขยายไปต่างประเทศทั่วโลกเช่นกัน 

Powerful discovery engine

ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ เนื่องจาก AI จาก Meta อย่าง discovery engine มีกลไกจะช่วยหากลุ่มเป้าหมาย ผู้คนที่มีแนวโน้มสนใจสินค้าและบริการของคุณ ผ่านโฆษณาบน Facebook และ Instagram

APIs and AI-driven machine learning

มีการลงทุนทางด้าน API หลังบ้าน ช่วยในการจัดการจำนวนข้อความมหาศาล ซึ่งจะมอบโซลูชันครบวงจร เพื่อการค้นหา, การทำธุรกรรม และการกลับมามีส่วนร่วมผ่านข้อความ 

3. Design messaging journeys

เราจะใช้ประโยชน์จากการทักแชททางธุรกิจได้อย่างไร สิ่งสำคัญก่อนที่จะเริ่มทำธุรกิจคือการ “กำหนดเป้าหมาย” ให้ชัดเจน แล้วจึงเริ่มสร้างเส้นทางผ่านแคมเปญต่าง ๆ

เข้าใจการออกแบบเพื่อการเติบโต (Design for Growth) เพื่อสร้างกลยุทธ์การสื่อสารทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง เริ่มจาก 

3.1 Business Outcomes 

ผลลัพธ์ทางธุรกิจคือตัวชี้วัดความสำเร็จสูงสุด เช่น ยอดขาย หรือรายได้ คุณสามารถออกแบบ เส้นทางการสื่อสาร (Messaging Journeys) ที่หลากหลาย เพื่อนำลูกค้าไปสู่ผลลัพธ์เดียวกันได้

ตัวอย่างผลลัพธ์ทางธุรกิจ

  • Sales (ยอดขาย)- Customer Acquisition (การหาลูกค้าใหม่)
  • Customer Retention (การรักษาลูกค้าเดิม)
  • Cost Reduction (การลดต้นทุน)
  • Inquiry Resolution (การแก้ไขคำถาม/ข้อสงสัย)
  • Customer Onboarding (การแนะนำและเริ่มต้นใช้งาน)
  • Order Fulfillment (การจัดการคำสั่งซื้อ)

3.2 การออกแบบเส้นทางการสื่อสาร (Messaging Journeys)

Entry and re-entry points 

หมายถึงวิธีที่ทุกคนกระตุ้นให้ลูกค้าเริ่มต้น หรือกลับมาโต้ตอบกับธุรกิจผ่านการแชท

In-thread experience 

คือการโต้ตอบทั้งหมดที่เกิดขึ้นในแชท ซึ่งช่วยพาลูกค้าไปยังจุดที่ต้องการ เช่น การซื้อ หรือ การตัดสินใจ เป็นต้น

Conversion point 

คือหมุดหมายสำคัญที่เปลี่ยนลูกค้าเป้าหมายให้กลายเป็นลูกค้าจริง ที่จะทำให้ธุรกิจบรรลุความสำเร็จ เช่น การสั่งซื้อ การสมัคร หรือการชำระเงิน เป็นต้น

4. Case Studies ธุรกิจในไทย

หนึ่งในเคสที่น่าสนใจของการจับคู่ Live Shopping กับ Business Messaging คือแบรนด์ Sunishop ร่วมมือกับ V Rich ซึ่งเป็น Meta Business Partner เพื่อทดสอบเครื่องมือ Live Shopping ของ Facebook โดยใช้โฆษณาแบบ Boosted Live ที่ออกแบบมาเพื่อข้อความ ส่งตรงถึงกลุ่มผู้หญิงอายุ 25–50 ปี (รวมถึงนักเรียน) ในประเทศไทย

สิ่งนี้ทำให้ผู้ซื้อได้รับข้อมูลที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับสินค้าที่เห็นขณะไลฟ์ และสามารถกดสั่งซื้อได้ทันทีผ่าน Messenger ทีมงานได้ทำการทดสอบแบบ A/B เพื่อวัดประสิทธิภาพของแนวทางนี้ และพบว่า สามารถกระตุ้นยอดซื้อได้ในต้นทุนต่อการซื้อที่ต่ำกว่าวิธีปกติ

ผลลัพธ์ที่ได้คือ

  • 22% ต้นทุนต่อการซื้อถูกลง
  • 25% การซื้อเพิ่มขึ้น
  • 17% ผลตอบแทนจากงบโฆษณาเพิ่มขึ้น
  • 11% การเริ่มต้นบทสนทนาเพิ่มขึ้น

หนึ่งในคำพูดจาก Narachat Moddok จาก SUNISHOP BABY กล่าวไว้ว่า

“เครื่องมือ Live Shopping นั้นทรงพลัง ซึ่งมอบวิธีใหม่ที่สะดวกให้ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าผ่านการไลฟ์ของ Facebook โดยลูกค้าสามารถเลือกดูรายการสินค้าที่ต้องการและสั่งซื้อได้ทันที นับเป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้ขายและผู้ซื้อ”

5. AI and future of messaging 

AI เป็นคำที่ฮิตมาก Meta ลงทุน AI มา 10 กว่าปีแล้ว และมีการทำ Generative AI Solutions ไว้มากมาย เพื่อตอบโจทย์การใช้งานหลักในหลายด้าน

Llama

โมเดลพื้นฐานแบบเปิด (Open Source) ที่รองรับหลายรูปแบบข้อมูล โดยโมเดลพื้นฐานแบบเปิดนี้ที่นักพัฒนาสามารถนำไปต่อยอดหรือปรับใช้ได้ด้วย AI

Meta AI

หนึ่งใน AI ที่เข้าถึงผู้คนทุกคน ซึ่งอยู่ใน Facebook Messenger และ Instagram เป็น Tools AI เรียกได้ว่าเสมือนผู้ช่วยคนสำคัญที่ถูกใช้งานมากที่สุดในโลก

Advantage+

อีกหนึ่งตัวช่วยที่ใช้ AI ในการเป็นกลไก ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของแคมเปญโฆษณา ในการหากลุ่มลูกค้าให้กับธุรกิจ

Business AI

ธุรกิจทักแชท มอบประสบการณ์ลูกค้าได้ ตลอด 24 ชั่วโมง ที่ช่วยผู้ประกอบการไทยทุกคนแม้กระทั่งเวลาเรานอนหลับ สามารถตอบลูกค้าได้ทันที, ลดงานซ้ำ ๆ ของทีม, ช่วยเปลี่ยนลูกค้าเป้าหมายให้เป็นลูกค้าจริงได้เร็วขึ้น และที่สำคัญ แชทบอทนี้เปิดให้ใช้งานฟรี!


สถิติที่น่าสนใจจากเทคโนโลยีของ Meta ยังคงมีบทบาทสำคัญในเส้นทางการช้อปปิ้ง และนักช้อปจำนวนมากบอกว่า Meta มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของพวกเขา โดย

Discovery การค้นพบสินค้า/แบรนด์ กว่า  50% ของนักช้อปช่วงเทศกาลบอกว่า พวกเขาพบสินค้า/แบรนด์ใหม่ ๆ ผ่านเทคโนโลยีของ Meta (เพิ่มขึ้นจาก 51% ในปี 2023)

  • 30% ผ่าน Search engines
  • 26% ผ่าน YouTube
  • 21% ผ่าน TikTok
  • 43% ผ่าน Net/YouTube search engines
  • 39% ผ่านโซเชียลมีเดียอื่น ๆ

Evaluation - การค้นหาข้อมูลและเปรียบเทียบก่อนซื้อ กว่า 41% ของนักช้อปใช้เทคโนโลยีของ Meta เพื่อค้นคว้าและประเมินสินค้า/แบรนด์ในช่วงเทศกาล

  • 51% ใช้ Google Search
  • 37% เว็บไซต์ของแบรนด์หรือร้านค้า
  • 31% YouTube
  • 28% แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ
  • 22% TikTok

Purchase - การตัดสินใจซื้อ กว่า 58% ของนักช้อปบอกว่าเทคโนโลยีของ Meta มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ (เพิ่มขึ้นจาก 55% ในปี 2023)

  • 46% ซื้อบน YouTube
  • 38% ซื้อบน TikTok
  • 26% ซื้อผ่าน Meta
  • 44% ซื้อบน Amazon
  • 13% ซื้อบน Temu
  • 12% ซื้อบน Shein
  • 10% ซื้อบน TikTok

สำหรับใครที่พลาดเนื้อหาในเซสชันนี้จากทางทีม Meta สามารถติดตามเนื้อหาจาก Meta ได้ใน Meta Ads Insights Series พร้อมลุ้นรับเครดิตลงโฆษณาฟรี 599 USD ฟรี เพียงคลิกลิงค์ลงทะเบียนที่นี่ หรือที่ https://events.atmeta.com/MetaAdsInsightsSeries/creativetalk


เสริมทัพเครื่องมือ (Tools) ที่น่าสนใจในการขายของผ่านแชทในปี 2025 นี้

1. Efficient Sales and Maximise Return on Ad Spend 

วิธีปิดการขายด้วยต้นทุนต่อการซื้อที่ต่ำที่สุด และการเพิ่มผลตอบแทนจากโฆษณา (ROI) เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ลงทุนไปขายของได้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น คุ้มค่ากับการลงทุนเพื่อสร้างการซื้อที่มียอดตะกร้าสินค้ามากขึ้น.

โดยในปัจจุบัน Meta มีเครื่องมือที่ทุกคนน่าจะคุ้นเคยกันดีอย่าง Ads Manager - Meta for Business โดยในปัจจุบัน Meta ออกฟีเจอร์ที่มาเสริมในหลาย ๆ ธุรกิจ ที่มีความต้องการในการปิดการขายหาคนที่มีศักยภาพ ซึ่งฟีเจอร์ที่ปัจจุบันมีนั้น มีดังนี้ 

1.1 Leads Optimization (LO)

เหมาะกับธุรกิจที่มีการตัดสินใจใช้บริการ Service ต่าง ๆ ที่มีระยะเวลานานขึ้น โดยเหมาะกับธุรกิจต้องการเก็บข้อมูลที่เป็น Lead มากขึ้น หาคนที่มีโอกาสสูงที่สุดที่จะให้ข้อมูลติดต่อนั่นเอง

โดยข้อมูลจากทาง Meta ระบุไว้ว่า ต้นทุนต่อหนึ่งลูกค้าเป้าหมายถูกลง 31% เมื่อเทียบกับ Conversation Optimization

1.2 Purchase Optimization (PO)

เหมาะกับธุรกิจที่จะเพิ่ม ‘จำนวนการซื้อ’ กระตุ้นจำนวนออเดอร์ หรือการซื้อผ่านการสนทนาให้มากขึ้น เหมาะอย่างมากในการ Scale จำนวนคนมากขึ้นกับแบรนด์ เน้นจำนวนเป็นหลัก ตัวอย่างเช่น ธุรกิจประเภท Service เสริมความงาม, สปา หรือแบรนด์รถยนต์ เพื่อให้ผู้บริโภคทักเข้า เกิดการตัดสินใจ มาติดต่อตัว Service กับร้านค้าได้ง่ายขึ้น เพื่อปิดการขายได้

โดยข้อมูลจาก Meta ระบุว่า การใช้ Purchase Optimization ทำให้ยอดซื้อเพิ่มขึ้น 24% และต้นทุนต่อการซื้อถูกลง เมื่อใช้ Purchase Optimization เทียบกับ Conversation Optimization

1.3 Value Optimization (VO)

ใหม่ล่าสุดซึ่งจะเน้นทำอย่างไรให้สามารถ Optimize Campaign หาคนที่มีโอกาสสูงที่สุดที่จะซื้อสินค้าที่มีมูลค่าสูงที่สุด ซึ่งเหมาะกับทุกคนที่สนใจในเรื่องเพิ่ม ROAS (Return on Ad Spend) ให้ได้สูงที่สุด

โดยเหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการ ROAS (ผลตอบแทนจากงบโฆษณา) ที่สูงที่สุด หรือธุรกิจที่มีสินค้าหลายประเภท หลายราคา โดยจากข้อมูลของ Meta ระบุว่า ROAS เพิ่มขึ้น 6% จากการทดสอบ เมื่อเทียบกับ Purchase Optimization

หมายเหตุ: ธุรกิจที่มีการใช้ Business Messaging Partner หรือใช้ Solution ของทางพาสเนอร์ เชื่อมต่อกับเพจบน Meta ตรงนี้สำคัญ เพราะทาง Meta จะมีการสร้างเรื่องของ API เชื่อมต่ออยู่แล้วในการเก็บ signals ร่วมกัน ตรงนี้ต้องการอย่างน้อย 100 value signals ภายในระยะเวลา 21 วัน ในการปลดล็อกฟีเจอร์

มีเคสที่น่าสนใจจากผู้ใช้จริง

เคสที่ 1 → ด้วยการใช้โฆษณาที่คลิกไปยัง Messenger พร้อมการปรับแต่งมูลค่า (Value Optimization) โดยผู้ขายรองเท้าออนไลน์ได้ทดสอบการใช้เป้าหมาย Value Optimization กับโฆษณาที่คลิกไปยัง Messenger เทียบกับวิธีปกติที่ใช้โฆษณาเพื่อการซื้อ (Purchase Optimization)

ผลลัพธ์คือ ROAS ผลตอบแทนจากงบโฆษณาเพิ่มขึ้น 4.9 เท่า ซึ่งเป็นเคสตัวอย่างหนึ่งของธุรกิจที่มุ่งหวังการสร้างผลกำไรจากแคมเปญให้ได้มากที่สุด

เคสที่ 2 → จากแบรนด์ Yes Care ความสำเร็จจากการใช้ Value Optimization โดย Yes Care แบรนด์อาหารเสริมชั้นนำ เปิดตัวแคมเปญที่ประสบความสำเร็จ โดยใช้กลยุทธ์ Value Optimization แทนวิธีเดิม (Purchase Optimization แบบปกติ)

ผลลัพธ์ที่ได้คือ ผลตอบแทนจากงบโฆษณา (ROAS) สูงขึ้น และ ต้นทุนต่อการซื้อถูกลง

+14% Higher ROAS
แคมเปญ CTM ที่ใช้ Value Optimization (VO) ให้ ROAS สูงกว่า Purchase Optimization (PO)

+32% Higher Reach
แคมเปญ CTM ที่ใช้ Value Optimization (VO) เข้าถึงผู้คนมากกว่า PO

บน Meta มีเครื่องมือหลากหลายที่มากกว่า Facebook

ปัจจุบันบน Messenger หรือ Instagram มีกลุ่ม user เข้ามาแชทเชิงธุรกิจกันหลากหลายมาก ๆ โดยการเติบโตบน IG สูงมาก ๆ โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงาน และกลุ่มเด็กลงมา และนอกจากนั้น คนที่ใช้ Instagram Direct ในการสนทนาร่วมกับแบรนด์ก็มีมากเช่นกัน 

โดยหนึ่งในข้อมูลจาก Meta ระบุว่า อัตราการเปลี่ยนเป็นการซื้อสูงขึ้น 11% เมื่อเลือกหลายช่องทางข้อความสำหรับโฆษณาที่คลิกไปแชท เทียบกับการเลือกเพียงช่องทางเดียว

ข้อมูลการตั้งค่าสำหรับ การซื้อผ่าน Messenger และ Instagram Direct

  1. ตรวจสอบให้เพจของคุณมีสิทธิ์สำหรับการตั้งค่า Maximize number of purchases ผ่าน Messenger โดยเกณฑ์ ต้องมีสัญญาณการซื้ออย่างน้อย 5 ครั้งภายใน 30 วันล่าสุด
  2. เลือกวัตถุประสงค์แคมเปญ (Campaign Objective) เป็น Sales หรือ Engagement
  3. เลือกช่องทางข้อความ (Message Destination) เป็นทั้ง Messenger และ Instagram
    ส่วน Performance Goal: เลือก Maximize number of purchases through messaging
  4. Meta แนะนำให้ส่งข้อมูลการซื้อไปที่ Messenger และ Instagram ทั้งคู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ (เพียงลง Ad ครั้งเดียว ก็สามารถเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสื่อสารได้หลากหลายช่องทางมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทาง Instagram Direct message หรือ Messenger).

หมายเหตุ: สัญญาณการซื้อสามารถส่งได้จาก Instagram Inbox หรือ Messaging Partners

2. Grow Sales Volume with Creator 

ขยายยอดขายด้วยครีเอเตอร์ สร้างโอกาสการขายเพิ่มเติมผ่านครีเอเตอร์ โดยก่อนอื่น ขอขยายความ 2 คำนี้เพื่อให้ทุกคนเข้าใจในภาพรวมของแพลตฟอร์ม Meta

  1. Branded Content คือโพสต์ที่มีการแอบแฝงการทำงานกับแบรนด์โดยมีการแจ้ง User โดยเป็นรูปแบบ Organic หรือไม่ได้ใช้เงินในการซื้อโฆษณา
  2. Partnership Ads เมื่อเกิดกรณีถูกทำสปอนเซอร์หรือจ่ายเงินบูสต์แอด จาก Branded Content จะเปลี่ยนเป็นอีกคำ นั่นคือ Partnership Ads แทนนั่นเอง

จากข้อมูลของ Meta ระบุว่า การเพิ่ม Partnership Ads เข้าไปในแคมเปญปกติ (Business-as-usual campaigns) ช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

  • ลดต้นทุนต่อการได้ลูกค้า (CPA) ลง 19%
  • อัตราการคลิก (CTR) สูงขึ้น 53%

Partnership Ads Support for Business Messaging

  • รูปแบบการแสดงผลมีด้วยกัน 3 ส่วนคือ Feed, Reels, Stories
  • วัตถุประสงค์ คือ เน้น Traffic (การเข้าถึง), Engagement (การมีส่วนร่วม) และ Sales (ยอดขาย)

เครื่องมือ Partnership Ads Hub

สิ่งนี้จะถูกฝังอยู่ใน Ads Manager โดยหน้าที่หลัก ๆ คือ ช่วยจัดการและปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานแคมเปญ ครอบคลุมมากมาย อธิ.

  • จัดการสิทธิ์ทั้งหมดของโฆษณาแบบพาร์ทเนอร์ได้ในที่เดียว
  • รับการแจ้งเตือนทั้งหมดของโฆษณาพาร์ทเนอร์ในศูนย์กลางเดียว
  • ตรวจสอบข้อผิดพลาดและแก้ปัญหาของโฆษณาแบบพาร์ทเนอร์
  • ดูคำแนะนำเนื้อหาที่ควรโปรโมตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

การจัดการสิทธิ์โฆษณาแบบพาร์ทเนอร์ (Managing Partnership Ad Permissions)

โดยตอนนี้การจัดการพาร์ทเนอร์ของครีเอเตอร์ (Creator partnerships) ได้ย้ายจาก Meta Business Suite มายัง Partnership Ads Hub ใน Ads Manager โดยสามารถจัดการสิทธิ์โฆษณาและความเหมาะสมของคอนเทนต์ได้จากที่นี่ ทั้งบน Instagram และ Facebook

หมายเหตุ: ผู้ลงโฆษณายังสามารถเข้าถึงการจัดการสิทธิ์ได้ผ่าน Meta Business Suite


โดยสามารถเข้าใช้งาน Partnership Ads Hub ได้ที่ https://business.facebook.com/latest/partnership_ads_hub


ปัจจุบันการทำงานกับ KOL บนแพลตฟอร์มตอนนี้ทำได้ 2 แบบ

1. Account-Level Permissions 

ซึ่งจะใช้ Partnership Ads เป็นการจับมือกันยาว ๆ เน้นการทำงานกับ KOL บ่อย ๆ โดยผู้ลงโฆษณาสามารถขอสิทธิ์ในระดับบัญชีจากพาร์ทเนอร์ผ่าน Meta Business Suite โดยสิทธิ์นี้ทำให้ผู้ลงโฆษณาสามารถสร้างโฆษณาโดยใช้ Content จากพาร์ทเนอร์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีโพสต์หรือคอนเทนต์ที่มีอยู่ก่อนแล้ว และสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายเฉพาะจากฐานผู้ติดตามหรือผู้ชมของพาร์ทเนอร์ เพื่อให้โฆษณามีประสิทธิภาพมากขึ้น

สิ่งที่ผู้ลงโฆษณาทำได้

  • สร้างโฆษณาโดยใช้สิทธิ์จากบัญชีพาร์ทเนอร์
  • เลือกกลุ่มเป้าหมายจากผู้ชมของพาร์ทเนอร์
  • ใช้ Label “Paid Partnership” (เนื้อหาที่เป็นความร่วมมือแบบชำระเงิน) เมื่อสร้างโฆษณา

2. Content-Level Permissions 

เน้นการทำงานกับ KOL ด้วยกันครั้งเดียว โดยพาร์ทเนอร์สามารถอนุญาตให้ผู้ลงโฆษณาใช้สิทธิ์เพื่อโปรโมตโพสต์ คอนเทนต์ หรือวิดีโอเฉพาะชิ้นเป็นโฆษณาได้ สิทธิ์นี้สามารถให้ได้ผ่านการแท็ก (Tag) โฆษณาหรือแชร์รหัสโฆษณา (Ad Code)

สิ่งที่ผู้ลงโฆษณาทำได้

  • ใช้โพสต์ที่พาร์ทเนอร์สร้างไว้แล้วบน Facebook หรือ Instagram ในการทำโฆษณา
  • เลือกโปรโมตเฉพาะโพสต์/สตอรี่/วิดีโอที่พาร์ทเนอร์อนุญาต
  • กำหนดให้โฆษณาเจาะกลุ่มผู้ติดตามพาร์ทเนอร์ หรือกลุ่มกว้างได้ตามสิทธิ์ที่กำหนด

สิ่งที่พาร์ทเนอร์ทำได้

  • เลือกได้ว่าโพสต์ไหนที่อนุญาตให้ผู้ลงโฆษณานำไปใช้เป็นโฆษณาแบบพาร์ทเนอร์
มีเคสที่น่าสนใจจากผู้ใช้จริง

แบรนด์จากบ้าน CMF แบรนด์จากคุณซี ศิวัฒน์ ได้จัดแคมเปญที่ประสบความสำเร็จ โดยผสมผสาน Partnership Ads สำหรับ Click-to-Messenger (CTM) เข้ากับกลยุทธ์ BAU (Business-As-Usual)

ผลลัพธ์ที่ได้คือ
มีการปรับปรุงอย่างเห็นได้ชัดในด้าน ผลตอบแทนจากการใช้จ่ายโฆษณา (ROAS) และ ลดต้นทุนต่อการซื้อ (Cost per Purchase)

ผลลัพธ์ตัวเลขสำคัญ

+25% → ROAS ดีขึ้น
สำหรับการซื้อสินค้าบน Meta ผ่านแคมเปญ BAU + Partnership Ads

17% → ต้นทุนต่อการซื้อถูกลง
สำหรับการซื้อสินค้าบน Meta ผ่านแคมเปญ BAU + Partnership Ads

42% → ต้นทุนต่อการซื้อถูกลง
สำหรับแคมเปญ CTX Partnership Ads เมื่อเทียบกับ BAU


สำหรับใครที่พลาดเนื้อหาในเซสชันนี้จากทางทีม Meta สามารถติดตามเนื้อหาจาก Meta ได้ใน Meta Ads Insights Series พร้อมลุ้นรับเครดิตลงโฆษณาฟรี 599 USD ฟรี เพียงคลิกลิงค์ลงทะเบียนที่นี่ หรือ ที่ https://events.atmeta.com/MetaAdsInsightsSeries/creativetalk

trending trending sports recipe

Share on

Tags