“มาขนาดนี้แล้ว จะถอยได้ไง”
คำพูดที่ดูเหมือนจะสู้สุดใจ พยายามสุดกำลัง แต่บางครั้งกลับกลายเป็น ‘กับดัก’ โดยไม่รู้ตัว
มีใครเคยเป็นเหมือนกันไหม? เวลาที่เราทำอะไรบางอย่างมานาน ทั้งลงทุน ทั้งลงแรง เรากลับไม่กล้าปล่อยผ่านมันไปง่าย ๆ
เหมือนเวลาที่เราไม่กล้าย้ายสายงานไปทำงานใหม่ เพราะคิดในใจว่า ‘ก็ทำงานด้านนี้มาขนาดนี้แล้ว จะให้ไปเริ่มนับศูนย์ใหม่ได้ยังไง’ จนฝืนทำงานสายเดิมไป ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เติบโตขึ้น
หรือเวลาที่อยากลาออก เพราะเริ่มรู้สึกว่างานที่ทำอยู่ไม่ใช่สิ่งที่ตอบโจทย์แล้ว แต่ก็ยังฝืนไปต่อเพราะบอกตัวเองว่า “ทำงานที่นี่มาตั้งนานแล้ว ทำต่อไปเดี๋ยวก็คงใช่แหละ” สุดท้ายก็บั่นทอนเรื่อย ๆ จนต้องลาออกเองอยู่ดี
ทั้งหมดนี้คือหนึ่งในภาวะที่เรียกว่า ‘Sunk Cost Fallacy’ หรือกับดักความเสียดาย ที่ทำให้เรากลับตัวไม่ได้ แต่ถ้าจะให้เดินต่อไปก็ไม่ถึงเหมือนกัน ดังนั้นวันนี้ลองเช็กตัวเองดี ๆ ว่า บางอย่างที่เรายังไม่ยอมถอยออกมา มันเป็นเพราะว่าเราต้องการทำสิ่งนั้น หรือแค่เสียดาย เพราะถ้าแค่เสียดาย ความเสียหายที่ตามมาอาจจะมากกว่าที่คิด!
บทความจาก Asana บอกเราว่า ถ้าปล่อยให้ Sunk Cost Fallacy ส่งผลต่อการตัดสินใจของเรามากขึ้น จะทำให้การตัดสินใจของเรา เกิดผลเสียต่อเราด้วย เพราะแทนที่จะใช้ตรรกะเหตุผล เรากลับให้ความสำคัญกับความรู้สึกเสียดายมากกว่า
ซึ่งแทนที่จะเป็นปัญหาของตัวเราอย่างเดียว อย่างในตัวอย่างข้างต้น มันอาจจะเริ่มขยายใหญ่ขึ้น จนกลายเป็นปัญหาของทั้งองค์กรได้ ผ่าน 3 เรื่องนี้
- ฝืนอัดงบและดันโปรเจกต์ที่ผลลัพธ์ต่ำกว่ามาตรฐานต่อไปเรื่อยๆ เพียงเพราะเสียดายเวลาหลายเดือนที่เคยทุ่มเททำไป
- ให้ทีมทนใช้เครื่องมือเก่า ๆ เดิม ๆ ทั้งที่มีตัวเลือกใหม่ที่ดีกว่า เพราะเสียดายเวลาที่เคยจัดเทรนนิ่งพนักงานไปแล้ว
- อนุมัติงบเงินทุนให้โปรเจกต์ที่ไม่เข้ากับเป้าหมายองค์กร เพราะเสียดายงบ และกำลังคนที่เคยลงไปก่อนหน้า
อ่านมาถึงตรงนี้ก็อาจสงสัยว่า แล้วทำไมเราถึงจะต้องเสียดายด้วยล่ะ? บทความจาก Psychology Today ได้ให้คำตอบเราว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้เราติดกับดักนี้มีอยู่ 2 เรื่อง คือ
กลัวการต้องยอมรับว่าตัวเองคิดผิด (Cognitive Dissonance)
การเปลี่ยนทิศทางหมายถึงการยอมรับว่าเราทำผิดพลาด ซึ่งทำให้รู้สึกไม่สบายใจ และทำให้ความเคารพในตัวเองน้อยลง จึงฝืนทำต่อ
สอดคล้องกับที่ Veronika Tait (นักจิตวิทยาจาก Snow College) เคยพูดไว้ว่า การเปลี่ยนเส้นทาง มันทำให้เรารู้สึกเหมือนว่าเราต้องยอมรับว่าเราทำผิดพลาด การดันทุรังทำสิ่งเดิมเพิ่มไปเป็นสองเท่าเลยดูเป็นเรื่องที่ง่ายกว่ามาก
สมองเราเกลียดการสูญเสีย มากกว่าชอบความสำเร็จ (Loss aversion)
สมองของเราถูกสร้างมาให้รู้สึกถึงความสูญเสียได้มากกว่าที่สิ่งทีได้รับ แม้จะมีปริมาณที่เท่ากันก็ตาม การที่เราเลือกทำต่อ ก็คือภาพลวงตาที่บอกว่าเรายังอาจจะยังประสบความสำเร็จ และได้เงินลงทุนคืนมาได้
Amanda Langer (ที่ปรึกษาด้านอาชีพ OITE) ก็เคยพูดไว้ในทำนองเดียวกันว่า ยิ่งคุณทุ่มเทเวลาให้กับบางสิ่งมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งรู้สึกสูญเสียมากขึ้นถ้าต้องเดินออกมา และตัดสินใจใหม่ จนมันกลายเป็นวงจรที่ตอกย้ำตัวเองให้ไม่กล้าก้าวออกมาสักที
รู้จัก 4 วิธีรับมือ ‘Sunk Cost Fallacy’ ที่ให้เรากลับตัวได้ แบบไม่ต้องเสียดายสิ่งที่เริ่มไปแล้ว
1. สร้างกรอบให้ชัด ว่าจุดไหนควรไปต่อ จุดไหนควรพอไว้ตั้งแต่แรก
เริ่มแรกที่ต้องทำเพื่อหลุดออกจากกับดักความเสียดาย คือการตั้งกรอบของงาน โปรเจกต์ และเงินทุนเอาไว้ตั้งแต่เริ่ม
ไม่ว่าจะเป็นจุดที่มันสำเร็จ จุดเจ็บที่ควรจะพอ หรือจุดที่ควรจะจบ เพราะถ้าฝืนไปต่อก็น่าจะพังไม่เป็นท่า ลองเขียนออกมาให้เห็นภาพชัด ๆ ก่อน ซึ่งสามารถตั้งคำถามได้ผ่าน 3 ข้อง่าย ๆ คือ
ด้านการลงทุน
ตั้งเป้า ROI และระยะเวลาคืนทุนให้ชัด(เช่น โปรเจกต์นี้ลงทุนหลักหมื่น ต้องได้ ROI กลับมา 15% ภายใน 6 เดือน)
ด้านการลงแรง
ตั้งเกณฑ์ผลลัพธ์ขั้นต่ำที่ต้องได้(เช่น โปรเจกต์นี้ถ้ามียอด Engagement และยอดขายไม่ถึงเป้าภายใน 2 เดือน จะยุบทันที)
ด้านความคุ้มค่า
กำหนดเวลาในการลองทำ โดยที่ไม่กระทบการทำงานหรือการใช้ชีวิตส่วนอื่น (เช่น ให้เวลาตัวเองลองทำสิ่งนี้เต็มที่ 3 เดือน ถ้าครบกำหนดแล้วยังไม่เห็นทางไปต่อ ต้องกล้าหยุด)
การตั้งต้นคำถามง่าย ๆ ก่อนเริ่มลงทุน ลงแรง ลงเวลาไปก่อน จะช่วยให้เรา Shape กรอบได้ง่ายขึ้น เวลาตัดสินใจว่า ตอนไหนควรพอ ตอนไหนควรไปต่อ
🔑 การทำงานหรือธุรกิจ อย่าทำไปลอย ๆ โดยไม่มี KPI วัดผล ต้องตั้ง KPI วัดผลให้ชัด และระบุขอบเขตเวลา เพื่อให้รู้ว่าเรื่องไหนควรทำต่อ หรือควรพอ แบบใช้เหตุผลในการที่ตัดสินใจไม่ใช่ความรู้สึก
2. อย่าจมกับสิ่งที่เสียไป ถ้าไม่อยากให้โอกาสหลุดมือ
ต้องจำไว้ว่า เวลาที่งานหรือโปรเจกต์ต้องการ resource เพิ่ม ต้องคิดด้วยว่า นอกจากเวลา และแรงที่เสียไปแล้ว ยังมี ‘โอกาส’ ที่เราอาจจะเสียเพิ่มขึ้นด้วย
ดังนั้นกรอบที่ตั้งไว้ตอนแรกก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง แต่ส่วนโอกาสก็เป็นสิ่งที่เราต้องมาคิดต่อด้วยเหมือนกัน เช่น
resource ที่เสียไปกับโปรเจกต์นี้ สามารถเอาไปทำอย่างอื่นที่ดีกว่านี้ได้ไหม?
(เช่น ถ้าเอางบ และทีม ไปพัฒนาฟีเจอร์ใหม่โปรเจกต์อื่นที่สามารถสร้างยอดขายกลับมาได้เลย)
มีโอกาสอะไรบ้างที่จะเสียไปถ้าฝืนทำตามแผนเดิม?
(เช่น ถ้าฝืนทำโปรเจกต์นี้ต่ออีก 3 เดือน จะเสียโอกาสเปิดตัวสินค้าใหม่ก่อนคู่แข่ง)
การถามตัวเองแบบนี้บ่อย ๆ จะช่วยเปลี่ยนจากการฝืนทำไปเรื่อย ๆ ให้กลายเป็นการเลือกทำอย่างมีเป้าหมาย ทำให้เราตัดสินใจบนจากการมองผ่านศักยภาพในอนาคต ไม่ใช่ความเสียดายที่ผ่านมาแล้ว
และอย่าลืมว่าคนที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่คนที่ไม่เคยแพ้ แต่คือคนที่กล้าตัดใจถอยในเกมที่ไม่ใช่ เพื่อเอาทรัพยากรไปชนะในเกมที่ใหญ่กว่าต่างหาก
🔑 การดันทุรังทำบางอย่าง สิ่งที่เสียไปไม่ได้มีแค่เงิน เวลา และทรัพยากร แต่ยังรวมถึงโอกาสด้วย ดังนั้นแทนที่จะเสียดายสิ่งที่ทำมาในอดีต ต้องมองไปข้างหน้าแล้วดูให้ดีว่า ถ้าดันทุรังทำต่อไป โอกาสไหนบ้างที่จะหลุดออกจากมือเรา และถ้าไม่อยากเสียไป ต้องรีบตัดใจให้เร็ว เพื่อคว้าโอกาสไว้
3. วางแผนกลยุทธ์ตัดสินใจไว้ล่วงหน้า อย่าให้อารมณ์มาชนะเหตุผล
เมื่อวางกรอบชัดแล้วว่าจุดไหนควรไปต่อ จุดไหนควรพอ ต่อมาคือการลงมือทำจริง ๆ ว่าต้องไหนที่เราควรตัดสินใจหยุด ซึ่งขั้นตอนนี้เป็นเรื่องยาก หลายคนตั้ง KPI ไว้ดิบดีว่าถ้าถึงจุดนี้จะพอไม่ไปต่อแล้ว แต่พอถึงจุดนั้นจริง ๆ ก็ใจอ่อน หาข้ออ้างดันทุรังไปต่ออยู่ดี ซึ่งสุดท้ายก็เป็นการตกหลุมพรางความเสียดายเหมือนเดิม
สิ่งสำคัญในขั้นตอนนี้คือการวางกลยุทธ์การหยุด หรือถอนตัวไว้ล่วงหน้าว่า ถ้าตัวเลขชนขีดจำกัดที่ตั้งไว้ เราจะมีขั้นตอนการจัดการยังไงต่อ เช่น จะยุบโปรเจกต์หลังจากนั้นกี่วัน
Carlos Alós-Ferrer (นักทฤษฎีการตัดสินใจ) บอกกับเราว่า เมื่อไหร่ที่งานชนขีดจำกัดที่ตั้งไว้ ให้สั่งหยุดทันที เพราะหัวใจสำคัญไม่ใช่แค่การวางแผน แต่คือการเคารพ และทำตามเงื่อนไขที่คิดไว้ตั้งแต่แรกด้วย และเขายังย้ำอีกว่า อย่าใช้สัญชาตญาณในการตัดสินใจเด็ดขาด! เพราะนั่นจะเป็นการตัดสินใจที่ใช้อารมณ์ มากกว่าใช้ตรรกะ และเหตุผลนั่นเอง
🔑 การทำงานและทำธุรกิจ มีแค่แผนตั้งต้น แต่ไม่มีกลยุทธ์ในการปฏิบัติจริงก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นต้องตัดสินใจด้วยกลยุทธ์ที่วางไว้ล่วงหน้า แทนการใช้อารมณ์ เพื่อให้การตัดสินใจออกมาเป็นกลาง และช่วยองค์กรได้จริง
4. อย่าตัดสินใจในกรอบเดิม แต่ต้องเพิ่มมุมมองของคนรอบข้าง
ขั้นตอนสุดท้ายที่จะช่วยเราได้ดีที่สุด คือการลองถอยออกมา แล้วไปขอความเห็นจากคนรอบข้างที่ไม่ได้มีส่วนได้เสีย หรือไม่ได้ลงแรงกับโปรเจกต์นี้เหมือนเรา
เพราะตัวเราเองที่รู้ทั้งจุดเริ่มต้น กระบวนการทำงาน วิธีการคิด เราจะมีความผูกพันมากกว่าอยู่แล้ว และทำให้มองเห็นแต่ข้อดี มองข้ามความเสี่ยงหรือจุดบอด การดึงคนอื่นที่ไม่ได้รู้ Process จะทำให้เราได้มุมมองที่เป็นกลาง และได้เห็นข้อเท็จจริงมากขึ้น
และนั่นจะทำให้เราได้เห็นเหตุผลมากกว่าแค่ ‘ลงทุนไปเยอะแล้ว ต้องไปต่อเท่านั้น’ เพราะมันทำให้เราเห็นว่า ที่เราควรไปต่อ หรือควรพอ มันเป็นเพราะอะไร
🔑 อย่ายึดติดกับมุมมองของตัวเองอย่างเดียว เมื่อเจอทางตัน สามารถขอคำปรึกษาจากคนรอบข้างได้ เพื่อให้ได้เห็นมุมมองที่แตกต่าง และสามารถก้าวไปต่อได้อย่างเป็นกลาง ไม่อคติ และมีเหตุผล
Sunk Cost Fallacy คือกับดักที่คอยยึดให้เราจมอยู่กับสิ่งที่เสียไป มากกว่ามองไปยังโอกาสที่อาจเกิดขึ้นในวันข้างหน้า เพราะในความเป็นจริงไม่ว่าจะลงแรง ลงเงิน หรือลงเวลาไปมากเท่าไหร่ ถ้าเสียไปแล้ว สุดท้ายก็คือเสียไปแล้วอยู่ดี
Veronika เคยพูดไว้ว่า จงให้ความสำคัญกับสิ่งที่จะดีที่สุดสำหรับการก้าวไปข้างหน้าก็พอ โดยที่ไม่ต้องสนใจว่าเราได้เริ่มลงทุนกับมันไปมากน้อยแค่ไหน
ดังนั้น หลังอ่านบทความนี้จบ ลองถามตัวเองดี ๆ ว่าคุณจะทำงาน หรือโปรเจกต์ที่ทำตอนนี้ต่อไหม ถ้าคุณไม่ได้ลงทุน หรือลงแรงกับงาน ๆ นั้นไปเลยแม้แต่นิดเดียว?
เรียบเรียง: ธัญวรัตน์ ปกรณ์รัศมี
ที่มา
- It's Ridiculously Hard to Admit Our Mistakes. Here's Why.
- Sunk cost fallacy: Definition, examples, how to avoid
- The Sunk Cost Trap: Why We Throw Good Money After Bad