หลายครั้งงานไม่ได้พังเพราะฝีมือ แต่งานกลับพังเพราะ วิธีทำงานเป็นทีมและการสื่อสารร่วมกัน ถ้าเราอยากเป็นคนเก่งที่ใครก็อยากทำงานด้วย เราต้องเก่งมากกว่าแค่ ‘ทำงานเก่งคนเดียว’
เชื่อว่าหลายคนที่ทำงานสายโปรดักชัน, ทำอีเวนต์ หรือแม้กระทั่งคนทำงานสายครีเอทีฟ มักมีจุดร่วมเดียวกันคือ “เราต้องเก่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า” จนบางทีเราเริ่มชินกับการทำงานแบบที่ทุกโปรเจกต์ต้องมีงานไฟลุกให้ดับเสมอ ทั้งที่ลึก ๆ เราก็รู้ว่าหลายวิกฤตไม่ได้จำเป็นต้องเกิด ถ้าเราให้เวลาตัวเองกับทีมมากกว่านี้ในการเตรียมงาน และออกแบบระบบให้ชัดตั้งแต่ต้น
แต่ในทางกลับกันในโลกจริงของการทำโปรดักชันระดับโลก วิธีคิดสำคัญที่เขาใช้จัดการปัญหามันไม่ได้อยู่ที่การเก่งแก้หน้างานเลย แต่มันคือ 3 เรื่องสำคัญในการจัดการได้ให้ดีก่อนเริ่มงานทุกครั้ง!
- ใครสื่อสารชัดกว่า
- ใครจัดการอารมณ์เก่งกว่า
- ใครเข้าใจ Culture ของคนทำงานมากกว่า
บทความธุรกิจคิดได้ ในวันนี้อยากชวนมาถอดวิธีคิดการทำงานระดับโลก ผ่านประสบการณ์ของ คุณแอม - อโรชา กิตติวิทยากุล ประธานเจ้าหน้าที่ธุรกิจ L&E Beyond ซึ่งเป็นธุรกิจด้านเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ผู้นำด้านโซลูชันระบบไฟแบบครบวงจรในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ที่ได้โอกาสทำงานกับทั้งทีมในประเทศไทย และทีมต่างชาติในหลายประเทศ หลาย Culture และต้องบาลานซ์ระหว่างมาตรฐานระดับโลก กับธรรมชาติของคนไทยแบบเราให้ลงตัว
คนไทยมีฝีมือ เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองให้เป็นฝรั่ง รวม 5 วิธีคิดสำคัญเพื่อเป็นคนที่พร้อมทำงานกับคนทั้งโลกในปี 2026 ได้จริง!
1. มาตรฐานไทยเราไม่ได้แพ้ใคร แต่เราควรเตรียมงานให้มากขึ้น เพื่อลด Crisis Management หน้างาน แล้วนำพลังไปทุ่มให้กับ Creativity และคุณภาพจริง ๆ
หลายครั้งคนทำงานที่เป็นคนไทย มักจะคิดว่า ‘งานต่างชาติต้องเนี๊ยบกว่าของไทยแน่ ๆ’ แต่คุณแอมย้ำชัดว่า ถ้าพูดเรื่องคุณภาพ (Quality) คนไทยกับต่างชาติอยู่มาตรฐานเดียวกัน เราไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาเลย แต่สิ่งที่ต่างกันจริง ๆ มันไม่ใช่เรื่องของมาตรฐาน หรือ คุณภาพ แต่เป็น ‘สไตล์การทำงาน’ ที่แตกต่างกันแต่ละ Culture
ต่างชาติที่มาจากฝั่งตะวันตก มักจะชนะด้วย ‘การเตรียมตัว และตัดสินใจแม่นยำ’
- คนกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับ Pre-production มาก ๆ
- ทุกอย่างมี วิธีคิด–เหตุผล–วิธีทำ–แผน Execute ที่ชัดเจน
- หน้างานเกิดปัญหา → เขาจะดูเวลา ดูเงื่อนไข ถ้าแก้ทัน เขาแก้ให้สุด แต่จะไม่แก้มั่ว ๆ
- เพราะคนจากตะวันตก มักจะออกแบบแผนให้เรียบร้อยก่อนเริ่มแข่ง พอถึงวันจริง จึงใช้แรงไปกับการจูนรายละเอียดที่เกิดขึ้นหน้างาน ไม่ใช่เริ่มคิดใหม่ หรือแก้ปัญหาแบบไม่มีแผน
คนญี่ปุ่น มักจะชนะด้วย ‘การคิดมาแล้ว = ทำตามแผนเท่านั้น’
- คนญี่ปุ่นเขาเชื่อในแผนที่คิดมาแล้ว คิดมาแบบไหน ก็ทำแบบนั้น
- ดังนั้นหน้างานไม่ค่อยเปลี่ยนใจ ไม่ค่อยเปลี่ยนทิศ มักจะไม่มีคำว่าหน้างานค่อยว่ากัน
- คุณแอมเน้นย้ำว่า ถ้าเราไปทำงานกับทีมญี่ปุ่น สิ่งสำคัญไม่ใช่การแก้หน้างานเก่ง แต่คือการคิดให้ครบตั้งแต่ก่อนเริ่ม
จีน & เกาหลี มักจะชนะด้วย ‘การมีแผน และความพร้อมในการปรับเปลี่ยนที่รวดเร็ว’
ฝั่งจีน จะทำงานเร็ว เปลี่ยนทิศทางระหว่างทางได้ตลอด แต่การเตรียมงานอาจไม่ได้ละเอียดเท่าฝั่งตะวันตก ในขณะที่ฝั่งคนเกาหลี มีภาพในหัวชัดเจน แต่ก็พร้อมปรับถ้าหน้างานจำเป็นต้องเปลี่ยน
คำถามสำคัญคือ แล้วคนไทยล่ะ มีสไตล์การทำงานแบบไหน คุณแอมเล่าให้ฟังว่าต้องยอมรับว่าโดยส่วนใหญ่สไตล์การทำงานของเราที่เจอคือ เมื่อเวลาเตรียมการน้อย → คนไทยมักบอกกันว่า ‘เดี๋ยวไปดูหน้างาน เดี๋ยวไปลุ้นหน้างาน’ พอเวลาเตรียมไม่พอ หน้างานเลยกลายเป็น Crisis Management mode ตลอดเวลา แต่ในขณะเดียวกัน คนไทยมักไม่ยอมลดสเปกงาน หรือไม่อยาก compromise เรื่องคุณภาพ จึงทำให้หน้างานต้องดึงพลังทุกอย่างออกมาแก้ปัญหา ทุกจุดกลายเป็นต้องดีที่สุดภายใต้เวลาที่บีบและความเปลี่ยนแปลงที่เยอะ ซึ่งนั่นจึงทำให้ต้องมานั่งแก้วิกฤต ยิบย่อยทั้งวัน เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด
แต่คนไทยก็เป็นชาติที่ปรับตัวเก่ง และชาวต่างชาติก็ชื่นชมเราถึงความทุ่มเท ดังนั้นจากเดิมที่ต้องใช้พลังมหาศาลไปกับการแก้วิกฤต ทั้งที่จริง ๆ ถ้าใช้สไตล์คิดแบบฝั่งตะวันตกบางส่วน ในการ เตรียมงานให้ชัดขึ้น
เราจะได้เอาแรงไปใช้กับการทำงานเชิงสร้างสรรค์มากขึ้น ฝีมือคยไทยไม่ได้ด้อย แต่ถ้าอยากทำงานแบบมืออาชีพจริง ๆ ลองเพิ่มความแข็งแรงในพรีโปรดักชันให้มากขึ้น ด้วยการลดคำว่าเดี๋ยวไปดูหน้างาน แล้วเตรียมแผนเผื่อทุกความเสี่ยงตั้งแต่แรก
2. รู้ว่า Culture แต่ละพื้นที่เป็นอย่างไร ช่วยให้เราไม่คิดไปเอง ทำให้เข้าใจธรรมชาติการสื่อสารของแต่ละประเทศ จะช่วยเราโฟกัสที่งาน ไม่ใช่จมกับอารมณ์
อีกเรื่องที่คุณแอมย้ำมากคือ ‘เราไม่ได้สื่อสารกันแค่ด้วยภาษา แต่เราต้องเข้าใจวัฒนธรรม’ เวลาเราทำงานกับต่างชาติ โดยเฉพาะชาติที่ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาแม่ วิธีใช้คำ, วิธีพูด, น้ำเสียง, อารมณ์ มันจะแปลความคนละแบบได้เลย
ตัวอย่างเช่น ‘คนจีนที่ชอบพูดเสียงดัง = เขาทะเลาะกันหรือไม่พอใจหรือเปล่า ?
ตอนที่คุณแอมยังไม่เข้าใจ Culture คนจีน ก็เคยรู้สึกว่าทำไมคนจีนดูเหมือนโวยวายตลอดเวลา
คุยกันเสียงดัง จังหวะพูดเร็ว เหมือนทะเลาะกันตลอด แต่พอถึงจุดหนึ่งที่เริ่มเข้าใจว่า นั่นคือธรรมชาติการสื่อสารของเขา ไม่ได้แปลว่าเขากำลังด่าเรา หรือโมโหเราเสมอไป ดังนั้นทันทีที่เราตีความใหม่ได้ ความรู้สึกถูกโจมตีในที่ทำงานก็หายไปเยอะมาก
ในทางกลับกัน ถ้าเราพูดภาษาอังกฤษแบบไทย ๆ คือพูดสั้น ๆ ตัดประโยค ไม่เติมหางเสียง ไม่เติมบริบท
คนญี่ปุ่นอาจรู้สึกว่าเราพูดห้วน ใส่อารมณ์ หรือไม่ให้เกียรติ ทั้งที่เราไม่ได้ตั้งใจ
ดังนั้นจุดสำคัญที่คนไทยมักคิดเยอะเวลาเจอคำพูดแข็ง ๆ เรามักเอาคำพูดง่าย ๆ มาตีความเองว่า ‘เขาไม่ชอบเราไหม เขาด่าเราหรือเปล่า’ ในขณะเดียวกันเราก็เอาน้ำใจไปใส่ทุกอย่างจนสุดท้ายแบกรับอารมณ์ตัวเองหนักมาก ซึ่งคำแนะนำที่คุณแอมได้ให้ไว้คือ
ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของเขา เราจะไม่รู้สึกว่าทุกคำพูดคือการโจมตีเรา แล้วเราจะโฟกัสที่ ‘งาน’ มากกว่า ‘อารมณ์’ ได้ง่ายขึ้นเยอะ ลองไปฝึกกันดู เพราะเรื่องเหล่านี้ต้องอาศัยทักษะการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ
3. จุดแข็งของคนไทยในสายงานระดับโลก…มีมากกว่าที่เราคิด
รู้ไหมว่าหลาย ๆ ครั้ง คนต่างชาติรักการทำงานกับทีมไทยมาก เพราะไทยเรามี 4 จุดแข็งที่ชาติอื่นชื่นชม
- Flexibility สูง - คนไทยมักขออะไรเพิ่ม ส่วนใหญ่จัดให้ได้
- น้ำใจในการดูแล - ดูแลตั้งแต่เรื่องงาน ไปจนถึงความเป็นอยู่ เวลาเดินทางมาทำงานที่ไทย
- Creative skill & Production - ทีมไทยมีฝีมือ มีความคิดสร้างสรรค์ และราคาค่าโปรดักชันคุ้มค่าสำหรับต่างชาติ
- ในด้านภูมิศาสตร์ของประเทศไทย ที่เดินทางสะดวก ค่าครองชีพกับต้นทุนโปรดักชันที่สามารถแข่งขันได้ ทำให้ไทยกลายเป็นหนึ่งใน base สำคัญของงานโปรดักชันในภูมิภาคนี้
แต่ในทางกลับกันจุดอ่อนสำคัญของเราก็มี เนื่องจากเราทั้งยืดหยุ่น ทั้งใจดี ทั้งยิ้มเก่ง หลายครั้งเราจึงไม่ค่อยกล้าขีดเส้นเรื่องหน้าที่, เวลา และขอบเขตงานของตัวเอง นั่นแปลว่า ถ้าอยากเติบโตในระดับโลก เราต้องรักษาน้ำใจ–ความยืดหยุ่นของเราไว้ แต่ต้องเพิ่มกรอบความชัดเจนเข้าไปด้วย
4. เราต้องเป็นมืออาชีพ เป็นคนที่ตรงไปตรงมาได้ แต่ไม่ใช่ ‘แบกทุกอย่างไว้คนเดียว’
หนึ่งใน insight ที่คุณแอมเล่าให้ฟังคือ คนไทยใช้อารมณ์ และน้ำใจในการทำงานเยอะมาก หรือเพื่อน ๆ ที่กำลังอ่านอยู่ ลองสังเกตตัวเองว่าเคยเป็นแบบนี้ไหม
- ลูกค้าขอให้ช่วยทำเพิ่ม → เราทำให้หมด เพราะเกรงใจไม่กล้าปฏิเสธ
- ทำเสร็จแล้ว รู้สึกว่าอุตส่าห์ทำให้ แต่เขาไม่เห็นค่า น้อยใจ เคืองเงียบ
- วันหลังเราขอโน่นนี่กลับบ้าง เขาปฏิเสธ → กลายเป็นเก็บมาคิดวนในหัว
จากประสบการณ์ที่คุณแอมได้ทำงานกับระดับโลกมามาก คำแนะนำถ้าเราอยากทำงานแบบมืออาชีพจริง ๆ เราต้องเริ่มจาก
- ทำได้ก็ทำ
- ทำไม่ได้ก็พูดว่าไม่ได้
- ทำได้แต่มีเงื่อนไข ก็พูดเงื่อนไขให้ชัด
สิ่งที่กินพลังคนทำงานไทยไม่แพ้งานจริง ๆ คือ การคิดแทนคนอื่น, การเกรงใจจนเลยหน้าที่, การเอาใจไปผูกกับทุก request ที่เข้ามา ซึ่งมืออาชีพในสาย production ระดับโลก ไม่ใช่การทำทุกอย่างให้หมด เพื่อพิสูจน์ว่าเราตั้งใจก แต่มันต้องทำตามหน้าที่ให้ครบ, สื่อสารตรงไปตรงมา และเสนอการคิดเผื่อได้ แต่ต้องไม่คิดแทน โดยไม่ถามเขา
ยกตัวอย่างเช่น คุณแอมเคยทำงานโดยมีทีมไทยคนหนึ่ง ‘ต่อระบบ’ ให้ลูกค้าแบบที่ตัวเองคิดว่า ‘ดีกว่า’ จากประสบการณ์เดิม สุดท้ายไม่ได้เป็นต้นเหตุของปัญหาหน้างาน แต่พอไล่เช็กไปมา ลูกค้าพบว่า “เฮ้ย…ทำไมต่อระบบไม่ตรงตามที่บรีฟไว้ตั้งแต่แรก”
แม้ปัญหาไม่ได้มาจากจุดนั้น แต่ความรู้สึกของลูกค้าคือ ‘คุณไปทำอะไรลับหลังฉัน โดยไม่บอก’ นั่นคือความต่างระหว่าง ‘คิดเผื่อ’ ที่ดี กับ ‘คิดแทน’ ที่ทำให้ความไว้ใจพังนั่นเอง
5. อย่ามองข้ามทักษะ Feedback ที่ทำให้งานดีขึ้นโดยไม่พังความสัมพันธ์ เพราะการพูดความจริงพูดได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะพูดอะไรก็ได้!
การทำงานในสายโปรดักชัน เราต้องทำงานกับคนเยอะมาก ๆ ดังนั้นทุกครั้งที่งานจบ หรือระหว่างการทำงานร่วมกัน ทักษะ Feedback กับทีมและลูกค้า จะถูกงัดออกใช้บ่อยมาก ซึ่งหลาย ๆ ครั้งการ Feedback เรามักจะเข้าใจผิดกันว่า ‘การพูดตรงเท่ากับมืออาชีพ’ แล้วก็มักจะใช้คำพูดประมาณว่า งานห่วยมากเลย, เด็กอนุบาลยังทำได้ดีกว่า หรือแบบนี้ไม่ได้เรื่องเลย
แต่รู้ไหมว่าในโลกของการทำงานในสเกลระดับโลก และโดยเฉพาะในสายงานที่คนลงแรง ลงใจกับงานสร้างสรรค์ คำพูดแบบนี้นอกจากไม่สร้างสรรค์แล้ว ยังทำลายมากกว่าช่วยพัฒนา
หนึ่งในเคสตัวอย่างที่คุณแอมเล่าให้ฟังคือ
ตอนคุณแอมไปเรียนต่างประเทศ มีคลาสที่ทุกคนต้อง present งาน และเพื่อน ๆ จะช่วยคอมเมนต์ มีเพื่อนคนหนึ่งพูดว่า “ฉันว่านะ ถ้าเธอทำแบบนี้ มันจะดีกว่า…” อาจารย์หยุดทันที และบอกว่า…คุณไม่มีสิทธิ์บอกว่า ‘แบบไหนดีกว่า’ คุณพูดได้แค่ว่า ถ้าเป็นคุณ คุณจะทำอะไรกับงานชิ้นนี้
เพราะ หน้าที่ของคนให้ Feedback ไม่ใช่เอาตัวเองไปครอบงานของคนอื่น แต่คือเล่าความรู้สึกและมุมมองของตัวเองให้เขาเอาไปพิจารณา
หรืออีกตัวอย่างในการเคารพการ Feedback แบบตรงไปตรงมา
แทนที่เราจะพูดว่า ‘เธอพรีเซนต์ได้ยืดเยื้อมาก แถมดูไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ’...ให้เราคิดดี ๆ แล้วพิจารณาว่า ‘ตอนดูช่วงแรก ๆ เราต้องใช้เวลาประมาณ 10 นาที กว่าจะเข้าใจว่าเธออยากเล่าอะไร ถ้า Message สำคัญมันอยู่ช่วงนาที 25 เรากลัวว่าคนดูบางคนอาจจะเดินหนีไปก่อน
นี่คือการ พูดความจริง ซึ่งเป็นความจริงจากประสบการณ์ของเรา โดยไม่ได้ตัดสิน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ใช้ได้กับทุกคน โดยเฉพาะคนเป็นหัวหน้า หรือ ผู้นำ ทั้งการคุยกับทีม, การคุยกับ supplier, การคุยกับลูกค้า และมันคือทักษะจำเป็น ของคนที่อยากเติบโตเป็นหัวหน้า หรือคน manage โปรเจกต์ระดับใหญ่
สัมภาษณ์ เรียบเรียง: กิตติภพ ปานล้ำเลิศ