บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เปิดแผนกลยุทธ์ใหม่ในปี 2569 ตั้งใจขยายธุรกิจโรงแรมและอาหารภายใน 3 ปีด้วยโมเดลธุรกิจ Asset-Light
ถึงแม้ในปี 2568 ที่ผ่านมาจะมีหลายเหตุการณ์ที่สร้างผลกระทบทางธุรกิจ แต่ทางบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ก็ยังคงต้านแรงเสียดทานได้ ด้วยรากฐานที่มั่นคง ซึ่งทำให้ผลกำไรของการดำเนินงานเติบโตขึ้นมาถึง 16% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และอัตราการกำไรของ EBITDA Margin ก็เพิ่มขึ้นถึง 33 เบซิสพอยต์ เป็นเพราะการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ และการปรับตัวเชิงปฏิบัติการที่ดีขึ้น ทั้งในภาคส่วนของโรงแรมและอาหาร และสำหรับทั้งปี 2568 กำไรของ MINT อยู่ที่ 9,700 ล้านบาท สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มธุรกิจระดับโลกที่หลากหลาย
อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญสำหรับ MINT ในปีที่ผ่านมา คือการมีค่าใช้จ่ายทางด้านดอกเบี้ย และอัตราต้นทุนหนี้สินลดลง จากทั้งหมดที่ทำในปี 2568 ทำให้อัตรากำไรของ NPAT Margin เพิ่มขึ้นถึง 81 เบซิสพอยต์ ซึ่งทาง MINT ชี้ว่า ค่อนข้างตื่นตัวในเรื่องการจัดการสินทรัพย์ และพอร์ตโฟลิโอ ทั้งในภาคส่วนของธุรกิจโรงแรม อาหารก็พยายามทำให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น
เจาะ 3 กลยุทธ์หลักในการผลักดันให้ MINT เป็นผู้นำตลาดในปี 2569
1. ขยายสาขาครั้งใหญ่ ให้ธุรกิจเติบโตไกลกว่าแค่ในประเทศ ด้วยโมเดลธุรกิจ ‘Asset-Light’
MINT เร่งขยายสาขาทั้งธุรกิจโรงแรม และอาหารเพิ่มขึ้น ภายใต้โมเดล ‘Asset-Light’ เพื่อลดภาระต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไรให้สูงขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพและต่อเนื่องมากขึ้น
สำหรับไมเนอร์ โฮเทลส์: ทาง MINT มองว่าตั้งใจจะขยายสาขาจากเดิม 636 แห่ง ให้เพิ่มขึ้นเป็น 850 แห่ง และยังตีตลาดที่ไม่ใช่เพียงแค่ในประเทศไทย แต่ยังขยายไปไกลถึงหลายทวีป ทั้ง Middle East & Africa, Asia & Indian Ocean และ Europe เป็นต้น
สำหรับไมเนอร์ ฟู้ด: ตั้งใจขยายร้านอาหารต่าง ๆ ให้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว โดยจากเดิมที่มีอยู่ 2,746 แห่ง เพิ่มขึ้นเป็น 4,150 แห่ง
นอกจากนี้ยังมีแผนในการขยายฐานในตลาดเดิมควบคู่กับการรุกตลาดใหม่ด้วยเช่นกัน
2. ขยายธุรกิจโรงแรมด้วยแผนโครงการ ‘Branded Residences’
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ MINT มุ่งทำ คือการสร้างโครงการ ‘Branded Residences’ เป็นโปรเจกต์คอนโด หรือวิลล่าของ MINT ที่เป็นการขาย เพื่อสร้าง High Value ที่มากขึ้น ซึ่งโปรเจกต์นี้ก็จะช่วยเพิ่ม Revenue และ Return กลับมาเพิ่มขึ้น รวมถึง IRR (Internal Rate of Return) ของโปรเจกต์นี้เมื่อทำควบคู่ไปกับโรงแรมก็สามารถดึง Return ได้สูงสุดถึง 30%
ซึ่งในโครงการนี้ยังแบ่งออกเป็น 2 เรื่อง คือ โครงการที่เปิดขายเอง และ โครงการที่รับจ้างบริหาร
สำหรับโครงการที่เปิดขายเอง จะแบ่งเป็น 4 โครงการที่เริ่มขายตั้งแต่ปีนี้ไปจนถึงปี 2570
- Kiara Reserve Residences ที่ภูเก็ต ประเทศไทย โดยมีมูลค่า 3,000 ล้านบาท
- Anantara Ubud Residences ที่บาหลี ประเทศอินโดนิเซีย
- Four Seasons Koh Samui ที่เกาะสมุย ประเทศไทย อาจเริ่มขายในปีนี้หรือปีหน้า
- Super Luxury 500-rai Project เป็นที่ดินที่มีอยู่ 500 ไร่ที่ภูเก็ต ที่สามารถทำเพิ่มได้อีก เพื่อจะมาเสริมศักยภาพในการเติบโตรายได้ และการทำกำไรใน Phase ถัดไป
สำหรับโครงการที่รับจ้างบริหาร เป็นการรับจ้างบริการ Residences ในต่างประเทศในหลากหลายที่ เพื่อให้ได้เป็นค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการสร้าง Residences ซึ่งถือเป็น Fee-based ที่อัตรากำไรสูง โดยแบ่งเป็น 7 โครงการหลัก ๆ ประกอบด้วย
- Anantara Miami เปิดที่รัฐฟลอริด้า ประเทศสหรัฐอเมริกา ภายใน 2 ปีต่อจากนี้
- Oaks Riyadh เปิดที่เมืองริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย
- Tivoli La Vie Muscat เปิดที่มัสกัต ประเทศโอมาน
- Tivoli & Avani Bilaj Al Jazayer Resorts เปิดที่ซัลลาค ประเทศบาห์เรน
- Anantara Zanzibar เปิดที่แซนซิบาร์ ประเทศแทนซาเนีย
- Anantara Mina Al Arab, Ras Al Khaimah Resort เปิดที่ราสอัลไคมาห์ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- NH Collection Ras Al Khaimah, Al Marjan Island เปิดที่ราสอัลไคมาห์ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
3. เป็นเจ้าของตลาด ด้วยพอร์ตแบรนด์ที่หลากหลาย และครอบคลุมทุกหมวดหมู่
การเป็นเจ้าตลาดของไมเนอร์ ฟู้ดไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญแต่คือเรื่องที่ถูกวางกลยุทธ์ไว้อย่างดี ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 เรื่องที่ทำให้ไมเนอร์ ฟู้ด ยังคงครองตลาด ดังนี้
-
สร้างอาณาจักรแบรนด์ที่หลากหลาย
ทั้งในเรื่องของการเป็นเจ้าของ และแฟรนไชส์ -
การดำเนินงานและการบริการที่มีประสิทธิภาพ
เชี่ยวชาญในการจัดการ และบริการในร้าน รวมถึงสามารถปรับใช้วิธีบริการได้หลายภูมิภาค ไม่จำกัดอยู่แค่ในประเทศ -
เป็น ‘ที่หนึ่ง’ ในหมวดของตลาดนั้น ๆ เช่น
Swensen’s คือไอศกรีมพรีเมียมอันดับ 1 หรือ Bonchon คือไก่ทอดเกาหลีอันดับ 1 เป็นต้น
นอกจากนี้การเป็นเจ้าตลาดอาหารสำหรับ MINT ยังมาจากการพัฒนา 3 เสาหลักให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ประกอบด้วย
- Innovation การคิดค้นอะไรใหม่ ๆ เช่น Format ของร้าน เมนู หรือแบรนด์ใหม่ ๆ
- Expansion เป็นการขยายฐานที่อย่างที่เหมาะสม และเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ยังคงประสิทธิภาพ
- Digital Initiatives การปรับเปลี่ยนในเชิงดิจิทัล เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงได้มากขึ้น และบริการได้เร็วขึ้น
และนี่คือ 3 กลยุทธ์หลักที่ MINT ใช้เพื่อผลักดันให้เป็นเจ้าตลาดในปี 2569 ด้วยการขยายสาขาด้วยโมเดล Asset-Light, แผนโครงการ Branded Residences และสร้างอาณาจักรอาหารที่หลากหลายเพื่อให้อยู่ได้ในทุก ๆ หมวด
นอกจากนี้ MINT เองยังเผยถึง Key Drivers ที่ช่วยในการสร้างกำไร โดยแบ่งออกเป็น 5 เรื่อง ดังนี้
- Cost Efficiency ทำต้นทุนมีประสิทธิภาพ เพิ่ม Productivity ให้คน
- Lease Optimization ปรับปรุงการเช่าให้มีประสิทธิภาพ
- Digital เพิ่มประสิทธิภาพในการเซอร์วิช พยายามขายในช่องทางของเราเอง
- High-margin Expansion การขยายธุรกิจผ่านโมเดล Asset-Light
- Financial Leverage ลดต้นทุนดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายต่อหนี้ลดลง
อย่างไรก็ตามความยั่งยืนยังคงเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ระยะยาวของ MINT ทั้งในธุรกิจไมเนอร์ โฮเทลส์ และไมเนอร์ ฟู้ด บริษัทเองจะยังเดินหน้าดำเนินโครงการด้านประสิทธิภาพพลังงาน การลดของเสีย การจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่องต่อไป
คุณดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม MINT กล่าวทิ้งท้ายว่า
“ผลการดำเนินงานในปี 2568 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มธุรกิจระดับโลกที่มีความหลากหลายของ MINT และความสามารถของเราในการแปลง Momentum ของรายได้ให้เป็นกำไรที่มีคุณภาพสูงขึ้น เราก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยความชัดเจนของการเติบโต ฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น และแรงส่งที่เร่งตัวของกลยุทธ์การขยายธุรกิจแบบ Asset-Light”





