เคยสงสัยไหมว่า.. ทำงานหนักก็จริง แต่ทำไมผลงานไม่ออกมาดีอย่างที่คิด?
หลายคนคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” คนทำงานเลยอาจคิดว่า ถ้าอยากให้งานออกมาดี ก็ต้องพยายามให้สุด เช่น ทำงานข้ามคืน จากเที่ยงคืนจนถึงเช้า เพราะเชื่อว่าถ้ายิ่งฝืน ยิ่งอึด ผลลัพธ์จะยิ่งดี แต่ในความเป็นจริงแล้วการทำงานไม่จำเป็นต้องแลกกับลงแรงอย่างหนักเสมอไป แถมยังพาลให้เราหมดไฟไปโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย
ในบทความนี้เราจะพามารู้จักกับ ‘กฎแห่งความพยายามน้อยที่สุด (Law of Least Effort)’ ที่ทำให้เราพยายามน้อยลง แต่ยังคงได้ผลลัพธ์ที่ดีอยู่เหมือนเดิมได้
กฎแห่งความพยายามน้อยที่สุด (Law of Least Effort) มาจากหนังสือ The seven spiritual laws of success : a practical guide to the fulfillment of your dreams กฎนี้เกิดขึ้นมาจากการมองความเป็นอยู่ของธรรมชาติ คุณ Deepak Chopra ผู้เขียนหนังสือกล่าวว่า ถ้าเราสังเกตธรรมชาติ จะเห็นว่าสิ่งต่าง ๆ ใช้ความพยายามน้อยมาก
🌿 หญ้าไม่ได้พยายามงอก มันแค่งอก
🐟 ปลาไม่ได้พยายามว่าย มันแค่ว่าย
🌷ดอกไม้ไม่พยายามบาน มันก็บาน
🐦 นกไม่พยายามบิน มันก็บิน
🌏 โลกไม่ได้พยายามหมุน แต่เป็นธรรมชาติของโลกที่เคลื่อนผ่านอวกาศ
ทั้งหมดนี่คือธรรมชาติที่เกิดขึ้นเอง บทเรียนพวกนี้จะช่วยให้เราได้เรียนรู้ และทำสิ่งที่ต้องการให้สำเร็จได้ง่ายขึ้น
การพยายามน้อยที่สุดเกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่เราทำมีแรงจูงใจมาจากความรัก ไม่ใช่เพราะอยากเอาชนะ หรืออยากควบคุมใคร เพราะแรงขับเคลื่อนแบบนั้นทำให้หมดแรง และส่งผลเสียในระยะยาว กลับกันถ้าลงมือทำด้วยความรัก จะมีพลังเพิ่มขึ้น เพราะไม่ต้องเหนื่อยกับการเอาชนะทุกคน แต่ได้ใช้พลังไปกับสิ่งที่อยากทำจริง ๆ และเมื่อเราปรับตัวให้เข้ากับความต้องการ และความเรียบง่ายของตัวเองได้ ก็จะสร้างความสำเร็จและความสุขได้ด้วยความพยายามน้อยลงนั่นเอง
3 สิ่งที่คุณต้องทำถ้าอยากเป็นคนที่ ‘พยายามน้อยที่สุด’ แต่ได้ผลลัพธ์ที่ดี
1. ‘ยอมรับ’ ให้ไว และไม่ต้องฝืนเกินแรง
สิ่งแรกที่ต้องทำคือการยอมรับ ทั้งผู้คน และเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้เป็นอย่างที่เป็นอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่อยากให้เป็น ไม่ต่อต้าน และไม่ฝืนจนเกินไป ซึ่งเมื่อยอมรับแล้ว ก็จะจัดการอารมณ์ตัวเองได้ดีขึ้น มองเห็นปัญหา และทางออกได้ชัดมากขึ้น เช่น
หัวหน้าเคยจู้จี้มาก ทีมเลยทำงานช้า เพราะต้องวนแก้หลายรอบ แต่เมื่อยอมรับว่า “ดีเทลบางอย่างไม่ได้ส่งผลต่อผลลัพธ์จริง ๆ” ก็ช่วยให้การทำงานน้อยลง ทีมทำงานได้เร็วขึ้น และหัวหน้าก็ไม่ต้องเปลืองแรงไปโดยเสียเปล่า
หัวหน้าบางคนพยายามทำทุกเรื่องพร้อมกัน จนเหนื่อยและไม่เห็นผลชัดเจน ดังนั้นต้องยอมรับว่าในสัปดาห์หนึ่งทำได้ดีจริง ๆ แค่ 2–3 เรื่องสำคัญเท่านั้น และเลือกทำในสิ่งจำเป็นในวันนั้น ๆ เพื่อไม่ให้งานที่ทำไปผิดพลาด และลดการทำงานที่หนักจนเกินไป เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดี
2. ‘รับผิดชอบ’ สิ่งที่เจอ แล้วใช้มันเป็นโอกาสในการแก้ปัญหา
ต่อจากการยอมรับ คือความรับผิดชอบกับสถานการณ์ที่กำลังเจอ หาวิธีการรับมือให้ออกมาดีที่สุด เพราะทุก ๆ ปัญหาจะมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองใหม่ และอาจช่วยให้เราโตขึ้นได้แบบที่นึกไม่ถึงตัวจากความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมาได้ เช่น เมื่องานผิดพลาดแทนที่โทษคนอื่น ว่า “ทำไมผิดซ้ำอีก” หัวหน้าที่รับผิดชอบสถานการณ์จะเลือกถามว่า “ขั้นตอนไหนที่พลาด แล้วเราปรับยังไงได้บ้าง?” วิธีนี้ช่วยให้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และลดความเหนื่อยของหัวหน้าลง เพราะไม่ต้องอธิบายซ้ำหรือไล่ตามเช็กงานตลอดเวลา
3. เลิก ‘ตั้งกำแพงของตัวเอง’ และยืดหยุ่นกับคนอื่น
สิ่งสุดท้ายเป็นการไม่เอาตัวเองเป็นหลัก คนส่วนใหญ่เสียเวลาไปกับการให้ทุกคนทำตามสิ่งที่ตัวเองคิด และอาจเกิดอคติ หรือมีความรู้สึกไม่ยอมรับเมื่อความเห็นไม่ตรงกัน ดังนั้นถ้าเปลี่ยนจากการสู้เพื่อให้ความคิดตัวเองชนะ เปลี่ยนมาเป็นการยืดหยุ่น ไม่ยึดติดกับการเป็นคนที่ถูกตลอด ก็จะปรับตัวกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น และรับมือได้มากขึ้น เช่น
หัวหน้าไม่ต้องเป็นคนแก้ทุกอย่างเองในทุกเรื่อง ปกติแล้วหัวหน้าอาจพยายามแก้ให้ละเอียดทุกจุด เพราะคิดว่าต้องถูกต้องที่สุด แต่เมื่อไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางและลองยืดหยุ่นเปิดพื้นที่ให้ทีมเสนอวิธีแก้ปัญหาเองบ้าง เช่น การถามว่า “คิดว่าเราควรเริ่มตรงไหนดี” ทีมจะมีส่วนร่วมมากขึ้น และหัวหน้าไม่ต้องคิดเองทุกเรื่อง ความเหนื่อยลดลง แต่คุณภาพงานดีขึ้นเพราะทีมมีความเป็นเจ้าของงานมากขึ้น
หัวหน้า ไม่ต้องเสียแรงเถียงเพื่อเอาชนะ หลายครั้งความเห็นไม่ตรงกันทำให้หัวหน้าใช้พลังไปกับการอธิบายเพื่อให้ทีมเห็นด้วยกับตัวเอง แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้วิธีถามเหตุผล เช่น“ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าทำไมถึงคิดแบบนี้?” หัวหน้าจะเข้าใจทีมเร็วขึ้น ลดการต่อต้านทางความคิดที่เสียเวลา และได้ทางออกเร็วขึ้น เป็นการใช้แรงน้อยลง แต่ได้ข้อมูลมากขึ้น และตัดสินใจง่ายขึ้น
การรวมกันของการยอมรับ, ความรับผิดชอบ และการไม่ตั้งการป้องกันตนเอง ทำให้การใช้ชีวิตเรียบง่าย และไม่รู้สึกฝืน แค่ตั้งใจทำในสิ่งที่อยากทำ ไม่ต้องเครียดหรือกดดันตัวเอง ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ และเวลาที่ใช่จะมาเอง
เรียบเรียง: ธัญวรัตน์ ปกรณ์รัศมี
ที่มา
- Understanding the Law of Least Effort in Life
- The Law of Least Effort
- The Law of Least Effort vs Hard Work - Which is better? - Part 2