ในวันที่เศรษฐกิจยังผันผวน ต้นทุนสูงขึ้น และ SMEs จำนวนมากยังต้องต่อสู้กับโจทย์เดิม ๆ อย่างการหาเงินทุนหมุนเวียน คำว่า “สินเชื่อ” อาจไม่ได้เป็นแค่เรื่องของเงินอีกต่อไป แต่อาจหมายถึงเรื่องของโอกาส
🔥 โอกาสในการประคองธุรกิจ
🔥 โอกาสในการจ้างงานต่อ
🔥 โอกาสในการขยายกิจการ
🔥 โอกาสในการอยู่รอดในวันที่สภาพแวดล้อมทางธุรกิจเปลี่ยนเร็วกว่าเดิม
นี่คือเหตุผลที่บทบาทของ บสย. หรือ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียง “ผู้ค้ำประกันสินเชื่อ” เท่านั้น แต่กำลังขยับสู่บทบาทใหม่ในฐานะเครื่องมือสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงสินเชื่อ และเป็นประตูเชื่อม SMEs ไทยเข้าสู่โอกาสทางการเงินในระบบ
ภายใต้แนวคิด “บสย. คือโอกาสทุกช่วงชีวิตของ SMEs” บสย. ได้แถลงผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 พร้อมเปิดตัวโครงการใหม่ “เครดิตพลัส” เพื่อเดินหน้าช่วย SMEs ไทยเข้าถึงแหล่งทุนได้ต่อเนื่องมากขึ้น
เพราะในโลกธุรกิจวันนี้ การมีสินค้าที่ดีอาจยังไม่พอ ถ้าไม่มีสภาพคล่องพอให้ธุรกิจเดินต่อ
ยอดค้ำประกันครึ่งปีแรกโต 129% สะท้อนบทบาท บสย. ในการพยุงสินเชื่อ SMEs
ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 บสย. มียอดค้ำประกันสินเชื่อ 44,570 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 129% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ตัวเลขนี้ไม่ได้สะท้อนแค่การเติบโตของ บสย. แต่ยังสะท้อนบทบาทสำคัญในการช่วยพยุงสินเชื่อ SMEs ที่หดตัวต่อเนื่องมากว่า 3 ปี ให้สามารถเข้าถึงเงินทุนในระบบสถาบันการเงินได้มากขึ้น
จากการดำเนินงานดังกล่าว ก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบสถาบันการเงิน 50,167 ล้านบาท ช่วยให้ SMEs ได้รับสินเชื่อ 50,029 ราย รักษาการจ้างงานได้ 342,720 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 219,730 ล้านบาท
พูดง่าย ๆ คือ การค้ำประกันสินเชื่อไม่ได้จบแค่การทำให้ธุรกิจหนึ่งรายได้เงินทุน แต่ยังเชื่อมต่อไปถึงการจ้างงาน รายได้ของครอบครัว และการหมุนเวียนของเศรษฐกิจฐานราก
โดยประเภทธุรกิจที่ได้รับการค้ำประกันสูงสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ ภาคบริการ อาหารและเครื่องดื่ม และการผลิตสินค้าและการค้าอื่น ๆ ซึ่งรวมกันคิดเป็น 54% ของยอดค้ำประกันทั้งหมด
ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน การบริโภค และบริการ ยังเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย และยังต้องการเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยให้เดินหน้าต่อได้ในวันที่ต้นทุนและความเสี่ยงยังสูง
“Quick Big Win” กับบทพิสูจน์ว่า การออกแบบมาตรการที่ตรงจุดช่วย SMEs ได้จริง
หนึ่งในมาตรการสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs คือ “ค้ำประกันสินเชื่อ Quick Big Win” วงเงิน 50,000 ล้านบาท
ตั้งแต่เริ่มโครงการในเดือนธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 มียอดค้ำประกันสินเชื่อ 44,800 ล้านบาท ช่วย SMEs ได้รับสินเชื่อ 52,116 ราย
ความสำเร็จของมาตรการนี้มาจากการออกแบบที่พยายามลดอุปสรรคในการเข้าถึงสินเชื่อ เช่น ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก อัตราค่าธรรมเนียมเริ่มต้นที่ 1% การนำเครื่องมือ Risk-based Pricing มาใช้ในการพิจารณาค้ำประกัน และการเพิ่มอัตราชดเชย NPL เพื่อสร้างความมั่นใจให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้ SMEs มากขึ้น
อีกจุดที่น่าสนใจคือ การแบ่งมาตรการออกเป็น 3 โครงการย่อย เพื่อให้ตอบโจทย์ SMEs ต่างกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น Smart Win สำหรับ Micro SMEs, Go Big สำหรับ SMEs ทั่วไป และ Quick LG สำหรับผู้รับเหมาก่อสร้างหรือจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐ
นี่คือสิ่งที่ทำให้มาตรการไม่ได้เป็นเพียงวงเงินก้อนใหญ่ แต่เป็นเครื่องมือที่ถูกออกแบบให้กระจายไปถึงธุรกิจหลายขนาด หลายอุตสาหกรรม และหลายรูปแบบความต้องการ
เติมทุนและปลดล็อก SMEs ไทย ด้วย “เครดิตพลัส”
เพื่อเดินหน้าช่วยเหลือ SMEs อย่างต่อเนื่อง บสย. ได้เปิดตัวโครงการค้ำประกันสินเชื่อใหม่ “เครดิตพลัส” หรือ Credit Plus วงเงิน 20,000 ล้านบาท
เป้าหมายของโครงการนี้คือการเติมทุน สร้างโอกาส และปลดล็อก SMEs ไทยให้เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น โดยร่วมมือกับสถาบันการเงินทุกแห่ง
จุดเด่นของเครดิตพลัสมี 4 เรื่องหลัก คือ
- ค้ำประกันต่อรายเริ่มต้น 10,000 บาท สูงสุด 100 ล้านบาท
- ตอบโจทย์ SMEs ทุกกลุ่ม
- ค่าธรรมเนียมต่ำ เริ่มต้นเพียง 1.25% ต่อปี
- ค้ำประกันสูงสุด 10 ปี
สิ่งสำคัญคือ โครงการนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อช่วยเฉพาะ SMEs ขนาดใดขนาดหนึ่ง แต่ครอบคลุมตั้งแต่ Micro SMEs ไปจนถึง SMEs รายใหญ่ที่ต้องการต่อยอดธุรกิจ
จากวงเงินโครงการค้ำประกัน 20,000 ล้านบาท บสย. คาดว่าจะก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบสถาบันการเงิน 26,900 ล้านบาท ช่วย SMEs ได้รับสินเชื่อเพิ่มขึ้น 9,075 ราย รักษาการจ้างงานได้ 194,000 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 98,600 ล้านบาท
พูดให้เห็นภาพง่ายขึ้น เครดิตพลัสไม่ได้เป็นแค่ “โครงการสินเชื่อใหม่” แต่เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้ SMEs ที่มีศักยภาพ แต่ยังติดข้อจำกัดบางอย่างในการเข้าถึงทุน มีโอกาสเข้าใกล้แหล่งเงินทุนในระบบมากขึ้น
จากเดิมที่หลายคนอาจมอง บสย. เป็นองค์กรที่ทำงานอยู่ “หลังแบงก์” บทบาทใหม่ของ บสย. คือการเป็น “ผู้สร้างโอกาส” ให้ SMEs ไทย
หัวใจของการ Repositioning ครั้งนี้คือการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสินเชื่อ และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ SMEs โดยใช้ Digital เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
หนึ่งในแผนยกระดับคือ “บสย. พร้อมพลัส+” หรือ TCG Prompt Plus เพื่อเชื่อม บสย. เข้าสู่ระบบนิเวศดิจิทัลทางการเงิน และรองรับการเชื่อมต่อกับ Virtual Bank ในอนาคต
ทิศทางครึ่งปีหลังของ บสย. จะเน้น 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การสร้าง API Gateway เพื่อให้ผู้เล่นทางการเงินใหม่ ๆ เชื่อมต่อบริการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. ได้แบบไร้รอยต่อ การขับเคลื่อนโครงการ SMEs Credit Boost เพื่อกระตุ้นสินเชื่อ SMEs ที่หดตัว การยกระดับ LINE OA ให้เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ SMEs ใช้งานได้ง่ายขึ้น และการเตรียมเดินหน้าค้ำประกันรายใบ Individual Guarantee ด้วยเครื่องมือเครดิตสกอริ่ง
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า บสย. ไม่ได้ต้องการเป็นเพียงหน่วยงานที่ช่วยค้ำประกันสินเชื่อในจังหวะที่ SMEs ต้องการเงินทุนเท่านั้น แต่กำลังสร้างโครงสร้างใหม่ที่ทำให้บริการทางการเงินเข้าถึงง่ายขึ้น เร็วขึ้น และเชื่อมต่อกับผู้เล่นใหม่ในระบบการเงินได้มากขึ้น
สำหรับ SMEs จำนวนมาก ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ไม่มีศักยภาพ แต่อยู่ที่เข้าไม่ถึงโอกาสทางการเงินที่เหมาะสม เพราะสำหรับ SMEs บางราย สินเชื่อหนึ่งก้อนอาจไม่ใช่แค่เงินทุนหมุนเวียน
แต่อาจเป็นโอกาสในการรักษาคน, โอกาสในการขยายกิจการ, โอกาสในการกลับมาเติบโต
และโอกาสในการเดินต่อบนเส้นทางธุรกิจอย่างมั่นคงกว่าเดิม