ในยุคที่โลกหมุนเร็วจนน่าเวียนหัว เศรษฐกิจผันผวน และภัยธรรมชาติกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว คำถามที่คนหาที่อยู่อาศัยถามตัวเองอาจเปลี่ยนไป จากเดิมที่เคยถามว่า “ที่ไหนสวยสุด?” หรือ “ที่ไหนถูกสุด?” วันนี้คำถามที่ดังก้องในใจผู้บริโภคกลับกลายเป็น “อยู่ที่ไหน...แล้วเราจะปลอดภัยที่สุด?”
ท่ามกลางสงครามราคาและการแข่งขันด้านดีไซน์ที่ดุเดือด “ศุภาลัย” กลับเลือกเดินในเส้นทางที่ต่างออกไป ไม่ใช่การตะโกนขายความหรูหราฉาบฉวย แต่เป็นการก้มหน้าก้มตาสร้าง “รากฐาน” ที่มองไม่เห็น
CREATIVE TALK ชวนถอดรหัสเบื้องหลังวิธีคิดของแบรนด์อสังหาฯ รุ่นเก๋า ที่พิสูจน์แล้วว่า ในวันที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน “Brand Trust” หรือความไว้ใจ คือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด และนี่คือบทเรียนการสร้างที่อยู่อาศัยที่ไม่ได้มองแค่เทรนด์ปีหน้า แต่มองข้ามช็อตไปถึงคุณภาพชีวิตในระยะยาว
อย่าแค่ออกแบบห้อง แต่จงออกแบบ “พื้นที่ปลอดภัยทางความรู้สึก” (Psychological Safety)
เทรนด์หนึ่งที่มาแรงที่สุดในขณะนี้คือ Solo Economy หรือเศรษฐกิจของคนอยู่คนเดียว ข้อมูลชี้ชัดว่าคนรุ่นใหม่เลือกที่จะใช้ชีวิตลำพังมากขึ้น แต่ความท้าทายของนักพัฒนาอสังหาฯ คือ จะทำอย่างไรให้ “การอยู่คนเดียว” ไม่กลายเป็น “ความโดดเดี่ยว”
ศุภาลัยให้ความสำคัญกับ ความกว้างและพื้นที่ใช้สอยที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริง เพราะเชื่อว่าแม้จะอยู่คอนโดฯ แต่ทุกคนควรมี Space ของตัวเองได้อย่างสบายใจ เป็นพื้นที่ที่ใช้งานได้จริงและรองรับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนได้ครบถ้วน
Insight: คนอยู่คนเดียวต้องการ "อิสระ" แต่ก็ยังโหยหา "การเชื่อมโยง"
Solution: แนวคิด “Me Corner” ของศุภาลัย จึงไม่ใช่แค่การวางเฟอร์นิเจอร์ แต่คือการออกแบบ Adaptive Space ที่ยืดหยุ่นพอให้ผู้อยู่อาศัยเปลี่ยนมุมห้องธรรมดา ให้เป็น Safe Zone ส่วนตัว เป็นพื้นที่ทำงานที่เงียบสงบ หรือเป็นมุมพักผ่อนที่ชาร์จพลังชีวิต โดยยังคงระยะห่างที่พอดี (Privacy) แต่ไม่ตัดขาดจากโลกภายนอก
นี่คือตัวอย่างของการใช้ ความเข้าใจ นำหน้าดีไซน์ เพราะบ้านที่ดีต้องรองรับ “อารมณ์” ของผู้อยู่อาศัยได้ ไม่ใช่แค่รองรับข้าวของเครื่องใช้
‘ศุภาลัย’ เล็งเห็นเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้น ได้นำแนวคิด ‘Me Corner’ เป็นคอนเซปต์ในการออกแบบคอนโดมิเนียมเพื่อให้ทุก ๆ ตารางนิ้วในห้องเป็นพื้นที่ที่ผู้อยู่อาศัยปรับเปลี่ยนได้ตามใจชอบ ต้องดึงความยืดหยุ่น ปลอดภัย เข้าไปผนวกรวม ทำอย่างไรให้ผู้อยู่รู้สึกเป็นส่วนตัวแต่ก็ไม่ได้โดดเดี่ยวมากจนเกินไปด้วย
ความรับผิดชอบที่แท้จริง วัดกันตอนเกิดวิกฤต
แม้จะปรับตัวไปตามเทรนด์ของยุคสมัย แต่ชีวิตก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ทุกเมื่อ ในรอบ 1-2 ปีมานี้ คอนโดมิเนียมของศุภาลัยต้องประสบกับเหตุการณ์ใหญ่ ๆ สองครั้ง ครั้งล่าสุดคือวิกฤตการณ์อุทกภัยน้ำท่วมภาคใต้เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา
โดย ศุภาลัย เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายแรกที่ดำเนินการช่วยเหลือเชิงรุก โดยเร่งส่งมอบถุงยังชีพกว่า 2,500 ถุง ให้แก่ลูกบ้านใน 14 โครงการ ในอ.หาดใหญ่ ที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด รวมถึงดูแลบุคลากรที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แม่บ้าน และพนักงานโครงการทุกท่าน
หรือก่อนหน้านี้กับเหตุการณ์แผ่นดินไหวปี 2568 ทีมศุภาลัยสามารถเข้าตรวจคอนโดมิเนียมทุกที่ในประเทศให้แล้วเสร็จได้ภายใน 2 วัน ประสานงานกับซัพพลายเออร์เพื่อให้ลูกบ้านได้ราคาสินค้าที่ดีที่สุด ทำงานกับท้องถิ่นเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น
ที่ผ่านมา ‘ศุภาลัย’ ทำงานภายใต้วิสัยทัศน์หลักที่เป็นธงของการทำงาน ว่าด้วย ‘วัฒนธรรมของความรับผิดชอบ’ แต่ลงมือทำทันทีหรืออยู่กับลูกบ้านเมื่อพวกเขาต้องเจอกับสภาวะวิกฤติ ต้องไม่ปล่อยให้ลูกบ้านอยู่กับปัญหาแต่เพียงผู้เดียว อีกส่วนที่ ‘ศุภาลัย’ มองเห็น คือแม้ทุกวันนี้เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวดีนัก แต่ตนเองเชื่อมั่นว่า ‘ราคา’ ยังไม่ใช่ปัจจัยหลักที่จะเป็นตัวตัดเชือก เพราะตอนนี้ลูกค้ามองหาสิ่งที่ ‘เชื่อมั่นได้มากที่สุด’ ต่างหาก
ความไว้ใจ (Trust) ไม่ได้สร้างในวันที่ท้องฟ้าสดใส แต่สร้างในวันที่พายุเข้า และแบรนด์ที่ยืนเคียงข้างลูกค้าในวันนั้น จะนั่งอยู่ในใจลูกค้าตลอดไป
คุณภาพที่มองไม่เห็น สำคัญกว่าความสวยงามที่ฉาบฉวย
ในยุคที่ผู้คนฉลาดเลือกและมองหา Holistic Value (ความคุ้มค่าแบบองค์รวม) การขายแค่เปลือกนอกอาจใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป
ปรัชญา Quality Begins Inside ของศุภาลัย สะท้อนวิธีคิดแบบ Long-termist หรือคนที่มองการณ์ไกล เพราะ “บ้าน” ไม่ใช่สินค้าแฟชั่นที่ใส่แล้วทิ้ง แต่เป็นสินทรัพย์ที่ต้องอยู่กับเราไปทั้งชีวิต
การกล้าเปิดบ้าน Supalai Experience Home ให้ลูกค้าเห็นไส้ใน ตั้งแต่เสาเข็ม ระบบไฟ ไปจนถึงระบบน้ำที่ซ่อนอยู่ในผนัง คือความกล้าหาญที่จะบอกว่า “เราไม่มีอะไรต้องปิดบัง” ศุภาลัยเลือกใช้วัสดุมาตรฐานเดียวกันไม่ว่าโครงการจะราคาเท่าไหร่ เพราะเชื่อว่า "โครงสร้างที่แข็งแรง" คือจุดเริ่มต้นของชีวิตที่มั่นคง
“คำตอบของเรื่องนี้ไม่ใช่โปรโมชัน ลด แลก แจก แถม แต่คือ “คุณภาพ” ที่เราสร้างขึ้นตั้งแต่จุดเริ่มต้นของบ้านทุกหลัง เราเรียกแนวคิดนี้ว่า ‘Quality Begins Inside’ คุณภาพที่แท้จริง ไม่ได้อยู่แค่สิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่เริ่มตั้งแต่สิ่งที่อยู่ภายใน ไม่ว่าจะเป็น โครงสร้าง ระบบ และกระบวนการก่อสร้างทุกขั้นตอน ปีนี้เรากล้าเปิดบ้าน ‘SUPALAI EXPERIENCE HOME’ เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นด้วยตัวเองว่า เบื้องหลังบ้านหนึ่งหลังของศุภาลัย ถูกสร้างขึ้นด้วยหลักวิศวกรรมและความพิถีพิถันอย่างไร ตั้งแต่เหล็ก โครงสร้าง ระบบไฟฟ้า ไปจนถึงรายละเอียดเล็กที่สุดที่ส่งผลต่อความปลอดภัยและความสบายในระยะยาว”
มองให้ไกลกว่าเทรนด์ คือการมองเห็น “ความยั่งยืน”
เมื่อถามถึงอนาคตปี 2026 ศุภาลัยไม่ได้มองแค่ว่าจะมี Gadget อะไรใหม่ๆ เข้ามาในบ้าน แต่มองไปถึงพื้นฐานการใช้ชีวิตที่ยั่งยืนจริงๆ ผ่าน 2 แกนหลัก ได้แก่
1. Wellness & Sustainability: ไม่ใช่แค่ปลูกต้นไม้เอาใจสายเขียว แต่คือการออกแบบทิศทางลมและแสงธรรมชาติ (Passive Design) ให้บ้านอยู่สบายโดยไม่ต้องพึ่งแอร์ตลอดเวลา เป็นการดูแลสุขภาพผู้อยู่อาศัยพร้อมๆ กับดูแลโลก
2. Resilient Design: การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ ทั้งระบบโครงสร้างและระบบ AI Smart Home ที่คอยเฝ้าระวังความปลอดภัย นี่คือการออกแบบโดยคิดเผื่ออนาคต เพื่อให้บ้านเป็น "ป้อมปราการ" ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับทุกคน
เรื่องราวของศุภาลัยสะท้อนให้เห็นว่า การทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในวันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการสร้างตึกสูงเสียดฟ้า หรือหมู่บ้านที่หรูหราโอ่อ่า แต่คือเรื่องละเอียดอ่อนของ “การสร้างความไว้ใจ”
ในวันที่โลกภายนอกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การมีบ้านสักหลังที่ทำให้เรารู้สึก “วางใจ” ได้ว่าจะมีคนดูแล ทั้งในวันที่ท่อน้ำแตก วันที่แผ่นดินไหว หรือวันที่เราแก่ตัวลง... นั่นอาจเป็นความหรูหรา (Luxury) ที่แท้จริงที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งต้องการ