เจาะสัญญาณการทำงานหนักแบบผิดวิธี ที่เรียกว่า ‘Toxic Productivity’

คนทำงานในยุคนี้ รู้สึกผิดกับการพักมากกว่าการทำงานหนัก เพราะติดกับดัก productive รวมสัญญาณ Toxic Productivity ของการทำงานหนักแบบผิดวิธี

Last updated on ม.ค. 11, 2026

Posted on ม.ค. 11, 2026

คนทำงานหลายคนอาจมีความคิดว่า ‘คุณค่าของคนอยู่ที่ผลงาน’

ในช่วงที่เทคโนโลยีเริ่มเข้ามามีบทบาท เลยทำให้ต้องทำงานหนัก สร้างผลงานให้เยอะ เพื่อให้ไม่ถูกเทคโนโลยีแซงหน้า จนกลายเป็นทำงานตลอดเวลา ขนาดตอนที่ต้องพัก ก็ยังอดห่วงงานไม่ได้ เพราะรู้สึกผิดถ้าไม่ได้ทำงาน และเมื่อไม่มีผลงาน ก็จะรู้สึกโดนมองข้ามและไม่มีคุณค่า

แต่รู้หรือไม่ การทำงานตลอดเวลาไม่ได้แปลว่าผลลัพธ์จะออกมาดีทุกครั้ง แต่กลับกัน มันกลายเป็นกับดักของการทำงานผิดวิธี และไม่ดีต่อสุขภาพกาย รวมถึงสุขภาพทางจิตใจ ซึ่งมีชื่อเรียกว่า ‘Toxic Productivity’ เป็นอีกหนึ่งภาวะของคนที่หลงใหลในความ productive ตลอดเวลา แต่มันไม่ใช่ความ productive จริง ๆ โดยพฤติกรรมของภาวะนี้มีมากมายหลายแบบ เช่น 

⏱️ ใช้เวลาอยู่กับงาน มากกว่าครอบครัวหรือเพื่อน
⏱️ ทำงานมากกว่าเวลางาน (เช่น ทำงานล่วงเวลา ทำงานหนักจนลืมกินข้าว
⏱️ รู้สึกผิดถ้าหยุดทำงาน หรือพักผ่อน
⏱️ หลังทำงานเสร็จ กลับรู้สึกไม่พอใจ และอยากทำเพิ่มอีก

ทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณอ่อน ๆ ว่าตอนนี้คุณกำลังเริ่มจะเข้าสู่วงจรของ Toxic Productivity อย่างช้า ๆ ซึ่งเหตุผลที่ทำให้เราติดอยู่ในวงจรนี้มีด้วยกัน 3 ข้อ ประกอบด้วย  

1. เพราะ ‘การทำอะไรบางอย่าง’ จะรู้สึกสบายใจกว่า ‘การไม่ทำอะไรเลย’ 

คนทำงานหลายคนมักคิดว่า การลงมือทำ, ทำอย่างรวดเร็ว หรือทำเยอะ ๆ จะช่วยให้สามารถเป็นคนที่ทำผลงานได้ดี และประสบความสำเร็จได้ ดังนั้นจึงแข่งขันกันด้วยการทำงานหนัก เพื่อไปถึงจุดสูงสุด

2. แม้จะมีเวลา ‘ว่างแค่ไหน’  แต่ในใจรู้สึกว่า ‘ต้องทำเพิ่มอีก’

การมีเวลาว่างที่เพิ่มขึ้น กลับทำให้คนทำงานรู้สึกว่างเปล่า หรือคุณค่าลดลง เลยต้องทำอะไรบางอย่างให้ดู productive ตลอดเวลา เพื่อพิสูจน์ให้องค์กรเห็นว่าตัวเองเป็นคนที่มี productive และมีคุณค่า นั่นจึงทำให้ใครหลายคนทิ้งเวลาที่ใช้ดูแลตัวเอง ไปใช้กับงานแทน

3. เพราะการทำงานไม่ใช่แค่ ‘พอดี’ แต่ต้อง ‘พอใจ’

นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ใครหลายคนทำงานหนักเกินความจำเป็น เพราะไม่เคยรู้สึกพอใจในผลงานที่ทำมา ไม่ว่าจะเยอะแค่ไหนก็ตาม แต่กลับคิดว่า ‘ควรทำให้มากขึ้น หรือทำให้ดีกว่านี้’ และความไม่พอใจนี้ ทำให้เกิดความรู้สึกผิดทุกครั้งที่จะต้องหยุดทำงาน หรือพักผ่อน

Toxic Productivity เป็นกับดักที่คนทำงานส่วนใหญ่มักพลาดที่จะเข้าไปติดกับ เพราะมองว่ามันเป็นความมุ่งมั่นหรือความทุ่มเท ถึงบางครั้งจะได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า แต่ก็บอกได้เลยว่าไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว เพราะเมื่อเวลาผ่านไป ความพยายามในการทำผลงานออกมามาก ๆ จะทำให้เกิดความเครียดสะสม และท้ายที่สุดคือ หมดไฟ ทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ


กับดักของคนทำงานหนักยุคนี้ คือความคิดที่ ‘การพัก’ กลายเป็นเรื่องผิด 

บทความจาก Psychology Today โดยคุณ Judy Ho บอกไว้ว่า ในโลกปัจจุบัน Extreme Productivity ถูกยกย่อง และเป็นที่ชื่นชมอย่างมาก เนื่องจากคนมักเห็นดีเห็นงามกับการอดนอน, การไม่มีวันหยุด เพราะมีสิ่งที่ต้องทำตลอดเวลา รวมถึงหลาย ๆ คนยังให้คุณค่ากับการทำงานหนักแบบสุดขั้ว จนทำให้คนทำงานยึดมั่นกับการสร้าง productivity และเอาคุณค่าของตัวเองผูกอยู่กับผลงาน ทำให้ติดอยู่ในวงจรของ Toxic Productivity โดยที่ไม่รู้ตัว 

ซึ่งการออกจากวงจรนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ต้องมีความตั้งใจที่จะเปลี่ยน Toxic Productivity ให้กลับมาเป็นความ productive จริง ๆ มีบทความของ Verywell Mind จากคุณ Naydeline Mejia (Mental Health Writer) ได้ออกมาแชร์วิธีการเลิกทำงานหนักโดยไม่ต้องรู้สึกผิดที่ไม่ได้ทำงาน ผ่านประสบการณ์จริง ด้วย 4 วิธี


กับ 4 วิธีเปลี่ยนความ Toxic ในการทำงานให้กลับมา balance อีกครั้ง

1. มองการพัก เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงาน

การพักผ่อนเพื่อดูแลตัวเองไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานมากขึ้น เพราะจะช่วยให้เราได้ฟื้นจากการทำงานหนักทั้งสัปดาห์ และช่วยป้องกันไม่ให้ต้องทำงานหนักเกินไป เมื่อมองว่า ‘การพัก’ คือการเพิ่มคุณค่าในตัวเอง ก็จะช่วยให้เราหลุดพ้นจาก Toxic Productivity ได้ เช่น หยุดพักเพื่ออ่านหนังสือ, เขียนบันทึก และเดินเล่นในวันหยุด

2. ประสิทธิภาพที่แท้จริงไม่ได้มาจากปริมาณ แต่อยู่ที่คุณภาพ

การให้ความสำคัญกับเวลาที่ ‘อยู่กับตัวเอง’ มากกว่าการ ‘หมกมุ่นทำงาน’ ช่วยให้ความสุขและความคิดสร้างสรรค์กลับมา และสุขภาพจิตที่ดีส่งผลกลับไปยังประสิทธิภาพในการทำงานต่าง ๆ เพราะคนที่ติดอยู่กับ Toxic Productivity มักจะมองว่าถ้าอยากให้งานมีประสิทธิภาพต้องทำเยอะขึ้นเพื่อให้ดู productive แต่จริง ๆ แล้วหากเราขยายคำนิยามที่เรามองให้กับ ‘productive’ ให้ไม่ใช่แค่ปริมาณงานที่ทำเสร็จ แต่รวมถึงคุณภาพของความคิด และคุณภาพของชีวิตด้วย ก็จะช่วยสร้างสมดุลให้ชีวิตมากขึ้น เช่น ออกไปหาความสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ด้วยการไปดูงานศิลปะ

3. หยุดเอาตัวตน ไปผูกกับผลงานที่ทำ

การปลูกฝังที่ว่า ‘คุณค่าของคนขึ้นอยู่กับผลงาน’ ทำให้รู้สึกผิดถ้าไม่ได้สร้างผลงาน ซึ่งหากวันไหนที่ผลงานออกมาดี ก็จะรู้สึกดีเมื่อได้รางวัล ได้รับคำชม แต่วันที่ผลงานไม่ดี จะรู้สึกว่าคุณค่าของตัวเองลดลง ดังนั้นควรแยกระหว่าง ‘ตัวตนของเรา’ ออกจาก ‘ผลงานที่เราทำ’ ให้ชัดเจน เพราะคนทุกคนมีคุณค่าในแบบของตัวเอง และไม่จำเป็นที่จะต้องแลกคุณค่าของตัวเองด้วยผลงาน เช่น เปลี่ยนความคิดเมื่องานไม่ดี จากการคิดว่าตัวเองไร้ค่า ลองเปลี่ยนเป็นมองหาว่าเราจะเรียนรู้อะไรจากงานนี้ได้บ้าง เพราะถ้าตัวตนของเราเป็นคนมีความพยายาม เราก็จะไม่ยึดติดกับงานที่ทำพลาด แต่จะหาทางพัฒนาตัวเองให้สร้างผลงานที่ดีออกมาแทน

4. ให้พื้นที่กับความผิดพลาด ด้วยการยอมรับ และพูดออกมา

เมื่อทำงานผิดพลาด หลายคนจะอยู่ในภาวะโทษตัวเองที่ทำให้สิ่งนี้ผิดพลาด แต่การไม่ซื่อสัตย์หรือยอมรับความรู้สึกผิดจริง ๆ ทำให้เกิดความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และยิ่งตัดสินตัวเองมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งหมดพลังใจ ดังนั้นสิ่งที่ควรทำจริง ๆ คือ การยอมรับต่อตัวเอง และพูดออกมา เพื่อให้ตามทันความรู้สึกจริง ๆ  และเปิดโอกาสให้ตัวเองได้พัก เช่น ยอมรับกับตัวเองว่าการทำงานผิดพลาดไม่ได้แปลว่าเราไม่เก่ง แต่เป็นเพราะว่ายังไม่รู้และมองเป็นโอกาสที่จะพัฒนาให้เก่งขึ้นในอนาคต


💡
สุดท้ายนี้ Toxic Productivity คือกับดักที่คนทำงานยุคใหม่มักหลงเข้าไปโดยไม่รู้ตัว และเมื่อรู้ตัวแล้วก็ยากที่จะหลุดออกมา ทั้ง 4 วิธีอย่างการพักผ่อน, การสร้างผลงานที่มาจากคุณภาพ, การยอมรับความผิด และการไม่เอาตัวตนของคนทำงาน ไปไว้ที่ผลงานทั้งหมด จะเป็นอีกสิ่งที่ช่วยให้หลุดพ้นวงจรแห่งการทำงานหนัก และกลับมาสร้างความ productive จริง ๆ ที่อยู่ในระดับการทำงานที่พอดี แต่อยากให้คนทำงานทุกคนรู้ว่าคุณค่าของคนทำงาน ไม่ได้อยู่ที่ผลงานเสมอไป แต่อยู่ที่ตัวตนข้างในต่างหาก

แปล เรียบเรียง: ธัญวรัตน์ ปกรณ์รัศมี

ที่มา

trending trending sports recipe

Share on

Tags