‘Viva La MESS’ เมื่อความเละเทะไม่ใช่เรื่องที่ต้องหนี แต่คือพื้นที่พักใจที่ทำให้เราได้ทบทวนตัวเอง
ในวันที่โลกหมุนไว จนเราแทบไม่มีเวลาที่จะพักหายใจ เก็บความเครียดไว้กับตัวจนกลายเป็นเรื่องปกติ ผูกตัวเองไว้กับความคาดหวังของคนอื่น ฝืนทำทุกอย่างเพื่อให้ทุกคนบอกว่า ‘เราทำได้ดี’ ความเละเทะเหล่านี้เริ่มกัดกินใจเราอยู่เรื่อย ๆ แต่จะเป็นอย่างไร ถ้าเราเลิกวิ่งตามคำว่าดีในมาตรฐานที่คนอื่นอยากให้มี แล้วหันมา ‘สดุดีความเละเทะ’ ของชีวิตแทน?
นี่คือแนวคิดหลักของโปรเจกต์ ViVa La MESS : ลาความวุ่นวาย ให้ใจอ่อนลง Presented by Ajinomoto Quick Meal พื้นที่พักใจแห่งใหม่ มาเพื่อตอบโจทย์คนไทยที่กำลัง ‘ใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ’ โดยการจับมือกันของยักษ์ใหญ่ด้านอุตสาหกรรมอาหารอย่าง Ajinomoto Thailand และสตูดิโอผู้เชี่ยวชาญด้านการมอบประสบการณ์สร้างสรรค์อย่าง YIMSAMER
บทความนี้ CREATIVE TALK เลยจะชวนมาเจาะเบื้องหลังการทำ Immersive สุดแปลก แหวกไม่เหมือนใคร เสิร์ฟประสบการณ์ใหม่ ที่ให้เราตีความตัวเองผ่าน ‘โจ๊ก’ หนึ่งถ้วย โดยคุณเฟียต ธนพงศ์ พานิชชอบ Co-Founder จาก YIMSAMER และคุณเบน เบญจพล ลิมพลญาณ Health and Nutrition Section Manager จาก Ajinomoto Thailand

เปลี่ยนความวุ่นวาย ให้กลายเป็นพื้นที่พักใจ ด้วยนิยามใหม่ของ ‘Comfort Food’
ปัจจุบันความเครียดเข้ามาเกาะกินใจคนทั่วทุกที่ จนล่าสุดทำให้มูลค่าทางการตลาดเศรษฐกิจโลก สูญเสียเป็นหลักล้านล้าน! ทำให้ ‘Comfort Food’ กลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่จะมาปลอบประโลมหัวใจให้กับคนยุคนี้ และถูกยกให้เป็น ‘It’s a new luxury’ หรือความหรูหรารูปแบบใหม่ ซึ่งไม่ใช่การได้กินอาหารแพง ๆ แต่คือการสัมผัสวัตถุดิบ หรือรสชาติของอาหาร ที่ช่วยฮีลใจในวันที่เราหมดแรงต่างหาก
เพราะการพักใจที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การนอนหลับ แต่คือการสร้างพื้นที่ให้ร่างกายและจิตใจ ได้ Reset ตัวเองใหม่ในโลกที่วุ่นวาย
งาน Immersive ครั้งนี้ของ YIMSAMER และ Ajinomoto Thailand จึงหันมาโฟกัสกับเรื่อง Wellness มากกว่าครั้งไหน เพื่อให้คนไทยได้เห็นความสำคัญของ ‘สุขภาพ’ ทั้งทางร่างกาย และทางจิตใจไปพร้อมกัน
คุณเบน (Ajinomoto Thailand) มองว่า การสร้าง Wellbeing ให้กับคนไทย ถือเป็นอีกหนึ่ง Direction ของแบรนด์ ดังนั้นการจับเทรนด์ Wellness กับเทรนด์ของ Consumer ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีในการได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ ให้กับตลาด หรือวงการ Art ในไทย และอาจเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นของก้าวใหม่ ๆ ในการมอบประสบการณ์ดี ๆ ให้ลูกค้า
‘Viva La MESS : ลาความวุ่นวาย ให้ใจอ่อนลง’ จึงเป็นงานที่ถูกออกแบบมาให้เราได้ผ่อนคลาย ไม่ต้องเร่งรีบ และเปลี่ยนมุมมองให้กับความวุ่นวายในชีวิต โดยการออกแบบ Experience ในครั้งนี้ เป็นการเน้นให้ทุกคนรู้จักตัวเองมากขึ้นผ่านเสียง กลิ่น และรสชาติ
เมื่อ ‘โจ๊ก’ กลายเป็นเมนูแทน ‘ใจ’ ที่ให้เราได้ปรุงรสชาติของมันใหม่ ผ่านการสำรวจตัวเอง
คุณเฟียต (YIMSAMER) ตั้งใจให้งานในปีนี้ จัดเต็มมากกว่าปีก่อน ๆ และจุดเด่นสำคัญที่ทำให้ Immersive ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งไหน คือการมอบประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่มากกว่าแค่ แสง สี เสียง เพราะยังมีทั้งกลิ่น และรสชาติ เข้ามาด้วย เพื่อให้เราได้เข้าไปสำรวจหัวใจของเราได้ลึกยิ่งขึ้น
ตลอดงานเราได้กลิ่นข้าวหอมมะลิอ่อน ๆ อยู่ตลอด ซึ่งเป็นกลิ่นที่คุณเฟียต (YIMSAMER) และคุณเบน (Ajinomoto Thailand) ตั้งใจออกแบบสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ เพื่อให้ตัวเราได้ ‘พักใจ’ อย่างแท้จริง
ธีมหลักของงานนี้ คือการให้คนมาตีความตัวเองผ่านโจ๊กหนึ่งถ้วย ที่เรียกว่า ‘คอร์สโจ๊กสำหรับใจ’ โดยแบ่งออกเป็น 3 เซสชันหลัก ๆ ประกอบด้วย
เซสชันที่ 1: เป็นการพาทุกคนท่องไปหาวัตถุดิบเพื่อมาเขียนลงในสมุด ‘สูตรโจ๊กสำหรับใจ’ ซึ่งวัตถุดิบต่าง ๆ ก็สามารถตีความเป็นเรื่องบางเรื่องในหัวใจของเราได้ เช่น เรื่องความรู้สึกที่ยังไม่คลี่คลาย หรือเรื่องที่คอยกวนใจเราอยู่ตลอด
เซสชันที่ 2: เป็นกิจกรรม Sound Bath เปรียบเหมือนการ ‘ปรุงโจ๊ก’ โดยเสียงที่เราจะได้ยินคือเสียงที่ออกแบบมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ เพื่อให้พื้นที่เราได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น ตัดเสียงรบกวนภายนอกออกไป แล้วกลับมาฟังเสียงในใจว่าความรู้สึกแบบไหนที่เราอยากปลดปล่อยออกมา เช่น ความกังวลที่เคยซ่อนไว้ ไม่กล้าบอกกับใคร หรือความหนักใจที่มีแล้วอยากวางลง
เซสชันที่ 3: เป็นการตีความรสชาติของโจ๊ก หลังได้ใช้วัตถุดิบที่มีในใจพร้อมกับปรุงรสชาติใหม่ให้กลายเป็นรสชาติเฉพาะตัวของเราเอง ในเซสชันสุดท้ายนี้มีสิ่งพิเศษคือเราจะได้ชิมโจ๊กจริง ๆ จากทาง Ajinomoto Quick Meal อีกด้วย
การที่เอา ‘โจ๊ก’ มาเป็นอาหารแทน ‘ใจ’ เพราะมันคืออาหารที่คนไทยเรียกได้ว่า ‘Comfort Food’ ที่กินแล้วชวนให้นึกถึงความทรงจำบางอย่าง เช่น โจ๊กที่เคยกินหน้าโรงเรียน หรือโจ๊กที่เคยกินวันที่ป่วย ซึ่งนอกจากจะเป็นอาหารที่อร่อยแล้ว ยังช่วยเติมพลังใจให้ได้ด้วย
“ทุกวันนี้คนไทยมีความเครียดที่เพิ่มขึ้นมาก ทั้งเรื่องงานและสิ่งที่ต้องเจอ เพราะฉะนั้นหากพื้นที่นี้ได้ให้เวลาในการทบทวน และ Healing ตัวเอง ผ่าน Sound Bath หรือการกินอาหารอร่อย ๆ ก็จะช่วยเติมพลังให้มีแรงใช้ชีวิตต่อได้”

หยุดฟังเสียง ‘ข้างนอก’ แล้วกลับมาฟังเสียง ‘ข้างใน’ เพื่อ Reset หัวใจให้มีพลังอีกครั้ง
สิ่งสำคัญที่ทำให้ Immersive ครั้งนี้แตกต่าง และโดดเด่น คือการนำ ‘Sound Bath’ มาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ โดยมีคุณไอซ์ จาก Attuned Studio เป็นผู้ออกแบบประสบการณ์ผ่านเสียงขึ้นมาสำหรับงานนี้เท่านั้น
คุณไอซ์ กล่าวว่า คนเราเป็นเหมือนก้อนพลังงานก้อนหนึ่งที่ส่งผลต่อกันและกัน ถ้าเราสะสมความเครียดไว้ข้างใน พลังงานเหล่านั้นจะกลายเป็น ‘Domino Effect’ ที่ส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างไปด้วย ดังนั้นการมาทำ Sound Bath จะไม่ใช่แค่ ‘การพักผ่อนส่วนตัว’ แต่เป็น ‘ Responsibillity ต่อส่วนรวม’ เพราะเมื่อเราจัดการอารมณ์ และพลังงานภายในใจได้ดีขึ้น โลกภายนอก หรือคนรอบข้างก็จะสงบลงตามไปด้วย
ในเซสชันนี้จะแบ่งออกเป็น 4 กระบวนการปรุงโจ๊ก คือ อุ่น, ต้ม, เดือด และเคี่ยว ซึ่งในแต่ละช่วงจะถูกดีไซน์เสียงให้ออกมาแตกต่างกัน เพื่อให้เราได้กลับมาฟังเสียงข้างในตัวเราให้ชัดขึ้น
เริ่มตั้งแต่เสียงเบา ๆ ให้รู้สึกถึงกระบวนการ ‘อุ่น’ จากนั้นเริ่มไต่ระดับเสียงให้มีความกังวาล และดังขึ้นในช่วงของการ ‘ต้ม’ หลังจากนั้นก็เริ่มพาให้เราดำดิ่งไปในห้วงความคิดผ่านเสียงในกระบวนการ ‘เดือด’ และค่อย ๆ ใช้เสียงนุ่มนวล เบา ๆ อย่างสม่ำเสมอไปจนถึงกระบวนการ ‘เคี่ยว’ ก่อนจะพาตัวเรากลับมาได้ยินเสียงภายนอกอีกครั้ง พร้อมความรู้สึกสงบมากยิ่งขึ้น ปิดท้ายด้วยการให้เราได้กินโจ๊กอุ่น ๆ จาก Ajinomoto Quick Meal
อย่างไรก็ตามกระบวนการนี้ไม่ได้เป็น ‘ยาวิเศษ’ ที่ทำให้เราสามารถ ‘ลืม’ ความทุกข์ทุกอย่าง แต่เป็นการพาให้เรากลับมาอยู่กับตัวเอง กลับมาเรียนรู้ประสบการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตอย่างมีสติ กลับมาทบทวนว่า ‘จริง ๆ แล้ว เรากำลังรู้สึกอะไรอยู่?’ เพื่อให้เราก้าวต่อไปได้ในวันพรุ่งนี้ ถึงแม้จะมีแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ
สิ่งที่ดีที่สุดไม่ใช่การที่ทุกคนรู้สึกเหมือนกัน แต่คือการที่แต่ละคนได้พบกับความทรงจำหรือความรู้สึกบางอย่างในใจของตัวเองผ่านคลื่นเสียงเหล่านั้น เพื่อเป็นการ Reset พลังงานให้กลับมาอีกครั้งก่อนที่จะกลับไปสู่โลกความเป็นจริง

ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ เพราะโจทย์งานอันใหญ่ยิ่ง
ถึง YIMSAMER จะร่วมงานกับ Ajinomoto Thailand เป็นครั้งที่ 3 แล้ว แต่ทุกปีความท้าทายใหม่ ๆ ก็เพิ่มขึ้น ไม่แพ้ความอลังการของงานแม้แต่น้อย คุณเฟียต (YIMSAMER) แบ่งความท้าทายออกเป็น 4 เรื่อง ถึงเป็นความท้าทาย แต่ก็รู้สึกสนุก!
- ความท้าทายแรก คือเรื่องของการตีโจทย์ของ Product ว่าจะทำอย่างไรให้ Product มีความเข้าอกเข้าใจ และเชื่อมโยงกับความเป็น Wellness มากขึ้น
- ความท้าทายที่สอง คือเรื่องของการออกแบบพื้นที่ Immersive นี้ให้ออกมาเป็นพื้นที่ ‘พักกายสบายใจ’ ได้จริง ๆ และทำให้คนอยากมา เพราะใน Bangkok Design Week 2026 ยังไม่มีที่ให้คนได้พักอย่างจริงจัง
- ความท้าทายที่สาม คือการขายบัตรครั้งแรก สำหรับงาน Immersive ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการเปิดขายบัตร ในราคา 850 บาท โดยจะได้ ผ้าห่ม, ผ้าปิดตา, Worry Stone และสมุดสูตรโจ๊กสำหรับใจกลับไปเป็นที่ระลึก
เรื่องนี้ยังเป็นความท้าทายใหม่กับ Ajinomoto Thailand เหมือนกัน แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้แบรนด์และ YIMSAMER กล้าเสี่ยง เพราะต้องการทดลองโมเดลการทำธุรกิจเล็ก ๆ เผื่อว่าวันหนึ่งจุดเริ่มต้นนี้อาจช่วยเปิดพื้นที่ รวมถึงขยายกลายเป็น Immersive Show ได้ในอนาคต
- ความท้าทายสุดท้าย คือการร่วมงานกับ Partner หลายฝ่าย เพราะถ้าเป็นแค่ YIMSAMER ทีมเดียว อาจทำได้แค่เรื่องแสงกับสี แต่เรื่องอื่น ๆ ยังต้องอาศัยความเชี่ยวชาญจากฝ่ายอื่น ๆ เช่น Sound Bath โดยคุณไอซ์ (Attuned Studio), Worry Stone ถ้วยโจ๊กจิ๋ว โดยคุณนกกี้ (Silly Studio), ทีม Voice Over และทีม Sense Designer เพื่อทำให้ Immersive ครั้งนี้สมบูรณ์ในทุก ๆ สัมผัส
“ถ้าถามว่า Immersive ของผมในวันนี้ต่างจาก Immersive ในท้องตลาดยังไง? สิ่งที่ผมอยากจะบอก คือ การบูรณาการในการทำงานร่วมกับนักสร้างสรรค์กลุ่มอื่น ๆ ในวงกว้างมากขึ้น และทำให้มันเกิดขึ้นจริงในพื้นที่แห่งนี้”

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือความเชื่อใจ เบื้องหลังไอเดียที่ทั้ง ‘ขายได้’ และ ‘ทำได้’
การร่วมงานกัน 3 ครั้งภายใน 2 ปีไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีเบื้องหลังการทำงานที่เป็นระบบ ที่ขายและทำได้จริงด้วย!
คุณเฟียต (YIMSAMER) แชร์ว่า สไตล์การทำงานของทีม ไม่ใช่แค่การเอา Reference จากคนอื่นมายำ ๆ และส่งให้ลูกค้า แต่คือการสร้าง Key Visual ขึ้นมาทั้งหมด และค่อยส่งให้ลูกค้า เพราะมองว่ามันเป็นไอเดียที่คิดมาแล้ว และสามารถทำได้จริง แบบที่ไม่ขายฝัน
ใน Immersive นี้ก็เช่นเดียวกัน คุณเบน (Ajinomoto Thailand) กล่าวว่า
“ปกติเวลาทางทีม YIMSAMER ทำงานกับทีมเบน เราจะเห็นภาพตั้งแต่ Draft แรก จะเห็น Visual ของงานมันจะเป็นลักษณะยังไง แล้วก็ค่อย ๆ เติมมาว่า Element ที่เห็นใน Draft จะเป็น Material จริงยังไง ดังนั้นสิ่งที่ YIMSAMER ขายในวันแรกกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ มันมีแต่ดีขึ้น มันเป็นการ ‘ขายและทำได้จริง’ ไม่ใช่การขายแค่ Concept”
ความเละเทะไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันคือ ‘รสชาติของชีวิต’ ที่เราต้องยอมรับ และ ทำความเข้าใจ
ถึงแม้ชีวิตของเราจะยุ่งเหยิง วุ่นวาย เละเทะแค่ไหน แต่ก็ต้องยอมรับก่อนว่า นี่แหละคือ ‘รสชาติของชีวิต’ เป้าหมายสำคัญของงานนี้ คือการให้เราได้ยอมรับ และเข้าใจในรสชาติเหล่านี้อย่างแท้จริง รวมถึงเปลี่ยนมุมมองใหม่เกี่ยวกับมัน เพราะบางครั้งในความเละเทะ ก็อาจมีเรื่องราวดี ๆ ซ่อนอยู่ แบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน และเราสามารถเฉลิมฉลองไปกับมันได้ ถ้าเราเข้าใจว่าความไม่สมบูรณ์แบบนั้นไม่ใช่เรื่องผิด
ซึ่งทาง Ajinomoto และ YIMSAMER ตั้งใจให้สถานที่นี้เป็นเหมือน ‘เชื้อเพลิง’ ที่จะช่วยเติมพลังให้ผู้เข้าร่วมงานกลับไปเผชิญหน้ากับความยุ่งเหยิงในชีวิตจริงได้อีกครั้ง
นอกจากได้เข้าใจรสชาติทางใจแล้ว ผู้เข้าร่วมงานยังจะได้รับของขวัญที่คุณค่า และใช้งานได้จริง ไม่ว่าจะเป็นผ้าห่ม และผ้าปิดตาที่ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น สมุดสูตรโจ๊กสำหรับใจที่สามารถเอากลับไปเพื่อหา Comfort Food ได้ที่บ้าน รวมถึง Worry Stone ถ้วยโจ๊กเซรามิกจิ๋วที่ช่วยสร้างความผ่อนคลายเพียงแค่ใช้ปลายนิ้วถู
ทั้งหมดนี้เป็นของสะสมที่มีเฉพาะงานนี้เท่านั้น ซึ่งผ่านการคิดมาหลายครั้งเพื่อให้ตอบโจทย์คนไทยในการทำความเข้าใจ และโอบกอดความเหนื่อยล้าของตัวเอง การมางานนี้ถือเป็นเรื่องที่คุ้มค่าสำหรับคนที่มองหาพื้นที่ปลอดภัยให้ได้พักจริง ๆ รวมถึงมองหาคำตอบว่าในวันที่แย่ ๆ จะถูกเยียวยาให้ดีขึ้นได้อย่างไร ซึ่งบอกเลยว่าในงานนี้มีคำตอบแน่นอน
อย่าพลาดที่จะเข้าไปลองหาวัตถุดิบในใจของคุณ ปรุงโจ๊กในถ้วยของคุณ และชิมโจ๊กรสชาติของคุณเอง ที่งาน ViVa La MESS : ลาความวุ่นวาย ให้ใจอ่อนลง Presented by Ajinomoto Quick Meal

งานจัดตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก ชั้น 4 ห้องปฏิบัติการสื่อดิจิทัลและโลกเสมือน Virtual Media Lab
สามารถซื้อบัตรและลงทะเบียนได้ที่ https://hellobooku.com/viva-la-mess
