ในโลกธุรกิจหลายครั้งเรามักได้ยินคำแนะนำเหล่านี้บ่อยครั้งว่า ถ้าจะเริ่มทำแบรนด์ ต้องเริ่มจากการหา Pain Point ให้เจอ, ต้องรู้ว่าตลาดขาดอะไร, ต้องตอบโจทย์ผู้บริโภคให้ชัด, ต้องคิดแบบธุรกิจตั้งแต่วันแรกที่เริ่ม แต่เรื่องราวของแบรนด์ Tie A Knot นั้น อาจพาเราเห็นอีกมุมหนึ่งว่า บางครั้งธุรกิจไม่ได้เริ่มจากการนั่งวิเคราะห์ตลาดอย่างเข้มข้นเสมอไป เพราะบางแบรนด์เริ่มจากสิ่งที่เรียบง่ายกว่านั้นมาก

ต่อต้าน - คณาธัช อินทรขาว เจ้าของแบรนด์ Tie a knot ผู้ที่ต้านความเชื่อเดิม ๆ แล้วหันมาเชื่อในสิ่งที่ตัวเองรักอย่างการ ‘ชอบแต่งตัว’ ชอบทำให้ลุคที่ใส่ออกมาสนุกขึ้น และวันหนึ่งคุณต่อต้านก็ได้หยิบเนกไทขึ้นมาผูกเล่นก่อนออกจากบ้านไปปาร์ตี้ จากจุดเริ่มต้นในวันนั้นทำให้เขาเห็นโอกาสบางอย่าง โดยที่ไม่มีใครคิดว่า ‘เนกไท’ ชิ้นนั้นจะกลายเป็นจุดตั้งต้นของแบรนด์ในวันนี้
ไม่มีใครรู้ว่าจากไอเท็มที่ดูเหมือนแฟชั่นเล่น ๆ วันหนึ่งจะกลายเป็นสินค้า ที่ทั้งคนสายแฟชั่น, first jobber, คนทำงานออฟฟิศ, นักวิจัย, นักวิทยาศาสตร์ ไปจนถึงลูกค้าต่างประเทศ หยิบไปใส่ในชีวิตจริง
และยิ่งไม่มีใครคิดว่าแบรนด์ที่เริ่มจากความสนุกส่วนตัว จะเติบโตจนมีรายได้ประมาณ 2 ล้านบาทในปีล่าสุด ซึ่งแบรนด์ยังพึ่งจะจดทะเบียนได้ไม่ถึงปี
มีคอลแลบกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Disney และเริ่มกลายเป็นชื่อที่คนจดจำได้ในฐานะแบรนด์ไทยที่มีคาแรกเตอร์ชัดมากแบรนด์หนึ่ง
ไหนจะสร้างปรากฎการณ์ที่คาดไม่ถึงอย่างการที่ มิลลิ (MILLI) หยิบเนกไทปลาสวมใส่ขึ้นโชว์ในรายการ SHOW ME THE MONEY 12

สำหรับใครที่กำลังทำแบรนด์ หรือกำลังพยายามเปลี่ยนความชอบของตัวเองให้กลายเป็นธุรกิจ เรื่องของ Tie A Knot น่าจะให้คำตอบบางอย่างได้ดีทีเดียว เพราะถ้ามองลึกลงไปมากกว่าแค่ความน่ารักของโปรดักต์ สิ่งที่ Tie A Knot กำลังทำอยู่…..
ไม่ได้มีแค่การขายเนกไท แต่คือการเปลี่ยนไอเดียสร้างสรรค์ให้กลายเป็นธุรกิจที่คนอยากหยิบไปใช้จริง และนี่คือ 6 บทเรียนทำธุรกิจสร้างสรรค์ ที่น่าสนใจจากวิธีคิดของคุณต่อต้าน และการเติบโตของแบรนด์ Tie A Knot


1. จุดเริ่มต้นของธุรกิจดี ๆ บางครั้ง ไม่ได้มาจาก Pain Point
แต่มันเริ่มจากคำว่า ‘เราอยากใส่อะไร’ ก่อนจะมาเป็น Tie A Knot คุณต่อต้านเรียนแฟชั่นที่ College of Creative Industry SWU และเริ่มทำแบรนด์มาตั้งแต่ตอนเรียนปี 2 โดยใช้ชื่อแบรนด์ว่า ‘ต่อต้าน’ มาก่อน แบรนด์ในตอนนั้นเป็นงานที่ค่อนข้างแสดงตัวตนชัด มีความสนุก ดื้อ ๆ กวน ๆ ตามคาแรกเตอร์ของเจ้าตัว แต่ก็เป็นงานที่ออกไปทาง Conceptual พอสมควร คือมีความเป็นแฟชั่นที่ใช้สื่อสารตัวตน มากกว่าจะเป็นของที่คนทั่วไปหยิบไปใช้ได้ทุกวัน
โดยจุดเปลี่ยนจริง ๆ เกิดขึ้นในช่วงที่คุณต่อต้านกำลังจะออกไปปาร์ตี้ แต่ไม่มีเสื้อผ้าที่รู้สึกว่าใช่พอ มีเพียงกางเกงตัวหนึ่งที่อยากใส่ แต่ยังไม่มีท่อนบนที่แมตช์กัน สุดท้ายสายตาไปสะดุดเข้ากับเนกไท และแทนที่จะหยิบเนกไทแบบเดิมมาใส่ เขากลับ ‘ทำใหม่’ ขึ้นมาก่อนออกจากบ้านแค่ประมาณหนึ่งชั่วโมง นั่นคือจุดเริ่มต้นของเนกไทเปลี่ยนชีวิต
หลังจากจุดเปลี่ยนของชีวิตที่มีคนเริ่มให้ความสนใจหน้าตาเนกไทสุดแปลกตานี้ สิ่งที่คุณต่อต้านให้ความสำคัญต่อมาคือ สัญญาณความสนใจ เมื่อใส่เนกไทชิ้นนั้นออกไป มีคนเริ่มถาม, เริ่มมอง, เริ่มรู้สึกว่ามันน่ารัก, มันสนุก, มันแปลกแบบที่เข้าถึงได้ หลังจากนั้น เขาจึงเริ่มหยิบเนกไทมาเล่นกับลุคของตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วพบว่าไอเท็มชิ้นนี้มีศักยภาพบางอย่างที่น่าสนใจมาก
เพราะมันเป็นของที่คนคุ้นเคยอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาเนกไทมักถูกแปะป้ายอยู่กับความ formal กับชุดสูทกับภาพจำของการแต่งตัวที่หลายคนไม่ได้รู้สึกสนุกด้วยเท่าไร Tie A Knot จึงไม่ได้เข้ามาสร้างของใหม่จากศูนย์ แต่มันคือการหยิบของเก่าที่คนรู้จักดีอยู่แล้วมา ‘ตีความใหม่’ ให้มันมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง
ความคิดสร้างสรรค์ในธุรกิจ ไม่ได้แปลว่าต้องสร้างสิ่งที่โลกไม่เคยมี แต่มันอาจเป็นการหยิบสิ่งที่คนเคยเบื่อ แล้วทำให้เขาอยากกลับมามองมันอีกครั้ง
2. ลูกค้าตัวจริง อาจไม่ใช่คนที่แบรนด์คิดไว้ตอนแรกเสมอไป
หลังจากเริ่มมีคนสนใจ คุณต่อต้านจึงได้มีโอกาสลองนำสินค้านี้ไปขายในงานคราฟต์ที่เชียงใหม่ตามคำชวนของเพื่อน ตอนนั้นยังไม่ได้ใช้ชื่อแบรนด์ Tie A Knot อย่างจริงจังด้วยซ้ำ เป็นเพียงการหยิบดีไซน์ไปทดลองขายในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยคนที่ชอบแฟชั่น ชอบงานสร้างสรรค์ และเปิดรับของใหม่ ๆ อยู่แล้ว
ซึ่งพื้นที่ทดลองในวันนั้นเป็นการช่วยยืนยันว่า ไอเดียนี้อาจไปต่อได้จริง เพราะตั้งแต่วางขายก็ชวนลูกค้าแวะมาดู แวะมาซื้อกันมากมาย จากวันนั้นชื่อแบรนด์ Tie A Knot จึงค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในฐานะแบรนด์ที่พร้อมจะลุยกับโลกธุรกิจจริง ๆ โดยช่วงแรก คุณต่อต้านคิดว่าลูกค้าหลักของแบรนด์น่าจะเป็นคนที่ชอบแฟชั่น ชอบแต่งตัว หรือทำงานสายครีเอทีฟ แต่ในความเป็นจริงแล้วมันถูกแค่ส่วนหนึ่ง
เพราะหลังจากแบรนด์โตขึ้น คุณต่อต้านกลับพบว่ามีลูกค้าอีกกลุ่มที่น่าสนใจมาก และเป็นกลุ่มที่ไม่ได้คาดคิดในตอนแรกเลย นั่นคือกลุ่มคนที่เอา Tie A Knot ไปใส่ในชุดทำงานจริง ยิ่งไปกว่านั้น ลูกค้าต่างประเทศหลายคนยังเป็นคนทำงานสายวิชาการ เช่น นักวิจัย, นักวิทยาศาสตร์ หรือคนที่มี bonding กับสัตว์หรือสปีชีส์บางชนิดเป็นพิเศษ

หลายครั้งแบรนด์ไม่ได้โตเพราะเรารู้ทุกอย่างตั้งแต่วันแรก แต่มันโตเพราะเราเปิดใจพอจะเห็นว่า ผู้คนกำลังเอาสิ่งที่เราทำไปใช้ในแบบที่เราไม่เคยคาดคิด
นี่ถือเป็นอีกหนึ่งจุดที่คนทำธุรกิจหลายคนพลาด เพราะมัวแต่หลงอยู่กับภาพลูกค้าในหัวของตัวเอง จนไม่ทันสังเกตว่าลูกค้าตัวจริง แท้จริงแล้วอาจไม่เหมือนกับภาพที่คิดไว้ Tie A Knot จึงเป็นตัวอย่างที่ดีมากของแบรนด์ที่พร้อมจะเรียนรู้จากพฤติกรรมลูกค้าไปด้วย
อีกส่วนที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ แบรนด์ Tie A Knot ไม่ได้ขายแค่ของน่ารัก แต่กำลังขายมุมมองใหม่ต่อการแต่งตัวคือทำให้เนกไทที่เคยดูจริงจังกลายเป็นไอเท็มที่ playful ขึ้น ทำให้คำว่า office wear ไม่จำเป็นต้องเคร่ง แต่สามารถแมทกับชุดใส่ไปทำงานได้จริง นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Tie A Knot ถึงน่าสนใจในฐานะแบรนด์ธุรกิจสร้างสรรค์ เพราะมันไม่ได้แค่ขายสินค้าแต่มันกำลัง ‘รีดีไซน์พฤติกรรมการแต่งตัว’ ของผู้คนไปพร้อมกันด้วย
3. แบรนด์ที่เริ่มจากความชอบ จะอยู่รอดได้ ต้องพัฒนาไปสู่การ ‘เข้าใจ Insight ของคนให้เร็วพอ’
คุณต่อต้านเล่าให้ฟังว่าตอนเริ่มต้น เขาเชื่อในสิ่งที่ตัวเองทำมาก เชื่อว่ามันน่าจะไปได้ เชื่อว่าถ้าเขาชอบ ก็น่าจะมีคนที่ชอบเหมือนกัน ซึ่งความเชื่อนั้นสำคัญ เพราะถ้าคนทำแบรนด์ยังไม่เชื่อในของตัวเอง ก็ยากที่คนอื่นจะเชื่อ แต่พอแบรนด์เริ่มกลายเป็นธุรกิจจริง ๆ เขาก็พบว่า ‘แค่มีความเชื่อของตัวเองอย่างเดียวไม่พอ’
สิ่งที่จำเป็นมากขึ้นคือ ‘ต้องเข้าใจว่าคนต้องการอะไร’ นี่คือจุดเปลี่ยนจากศิลปินที่ทำของตามใจตัวเองไปสู่ ‘ผู้ประกอบการที่ยังรักษาความเป็นตัวเองไว้ แต่เริ่มอ่านคนให้ออก’
เพราะหลายครั้งคนทำธุรกิจเก่งเรื่องทำสินค้า มีความคิดสร้างสรรค์มากมาย แต่กลับไม่เก่งเรื่องมองความต้องการของคน หรือ ลูกค้า ต้องตอบให้ได้ว่าเมื่อเขาซื้อสินค้าไป เขาอยากเอามันไปใช้ทำอะไรในชีวิตประจำวัน
ระยะเวลาพิสูจน์คน คุณต่อต้าน แบรนด์ Tie A Knot ก็เริ่มตอบคำถามนี้ได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ผ่านการสังเกต การดู feedback การดูสิ่งที่ลูกค้าแท็กกลับมา และการค่อย ๆ ปรับสินค้าหรือคอลเลกชันให้เชื่อมกับสิ่งที่คนอยากใส่มากขึ้น ดังนั้นการจะออกสินค้าแต่ละชิ้นจึงไม่ได้มาจากความชอบส่วนตัวอย่างเดียวอีกต่อไป

4. หัวใจสำคัญของการทำแบรนด์แฟชั่น คือคุณภาพ + ของใหม่ และความต่อเนื่อง
Business Model ของแบรนด์นี้ถ้าเพื่อน ๆ ฟังแล้วก็อาจจะคิดว่ามันดูเรียบง่ายมาก แต่เพราะความเรียบง่ายนี้แหละ มันมีรายละเอียดที่ยิบย่อยมาก ซึ่งแบรนด์ Tie A Knot ใช้โมเดลธุรกิจที่ตรงไปตรงอย่างการขายสินค้าเป็นหลัก ผ่านช่องทางออนไลน์เป็นอันดับแรก โดยมี 3 หัวใจสำคัญในการทำแบรนด์อย่าง “คุณภาพ + ของใหม่ + ความต่อเนื่อง”
4.1 คุณภาพต้องมาก่อน
แม้แบรนด์จะมีจุดขายเรื่องดีไซน์และคาแรกเตอร์ชัด แต่คุณต่อต้าน ย้ำ!ตลอดว่าอีกสิ่งที่ซีเรียสมากคือ คุณภาพของสินค้า เขาเลือกใช้ผ้าที่ดี, คุมงานเย็บเอง, ตรวจงานเอง และให้ความสำคัญกับ QC มาก เพราะรู้ว่าลูกค้าจ่ายเงินมาแล้ว เขาก็ควรได้ของที่ดีที่สุดกลับไป เพราะต้องอย่าลืมว่าในโลกที่ของก๊อปทำได้เร็ว ซึ่งแบรนด์ Tie A Knot ก็เป็นเป้าหมายของแบรนด์ก๊อบเหล่านั้นเช่นกัน แต่จุดที่ทำให้แบรนด์ก๊อบไม่สามารถทำได้ และเป็นสิ่งที่ลอกยากที่สุดไม่ใช่แค่หน้าตาของสินค้าแต่คือ ‘ความตั้งใจในการทำของให้ดีจริง ความละเอียด และความแม่นยำในทุกขั้นตอน’ เพราะของก๊อปมักรีบทำเพื่อขาย แต่แบรนด์ตัวจริงต้องทำของให้ลูกค้าใส่แล้วมีความสุขจริง
4.2 สินค้าประเภทนี้ คนทั่วไป ไม่ได้ซื้อทุกวัน
แบรนด์จึงต้องมีของใหม่เสิร์ฟเสมอ เนกไทไม่ใช่ของกิน ไม่ใช่ของใช้ที่หมดแล้วซื้อซ้ำทันที ยิ่งเป็นเนกไทที่มีคาแรกเตอร์ชัดมาก คนยิ่งจำได้ว่าเคยใส่แล้ว คุณต่อต้านเข้าใจเรื่องนี้ดีเลยมองว่าแบรนด์ต้องออกคอลเลกชันใหม่, สัตว์ใหม่, สีใหม่ หรือไอเท็มใหม่อยู่เรื่อย ๆ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าแต่งตัวสนุกต่อได้อีก
นี่คือวิธีคิดแบบแฟชั่นที่ไม่หยุดแค่ขายของชิ้นหนึ่ง แต่ต้องคิดต่อว่า ‘จะสร้างเหตุผลใหม่ให้คนกลับมาซื้อซ้ำยังไง’
4.3 ใช้ feedback จริงมาช่วยพัฒนาของ
บางคอลเลกชันก็เริ่มจากสิ่งที่ลูกค้าทักมาถามตรง ๆ ว่า อยากได้ตัวนั้นตัวนี้ไหม หรือบางครั้งก็เลือกสัตว์ที่คนทั่วไปเข้าใจได้ง่าย และมีคาแรกเตอร์ชัด เช่น งู, ม้าน้ำ หรือสปีชีส์ที่คนเห็นแล้วเก็ตทันที นี่คือการทำครีเอทีฟที่ไม่หลุดโลกเกินไป แต่ยังคงความสนุกอยู่ แต่ก็ไม่ลืมว่าของที่จะขายได้ ต้องมีสะพานบางอย่างให้คนเดินเข้ามาหามันได้ด้วย


5. Collaboration กับ Disney ไม่ได้สอนแค่เรื่องชื่อเสียง แต่มันสอนให้แบรนด์เล็ก ๆ ต้องโตให้ทันโอกาส
เรียกได้ว่านี่คือแบรนด์เล็กจิ๋ว ที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Disney สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจ ไม่ใช่แค่เพราะชื่อ Disney ที่เป็นแบรนด์ยักษ์ใหญ่ แต่เพราะตอนนั้นแบรนด์ Tie A Knot ยังใหม่มาก ใหม่ถึงขั้น ‘ยังไม่ได้จดทะเบียนบริษัท’ ด้วยซ้ำ
คุณต่อต้านยอมรับตามตรงว่าเขาไม่พร้อมเลยในตอนนั้น
- ไม่รู้เรื่องธุรกิจมากพอ
- ไม่รู้ต้องเตรียมเอกสารยังไง
- ไม่รู้ขั้นตอน
- ไม่รู้ว่าจะ handle งานระดับนี้ไหวหรือไม่
และถึงขั้นเคยคิดจะ give up หลายรอบ แต่สุดท้ายสิ่งที่ทำให้เขาไปต่อ คือความคิดง่าย ๆ ว่า “โอกาสมาแล้ว ถ้าไม่ทำวันนี้ ก็ไม่รู้จะได้ทำอีกไหม”
จากนั้นจึงค่อย ๆ เรียนรู้ทีละขั้น ตั้งแต่การทำความเข้าใจเอกสาร, เริ่มจดทะเบียนบริษัทจริงจัง, หาข้อมูล, อะไรที่ไม่รู้ก็ถามพาร์ทเนอร์ กล้าคุยตรง ๆ ว่าไม่รู้ ยอมรับว่าใหม่ และพยายามทำทุกอย่างให้ถูกต้องที่สุด
สิ่งที่น่าสนใจคือ คุณต่อต้านไม่ได้เล่าว่าใช้ความเก่งอะไรพิชิตงานนี้ แต่เขาเล่าว่า ‘ความจริงใจ’ และ ‘การสื่อสารตรงไปตรงมา’ สำคัญที่สุดในการทำงานในระดับมืออาชีพ ซึ่งถือเป็นแกนหลักของการทำงานทั้งหมด
- เมื่อมีอะไรไม่รู้…ก็บอกว่าไม่รู้
- ติดตรงไหน…ก็บอกตรง ๆ
- มีข้อจำกัดอะไร…ก็คุยกัน
ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ทีมที่ทำงานด้วยจากฝั่งอังกฤษเขาเปิดกว้าง และพยายามช่วยคุณต่อต้าน และทีม เพื่อหาทางออกไปด้วยกัน
หลายครั้งคนทำแบรนด์เล็กชอบคิดว่า ถ้าอยากทำงานกับแบรนด์ใหญ่ เราต้องดูพร้อมไปหมดก่อน แต่ในความจริง บางทีสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการไม่ใช่ความเพอร์เฟกต์ตั้งแต่วันแรก แต่เขาอาจต้องการคนที่จริงใจ, สื่อสารรู้เรื่อง, รับผิดชอบ และพร้อมเรียนรู้เร็ว
Tie A Knot จึงไม่ได้แค่ผ่านโปรเจกต์นี้มาได้ แต่เขากลับได้ตราประทับบางอย่างกลับมาด้วย ว่าแบรนด์นี้ไปถึงระดับ Global Collaboration ได้จริง ซึ่งถือเป็นเครื่องตอกย้ำว่านี่คือแบรนด์คนไทยที่มีคุณภาพ


6. เมื่อครีเอทีฟต้องมาคู่กับธุรกิจ วิธีบาลานซ์ไม่ใช่ฝืนให้เก่งทุกอย่าง แต่ต้องรู้ว่าตัวเองต้องจัดการยังไง
คุณต่อต้านในฐานะที่เป็น Creative ตัวแม่อยู่แล้ว การที่จะมาจับขา Business ในฐานะเจ้าของถือเป็นชาเลนส์อย่างมาก ซึ่งแกยอมรับว่ามันก็มีช่วงที่ดรอปลงอยู่แล้ว เราไม่สามารถโฟกัสให้ดี 100% ได้ทั้งสองขาในเวลาเดียวกัน เพราะเวลาไปอยู่กับเอกสารเยอะ ๆ, การจัดการ และงานธุรกิจมากขึ้น พลังที่เคยเอาไปฟุ้งกับไอเดีย มันก็ต้องถูกแบ่งออกไปจริง ๆ
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ คุณต่อต้านไม่ได้พยายามทำเหมือนไม่มีปัญหา กลับกัน เขายอมรับมันก่อน แล้วค่อยออกแบบวิธีอยู่กับมัน วิธีของคุณต่อต้านมีหลายอย่างที่น่าเอาไปใช้มาก เช่น
- ถ้ามีไอเดียผุดขึ้นมา จะรีบจดไว้ก่อน (พกมือถือหรืออะไรที่พร้อมจดกับตัวไว้ให้ใกล้ที่สุด)
- ถ้าเครียดมากจนความครีเอทีฟหาย จะไปอาบน้ำ เพราะเป็นช่วงที่ไอเดียมักเด้งขึ้นมา
- แบ่งวันให้ชัดเลยว่า วันไหนทำ Business วันไหนให้เวลาตัวเองกับ Creative แรก ๆ อาจจะทำยากหน่อย แต่ถ้าทำได้มันจะช่วยชีวิตคุณมาก
- ถ้าเริ่มล้า จะออกไปหาที่ใหม่ ๆ ไปต่างจังหวัด ไปเปลี่ยนบรรยากาศ เพื่อเอาตัวเองออกจากความจำเจ
เพราะครีเอทีฟหลายคนพอเจองานธุรกิจ ก็รู้สึกว่าตัวเองไม่เหมือนเดิม แต่บางทีคำตอบอาจไม่ใช่การหนี Business แต่เราต้องยอมรับว่าในฐานะคนทำธุรกิจเรามี หมวก 2 ใบแล้ว การออกแบบชีวิตใหม่ให้หมวกทั้ง 2 ใบอยู่ร่วมกันได้จึงสำคัญมากในการรักษาทั้งพลังงาน และการทำธุรกิจ
ใครอยากเห็นหน้าตาเนกไท หรืออ่านบทความนี้แล้วอยากจะลองไปซื้อมาใส่บ้างเราปักหมุดให้ตำกันแล้วที่ลิ้งค์นี้เลย

@tie.a_knot
