Trust คือสกุลเงินที่มีค่าที่สุดในยุคนี้
เมื่อโลกบอก 'ตัวใครตัวมัน' ธุรกิจ ประเทศ และตัวเราจะอยู่รอดอย่างไร ถอด 12 ข้อคิดจากคุณโจ้ ธนา และ รศ.ดร.จิตติภัทร พูนขำ
ถ้าโลกทุกวันนี้บีบให้ทุกคนต้องเอาตัวรอด ทั้งเศรษฐกิจที่ฝืด ความขัดแย้งที่ลามไปทุกมุมโลก และ AI ที่เข้ามาแทนที่งานของคน...เรายังต้องสนใจเรื่อง 'คุณธรรม' อยู่ไหม? หรือคุณธรรมเป็นของฟุ่มเฟือยที่มีไว้เฉพาะในวันที่ชีวิตง่าย?
เซสชัน SURVIVE THE WORLD เมื่อโลกบอก 'ตัวใครตัวมัน' เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร จากงาน THE MORAL SURVIVAL : นิยามคุณธรรมในโลกที่บีบคั้นให้เราเอาตัวรอด ชวนหาคำตอบจาก 2 มุมที่ต่างกันสุดขั้ว คือมุมของรัฐ จาก รศ.ดร.จิตติภัทร พูนขำ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมุมของธุรกิจ จากคุณโจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ นักบริหารและนักคิดผู้มีประสบการณ์ขับเคลื่อนธุรกิจและองค์กรชั้นนำของประเทศไทย
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้จะเริ่มจากคนละโลก แต่ทั้งสองคนกลับมาเจอกันที่คำเดียว นั่นคือ 'Trust'
1. ธุรกิจไม่ต่างจาก AI มันคืออัลกอริทึมที่ถูกเขียนให้ทำกำไรสูงสุด
คุณโจ้ ธนา เปิดประเด็นว่า ธุรกิจก็คืออัลกอริทึมชนิดหนึ่ง ที่ถูกตั้งกติกาไว้ว่าต้องทำกำไรสูงสุด ในองค์กรใหญ่ CEO อาจไม่รู้จักพนักงานด้วยซ้ำ บอร์ดประชุมกันก็ดูแต่ตัวเลข ส่วนผู้ถือหุ้นก็ไม่จำเป็นต้องรู้จักใคร เพราะลงทุนเพื่อหวังเงินคืน
คุณโจ้ใช้คำที่กำลังฮิตในโลก AI อย่าง ‘Alignment’ และ ‘Misalignment’ มาอธิบาย โดยมีการประเมินกันว่า AI มีโอกาสราว 10% ที่จะทำให้มนุษยชาติสูญพันธุ์ บางคนบอกว่าอาจเป็นเพราะ AI ผลิตไวรัสได้ แต่อีกมุมหนึ่งคือปัญหาเรื่อง Alignment ไม่ใช่เพราะมันชั่วร้าย แต่เพราะ AI Agent ทำตามคำสั่งจนเกินเลย เหมือนนิทานอังกฤษเรื่อง 'อุ้งมือลิง' (The Monkey's Paw) ที่ชายคนหนึ่งขอพรอยากได้เงิน 200 ปอนด์ วันต่อมามีคนเอาเงิน 200 ปอนด์มาให้จริง เป็นเงินประกันจากการที่ลูกชายแขนขาดในโรงงาน
ถ้าเราสั่งให้ AI ผลิตคลิปหนีบกระดาษเยอะ ๆ มันก็จะผลิตไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ดีหรือชั่ว แค่ทำตามเราไปเรื่อย ๆ และ Corporate ก็คล้ายกัน มันทำตามอัลกอริทึมที่ถูกเขียนไว้ และจะ 'อยู่ข้างเรา' ก็ต่อเมื่อผลประโยชน์ของมันตรงกับเราเท่านั้น
2. ผู้บริโภคได้ประโยชน์ แต่พนักงานไม่อยู่ในสมการ
คุณโจ้แยกให้เห็นว่า Alignment นี้มีทั้งบวกและลบ
▪️ ด้านบวก: ฝั่งผู้บริโภคดีมาก เพราะการแข่งขันสูง ธุรกิจทำอะไรนิดหน่อยก็โดนโซเชียล ทำสินค้าไม่ดีก็โดนรีวิว จึงต้องสร้างแฟน แก้ Pain Point และ Deliver มาตรฐานที่ดี หลายปีที่ผ่านมาองค์กรเลยดูมีคุณธรรมมากขึ้น แต่จริง ๆ เป็นเพราะผลประโยชน์ของเขาตรงกับเรา
▪️ ด้านลบ: ฝั่งพนักงานไม่ได้อะไรเลย เพื่อนของคุณโจ้ที่อยู่บริษัทยาเพิ่งโดนเลิกจ้างไปหมาด ๆ เพราะเมื่อ AI มาถึง ตลาดทุนซึ่งกำหนดพฤติกรรมของ Corporate ทุก 3-6 เดือน คาดหวัง Productivity จากเงินที่ลงทุนไป ถ้ายังไม่เห็นผล ทางออกที่ง่ายที่สุดคือเอาคนออกก่อน คุณโจ้เจอบริษัทหนึ่งที่เอาคนออกครึ่งหนึ่ง เพื่อให้คนที่เหลือ 'ถูกบังคับ' ให้ใช้ AI ให้ได้
เหตุผลคือ Corporate ไม่มีตัวตนและไม่มีความรู้สึก บอร์ดเป็น Collective Responsibility มีเรื่องขึ้นมาก็ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งรับผิดชอบ ยกเว้นธุรกิจเล็กที่เจ้าของลงมาเอง คุณโจ้ซึ่งนั่งอยู่ในบอร์ดเองเล่าว่า บอร์ดคุยกันแต่เรื่องผลประกอบการ อย่างมากก็ลูกค้า เพราะถ้าไม่มีลูกค้าธุรกิจก็อยู่ยาก ส่วนพนักงานไม่อยู่ในอัลกอริทึมนี้
ธุรกิจไม่ได้บริการลูกค้าดีขึ้นเพราะมีคุณธรรม แต่เพราะจำเป็นต้องทำ ฟังดูอาจไม่ได้สวยงามนัก แต่อัลกอริทึมของธุรกิจถูกเขียนไว้อย่างนั้นจริง ๆ
3. ยุค ‘แฟนบังคับ’ ให้ธุรกิจต้องมีคุณธรรม
ในปีที่ธุรกิจเจอแรงกดดันรอบด้าน ทั้ง Geopolitics ที่ทำให้ราคาน้ำมันค้างสูงจนจะเป็น New Normal, ลูกค้าที่ไม่มี 'ลูกค้าธรรมดา' อีกต่อไปเพราะแต่ละคนเฉพาะเจาะจงและภักดีต่อแบรนด์ได้ยากมาก และเทคโนโลยีที่ถาโถมเข้ามา คุณโจ้กลับมองว่า ยุคนี้คือยุคที่ธุรกิจถูก Force ให้มีคุณธรรม
ตัวอย่างที่เห็นภาพชัด คือสมัยก่อนเวลาไปภัตตาคาร แล้วกัปตันบอกว่า "ปลาวันนี้สดมากครับ" อาจหมายถึงได้ค่าคอมเยอะ หรือปลาใกล้หมดอายุเลยต้องเอาออกมาขายก่อน หรือสดจริงก็ได้ แต่วันนี้โอกาสที่จะอร่อยจริงสูงมาก เพราะมีรีวิว และธุรกิจรู้ดีว่าลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำมีต้นทุนถูกกว่าการหาลูกค้าใหม่
- ยุคโฆษณาบอกข้างเดียว ใช้อำนาจผูกขาดได้มาก
- ยุค Follower ใครมีผู้ติดตามเยอะได้เปรียบ แต่วันนี้ Follower ไม่ค่อยมีประโยชน์แล้ว เพราะอัลกอริทึมแทบไม่ส่งคอนเทนต์ให้เห็น
- ยุคแฟน ต้องมีคนที่รักเราจริง เชื่อเราจริง พร้อมปกป้องเราจริง และพร้อมซื้อซ้ำจริง
และแฟนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเขาเชื่อแบรนด์ นั่นคือ Trust ธุรกิจทุกประเภทจึง 'จำเป็น' ต้องสร้าง Trust คุณโจ้สรุปว่า ถ้าเทียบกันด้วยคำว่าคุณธรรม ธุรกิจยุคนี้มีคุณธรรมสูงด้วยความจำเป็น เพราะผู้บริโภคมีทางเลือกเยอะ ถ้าแบรนด์ไหนเกเรตุกติก ก็โดนโพสต์ประจานได้ทันที
4. ความจริงใจกลายเป็นจุดขาย และพนักงานหนึ่งคนคือแบรนด์ทั้งแบรนด์
แล้วถ้าคู่แข่งเล่นใน Gray Area จนได้ Margin สูงกว่า หรือมีแต้มต่อจากวิธีตุกติกล่ะ? คุณโจ้มองว่าเราโชคดีที่การแข่งขันยุคนี้ทำผิดแล้วมีโอกาสเป็นข่าวเสมอ เช่น บริษัทประกันที่สมัยก่อนอาจยึดกรมธรรม์ตามตัวอักษรแล้วไม่จ่าย แต่วันนี้ถ้าอีกฝั่งคือคุณแม่ที่อยู่ ICU แล้วบริษัทไม่ยอมยืดหยุ่นหรือ Compromise เลยจนเกิดเรื่องขึ้น ชื่อเสียงพังมาก ธุรกิจจึงทำตุกติกได้ยากมาก ไม่ใช่เพราะไม่อยากทำ แต่เพราะกลไกไม่เอื้อ
แน่นอนว่ายังมีคนหลอกขายของ แต่คุณโจ้ไม่นับว่าเป็นธุรกิจ นั่นคือ Scammer หรือ Fraud ส่วนธุรกิจหลักอย่างธนาคาร โทรคมนาคม และค้าปลีก ทุกวันนี้ราคาชัดเจน ต่างจากสมัยก่อนที่เข้าร้านขายของชำแล้วไม่รู้ราคา ต้องต่อเอาเอง วันหมดอายุก็ไม่รู้ด้วยซ้ำ
และยิ่งแบรนด์มี Story เรื่องการสร้าง Trust ก็ยิ่งดี คุณโจ้ยกตัวอย่างที่เขาชอบเล่า
📍 ซูเปอร์มาร์เก็ตเล็ก ๆ ในญี่ปุ่นที่ลดราคาสู้ยักษ์ใหญ่ไม่ได้ จึงเลือกแปะป้ายบอกความจริงแบบสุด ๆ เช่น "สตรอว์เบอร์รีช่วงนี้เปรี้ยวมาก เพราะฝนแล้ง ถ้ารออีกเดือนจะหวานกว่านี้" ยิ่งพูดตรง คนก็ยิ่งเชื่อ เมื่อเชื่อก็ยิ่งซื้อ
📍 Starbucks สาขาบางน้อย ที่คุณโจ้แวะระหว่างขับรถผ่าน ตั้งใจจะเติมเงิน 2,000 บาท แต่พนักงานบอกว่า "พี่เพิ่งเติมวันนี้ พรุ่งนี้ไปเติมในกรุงเทพฯ ก็ได้ พี่จะได้ปฏิทินด้วย วันนี้เติม 300 ก็พอ"
คุณโจ้บอกว่านี่คือสิ่งที่ธุรกิจพยายามเทรนพนักงาน เพราะแบรนด์ในที่สุดคือสิ่งที่ลูกค้าจำได้และรู้สึก และในยุคที่ลูกค้ารู้สึกดีได้ยาก ธุรกิจก็ยิ่งมีแรงจูงใจที่จะทำให้ลูกค้ารู้สึกดีให้ได้ ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้ได้ Trust มาด้วย แต่คุณโจ้ย้ำว่าทั้งหมดนี้พูดถึงฝั่งลูกค้า ไม่ใช่พนักงาน เพราะพนักงานยังเดือดร้อนหนัก
5. 'พายุ GALE' และคำถามที่ยังไม่มีคำตอบเรื่องการจ้างงานในยุค AI
ถ้าถามถึงการจ้างงานอย่างมีคุณธรรมในยุค AI คุณโจ้ยอมรับว่านี่คือปัญหาใหญ่ เพราะวิธีที่ง่ายที่สุดในการทำให้ AI เกิดในองค์กร คือเอาคนออกครึ่งหนึ่ง บังคับคนที่เหลือให้ใช้ AI และรับเด็กใหม่ให้น้อยลง
ในยุคของคุณโจ้ ธนาคารคือองค์กรที่รับเด็กจบใหม่มากที่สุด จบรัฐศาสตร์ จบวิทยาศาสตร์ จบเศรษฐศาสตร์ ธนาคารก็รับหมด แต่ปัจจุบันธนาคารแทบจะประกาศไม่รับเด็กใหม่แล้ว
ส่วนคนที่ทำงานอยู่ คุณโจ้เล่าว่าเพิ่งคุยกับบริษัท Big Four แห่งหนึ่ง ซึ่งตอนนี้มีรายได้ดีทั่วโลกจากงาน Optimization คือเข้าไปวาง Workflow ใหม่ทั้งหมดเพื่อให้ AI ทำงานในธุรกิจได้จริง แล้วดูว่า Workflow ใหม่ต้องใช้คนกี่คน และได้ 'Golden Ratio' ที่ 80:20 คือ 80% ไม่ได้ไปต่อ เหลืออยู่แค่ 20%
คนที่อยู่ต่อได้ตามสถิติของเขา คือคนที่รู้ลึกในงานของตัวเอง และ 'ชอบเผือก' รู้ไปหมดว่าใครทำอะไร งานย้ายจากไหนไปไหน เห็นภาพทั้ง Workflow คนแบบนี้จะได้ Operate Workflow ต่อ แต่คนแบบนี้คือคนที่มีประสบการณ์ แล้วเด็กรุ่นใหม่ที่ใช้แต่ AI ถาม-ตอบ ไม่ได้ฝึก Critical Thinking จะโตขึ้นมาคุม Workflow และตัดสินใจได้อย่างไร? แม้แต่ Big Four เองก็ยอมรับว่านี่คือคำถามหลักที่ยังไม่มีคำตอบ
คุณโจ้เรียกสิ่งนี้ว่า 'พายุ GALE' คือ Geopolitics, AI, Labor และ Environment 4 ตัวที่รวมเป็นพายุใหญ่ โดย L ไม่ได้เกิดจากตัวมันเอง แต่เกิดจาก A ทั้งที่ AI ยังไม่ได้เก่งขนาดนั้น แต่ธุรกิจเอาคนออกก่อนเพื่อโชว์ว่า Adopt AI ได้ บริษัทฝรั่งบางแห่งเอาคนออก 25% เพื่อโชว์เคส ส่วนที่ไม่เอาออกก็หยุดจ้าง
ผลกระทบตามมาเป็นทอด ๆ เงินเดือนเด็กจบใหม่วันนี้เกือบเท่าเงินเดือนคุณโจ้เมื่อ 35 ปีที่แล้ว ทั้งที่ค่าครองชีพขึ้นไปมหาศาล คุณโจ้ซึ่งเป็นที่ปรึกษาให้องค์กรแห่งหนึ่งเห็นรีเสิร์ชว่า ไอดอลของเด็กรุ่นใหม่ไม่ใช่ดารา แต่แทบทั้งหมดเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneur) เพราะเด็ก ๆ ไม่อยากเข้าบริษัท เข้าก็ยาก เงินเดือนก็น้อย เข้าไปแล้วไม่ได้ประสบการณ์ แป๊บเดียวก็ไม่มีอนาคตเพราะมีคนมาแทน นี่คือ Paradigm Shift ที่ Corporate ต้องคิดหนักว่าจะไปต่ออย่างไร
และทั้งหมดก็ย้อนกลับไปที่ Misalignment เพราะ Corporate ดูผลงานรายไตรมาส ถ้าธนาคารหนึ่งกำไรตก ขณะที่ธนาคารอื่นลดคนแล้วกำไรขึ้นหมด ธนาคารนั้นก็ต้องลดคนบ้างโดยธรรมชาติ เพราะอัลกอริทึมถูกเขียนไว้แบบนั้น
6. คุณธรรมของรัฐ คือผลประโยชน์ชาติ + กติกาที่ใช้เป็น 'หลังพิง'
อาจารย์จิตติภัทรยอมรับว่า 'รัฐมีคุณธรรมไหม' เป็นคำถามที่น่ากลัวมาก แต่ถ้าตอบให้สั้นที่สุด คุณธรรมของรัฐคือการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ รัฐที่ลืมเรื่องนี้คือรัฐที่ล้มเหลวในการทำให้คนในประเทศปลอดภัยและมั่นคง และจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายอื่นได้เลย
แต่ผลประโยชน์อย่างเดียวก็อาจไป 'ตีหัวคนอื่น' ได้ การเมืองระหว่างประเทศจึงมี 2 ด้านเสมอ ด้านหนึ่งคือการแสวงหาและปกป้องอำนาจ อีกด้านคือการสร้างกติกา เพราะรัฐอยู่ในสังคมระหว่างประเทศ จะมีความชอบธรรมได้ก็ต้องมีศีลธรรมกำกับ ผ่านบรรทัดฐาน กฎหมาย และกติการะหว่างประเทศ
สำหรับรัฐขนาดกลางและเล็กอย่างไทย ที่ไม่ได้มีทรัพยากรหรืออำนาจต่อรองมาก เราจึงต้องมี 'หลังพิง' ที่ดี และหลังพิงนั้นก็คือกติการะหว่างประเทศ
7. กติกาถูกท้าทาย แต่ศีลธรรมยังทำงานอยู่ แม้จะในเชิงลบ
คำถามต่อมาคือ หลังพิงนี้ยังแข็งแรงพอไหม? อาจารย์ตอบว่าวันนี้กติการะหว่างประเทศถูกท้าทายมาก คุณโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นภาพที่ชัดที่สุด แต่มหาอำนาจท้าทายกติกามาตลอด ทั้งจีนในทะเลจีนใต้ สหรัฐ และรัสเซียในยูเครน
อย่างไรก็ตาม อำนาจไม่ได้ดลบันดาลได้ทุกอย่าง อาจารย์ยกให้ Mark Carney นายกรัฐมนตรีแคนาดา เป็นฮีโร่ของปีนี้ในการพยายามกอบกู้กติกาและระบบคุณค่าของประชาคมโลก และชี้ว่าเมื่อมหาอำนาจไม่เล่นตามกติกา ประเทศอื่นไม่ได้เลิกเล่นตามไปด้วย แต่เกิด 2 ปรากฏการณ์
1. ประคองกติกาไว้ด้วยกัน อย่างสหภาพยุโรป ที่ได้ประโยชน์จากการเล่นตามกติกา เพราะมีเกณฑ์ชัดเจนที่ใครก็มาบี้ไม่ได้
2. เขียนกติกาใหม่ของกลุ่มตัวเอง อย่าง BRICS ที่มีธนาคารเพื่อการพัฒนาร่วมกัน ขยายสมาชิกและ Partner Country รวมถึงไทย และเริ่มคุยเรื่องซื้อขายด้วยสกุลเงินท้องถิ่นโดยไม่พึ่งดอลลาร์ หรือจีนที่จัด World AI Conference เพื่อเขียนกติกาเรื่อง AI ซึ่งหลายเรื่องอย่างโดรนและ AI ยังไม่มีกติกาชัดเจน
ผลคือสถานะของประเทศที่เคยเป็นผู้นำโลกอาจเปลี่ยนไป และหลายประเทศเริ่มหันไปหาจีนหรือประเทศอื่นมากขึ้น
อาจารย์ชวนนึกถึง Thucydides ที่คุณสีจิ้นผิงเคยพูดถึง 'กับดักทูซิดิดีส' ว่าเมื่อมหาอำนาจหนึ่งขึ้นและอีกมหาอำนาจกำลังลง มักนำไปสู่สงคราม และประโยคที่คนกลับมาพูดถึงกันมากคือ "The strong do what they can and the weak suffer what they must" โลกวันนี้กำลังกลายเป็นโลกแบบ Might is Right ที่อำนาจกลายเป็นความถูกต้อง แต่เราอยากอยู่ในโลกแบบนั้นไหม?
อาจารย์ชี้ว่าในสหรัฐเอง หลังทรัมป์ 1.0 คนอเมริกันก็เลือกไบเดนเพื่อดึงประเทศกลับสู่การเคารพกติกาและพหุภาคีนิยม ก่อนทรัมป์จะกลับมารอบสอง และการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึงก็จะบอกอะไรบางอย่างว่าคนอเมริกันอยากเห็นทิศทางแบบไหน นี่คือความสวยงามของประชาธิปไตย
ประเด็นที่น่าคิดที่สุดคือ แม้มหาอำนาจจะละเมิดกติกา ก็ยังต้อง Justify หาคำอธิบายว่าสิ่งที่ทำนั้นถูก แปลว่าศีลธรรมไม่ได้หายไป แต่ยังทำงานอยู่ แม้จะในเชิงลบ เพราะถ้าไม่มีความชอบธรรมเลย อำนาจอย่างเดียวเอาไม่อยู่ ขณะเดียวกัน ถ้ามีแต่ศีลธรรมแต่ไม่มีอำนาจ ก็ไม่มีประสิทธิภาพเช่นกัน
8. Trust Deficit และภูเขาน้ำแข็งที่ไทยต้องมองให้เห็นส่วนใต้น้ำ
สำหรับประเทศขนาดกลางอย่างไทย Trust สำคัญมาก เพราะความร่วมมือทุกอย่างต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจ ตั้งแต่ขอเสียงโหวตในเวทีโลก ไปจนถึงส่งผู้แทนไทยเข้าไปในกรอบความร่วมมือใหญ่ ๆ และ Trust เป็น Two-way ที่เราต้องให้เขาด้วย หรือที่เรียกว่าการทูตแบบ Reciprocity
ภาพในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกลับเป็นข่าวร้ายเกือบทั้งหมด โลกกำลังเผชิญ Trust Deficit ตั้งแต่ระดับผู้นำลงมา และนำไปสู่การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ ว่าใครจะเข้าถึงพื้นที่ ทรัพยากร และเศรษฐกิจที่สำคัญ อย่างที่ทรัมป์อยากได้กรีนแลนด์ ซึ่งฟังดูประหลาด แต่มีผลประโยชน์มหาศาล ทั้งการเชื่อมกับอาร์กติก ทรัพยากร พลังงาน และระบบป้องกันขีปนาวุธเพื่อคานดุลกับจีนและรัสเซีย
การแข่งขันนี้ลงมาถึง Geoeconomics หรือภูมิเศรษฐศาสตร์ สิ่งที่เคยพึ่งพากัน ทั้งพลังงานและเซมิคอนดักเตอร์ อย่าง iPhone และ iPad ที่ผลิตในจีนแต่เป็นของอเมริกา กำลังถูกแยก Supply Chain ออกจากกัน การพึ่งพากันถูก Weaponize เป็นเครื่องมือกดดันอีกฝ่าย และเกิดการ Friend-shoring ให้ประเทศฝั่งเดียวกันผลิตให้กันเอง
อาจารย์เปรียบภาพนี้กับภูเขาน้ำแข็ง ส่วนที่โผล่พ้นน้ำคือ Trade War และกำแพงภาษี แต่ส่วนใต้น้ำคือก้อนมหึมาที่ทำให้เรือไททานิกล่ม เพราะเห็นแค่ยอดแต่ไปชนข้างล่าง ส่วนใต้น้ำนั้นมีทั้ง
▪️ การแข่งขันเรื่องชิปและไซเบอร์
▪️ Cloud System ที่จะแยกเป็นโลก 2 ใบที่ไม่เชื่อมกัน อย่างที่ไปจีนวันนี้ก็ใช้แอปตะวันตกไม่ได้แล้ว
▪️ การ Decouple และ De-risk ที่ลงไปถึง AI, เคเบิลใต้น้ำ, แร่ธาตุหายาก และควอนตัม
▪️ จนกลายเป็น Network War ในที่สุด
เมื่อโลกแยกเป็นสองขั้ว ประเทศเล็กจะถูกบีบให้เลือกข้าง ไทยเคยภูมิใจว่าเก่งเรื่อง Hedging คนในราชการหรือธุรกิจมีมือถือ 2-3 เครื่อง ใช้ทั้งระบบฝั่งตะวันตกและฝั่งจีน แต่อนาคตสองระบบนี้จะไม่ซิงก์กัน เราไม่ได้เลือกแค่ Device แต่ต้องเลือก Cloud System ซึ่งผูกกับเศรษฐกิจ ความมั่นคง และกลาโหม คำถามคือ Supply Chain ทั้งหมดของไทยจะไปยืนตรงไหน
9. บทเรียนจากจักรวรรดิโรมัน Power ต้องมาพร้อม Prudence
แล้วมหาอำนาจจำเป็นต้องมี Trust ไหม ในเมื่อพูดแล้วเปลี่ยนไปมาได้ ขอแค่อธิบายกับคนในชาติได้? อาจารย์ตอบว่า Trust มีหลายระดับ ผู้นำหลายคนสนใจแค่คนข้างใน แต่คนข้างในนั้นคือคนส่วนใหญ่ของประเทศหรือเปล่า? การทำแบบนี้อาจได้คะแนนนิยมระยะสั้น แต่ระยะยาวหลายเรื่องไม่กลับมา เช่น การสร้างงานในอเมริกาที่ยังไม่เกิด หรือการรื้อฟื้นอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่เห็นผลน้อยมาก
อาจารย์ยังเตือนถึงอารมณ์การเมืองแบบแบ่งขั้ว 'ฉันดี แกชั่ว' แบบพล็อตละครไทยที่คนหนึ่งดีมาก อีกคนเป็นปีศาจร้าย ซึ่งจะลดทอนความซับซ้อนของโลกลง เหมือนยุคล่าอาณานิคมที่บางประเทศคิดว่าตัวเองมีอารยธรรมและคุณค่าที่ดีกว่า
ถ้าจะสร้าง Trust และระเบียบโลกที่ดี อาจารย์ชวนกลับไปที่ 3 เรื่องพื้นฐาน
- ชีวิต: ระเบียบโลกนี้ปกป้องผู้คนจากความรุนแรงหรือไม่
- กรรมสิทธิ์: เคารพดินแดนและพื้นที่ของกันและกันแค่ไหน
- พันธสัญญา: รักษา Promise ได้แค่ไหน ในระดับรัฐคือสนธิสัญญาและข้อตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งในโลกธุรกิจก็ไม่ต่างกัน
อาจารย์ยังชี้ว่าแม้แต่สำนัก Realism ที่คนคิดว่าสนใจแต่อำนาจ ก็มีจริยธรรมกำกับ คือรัฐต้องรักษาผลประโยชน์ และต้องมี Prudence ความสุขุมใคร่ครวญอย่างมีเหตุผล ผ่าน 3R
- Reasoning ให้เหตุผลได้ว่าผลประโยชน์ของเราคืออะไร
- Responsibility รับผิดชอบต่อสังคมระหว่างประเทศ เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ หรือโควิด ไม่มีรัฐไหนรับมือได้คนเดียว เว้นแต่จะปิดประเทศไม่พึ่งพิงใครเลย ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม
- Restraint ยับยั้งชั่งใจ แยกผลประโยชน์หลักกับผลประโยชน์รองให้ออก ถ้ามองทุกอย่างเป็นผลประโยชน์หลักหมด มหาอำนาจก็จะบุกไปทุกที่ทั่วโลก และขยายตัวจนเกินตัว
จักรวรรดิโรมันไม่ได้ล่มเพราะมีมหาอำนาจอื่นขึ้นมา แต่เพราะขยายตัวเองจนเกินไป ชาวกรีกโบราณเรียกว่า Hubris หรือความอหังการ อาจารย์จึงมองว่าปัญหาของสหรัฐวันนี้ อาจไม่ใช่จีนที่กำลังผงาด มากเท่ากับการขยายตัวเองจนเกินไป เพราะลืมกฎข้อหนึ่งว่า Power ต้องมาพร้อมกับ Prudence
10. Leading from the Middle ทางรอดของประเทศขนาดกลางอย่างไทย
ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่มีใครค้ำประกันให้เรา ไม่มีมิตรแท้ ไม่มีศัตรูถาวร อาจารย์จิตติภัทรจึงเสนอทางที่ไทยทำได้
▪️ หาเพื่อนให้มากที่สุด สร้าง Trust และ Diversify ไม่พึ่งตลาดเดิมอย่างเดียว ซึ่งภาคธุรกิจจะได้ประโยชน์ แต่ต้องมีกติกาชัดเจนและแฟร์ และต้องมี Leadership กับ Vision ที่ผลักดัน
▪️ ใช้กติกาเป็นอำนาจต่อรอง ต่อรองคนเดียวโดนเหยียบตายแน่ แต่ถ้ามีเพื่อนเยอะ กติกาที่เขียนร่วมกันจะบีบให้มหาอำนาจต้องเดินตามบ้าง สำเร็จสัก 60% ก็ถือว่าเก่งแล้ว เพราะนี่คือเกมยาว อย่างความตกลงปารีสเรื่อง Climate Change ก็ใช้เวลาตบตีกันนานกว่าจะเกิดขึ้นได้
▪️ Leading from the Middle นำจากประเทศขนาดกลาง ร่วมกับกลุ่มที่มีผลประโยชน์และฐานคิดคล้ายกัน ในเรื่องที่ไทยเด่น เช่น เกษตร หรือการท่องเที่ยวแบบ Niche อย่าง Medical Tourism ที่ไทยเป็น Hub ได้ เหมือนสิงคโปร์ที่ Punch Above Its Weight ในบางเรื่องจนเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และการเงิน
และในสถานการณ์ที่มหาอำนาจแข่งกัน อาจารย์มองว่าไทยต้องยึด 3 เรื่อง
- Strategic Autonomy ไม่ผูกตัวเองไว้กับใคร และ Diversify ได้
- Agency มีเสียงของตัวเองที่คนอื่นในเวทีระหว่างประเทศรับฟัง
- Indispensable เป็นประเทศที่คนอื่นขาดไม่ได้ ไทยเคยเป็นแบบนั้นเมื่อ 30-40 ปีก่อน แต่วันนี้คือเวียดนาม ใครจะลงทุนหรือสร้างเครือข่ายหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ก็ต้องดึงเวียดนามเข้าไป ไทยมีศักยภาพ แต่ต้องเปลี่ยนศักยภาพนั้นให้เป็นความสามารถ
อาจารย์มองว่าการแข่งขันของมหาอำนาจไม่ใช่เรื่องร้ายสำหรับไทยเสมอไป แต่อาจเป็นโอกาส ถ้าเรารู้ว่าเขาแข่งกันเรื่องอะไร แล้วผลิตสิ่งที่เขาต้องการจนหาคนอื่นมาแทนไม่ได้
11. “Trust is Earned” ไม่มีใครได้มาฟรี
คุณโจ้มองว่า Trust คือ Currency ที่สำคัญที่สุดของยุคนี้ เพราะคนไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ อีกแล้ว แต่ในขณะเดียวกัน เราก็เชื่อบางอย่างมากขึ้น สมัยก่อนเราถูกสอนว่าอย่าขึ้นรถคนแปลกหน้า วันนี้ Grab มาเราก็ขึ้นเลย ใครมาส่งของก็เชื่อ เพราะมีระบบอย่างเรตติ้งที่ทำให้เชื่อได้
เพราะ Trust ต้องผ่านกาลเวลา ความสม่ำเสมอ และการแสดงออก ซึ่งก็คือคุณธรรมในอีกรูปแบบ คือการที่เราเชื่อว่าคน องค์กร หรือแบรนด์นี้เป็นแบบนี้จากสิ่งที่เขาทำมาตลอด ยิ่งในยุคที่ข่าวสารล้นเกิน คุณโจ้ยอมรับว่าตามข่าวอยู่ 3-4 วัน ผ่านไป 5 วันก็ลืมแล้วว่าเรื่องอะไร คนจำรายละเอียดไม่ได้ จำได้แค่ว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ
12. 'อยู่ให้เป็นโชคดีของคนอื่น' คือนิยามคุณธรรมที่ง่ายที่สุด
เมื่อถามว่าจะส่งเสริมคุณธรรมในภาคธุรกิจได้อย่างไร คุณโจ้ตอบตรง ๆ ว่าถ้าตอบให้โลกสวยก็นึกไม่ออก เพราะแม้แต่เรื่อง Sustainability บริษัทส่วนใหญ่ก็แค่ตั้งฝ่ายมาเขียนรายงานเอาคะแนน ไม่ได้อะไรขึ้นมา นอกจาก Green Loan นิดหน่อย ธุรกิจเป็นนิติบุคคล เป็น Collective Responsibility มีเรื่องก็ไม่มีใครผิด และไม่มีใครถูกลงโทษ
คุณโจ้จึงชวนกลับมาที่ความเป็นมนุษย์ของเราแต่ละคน ด้วยคำว่า Likeability การเป็นคนที่คนรัก ไม่ใช่เพราะเอาใจเก่ง แต่เพราะสิ่งที่เราเป็นจริง ๆ
▪️ ลูกน้องที่ดี: ทำงานสำเร็จตามความรับผิดชอบ
▪️ หัวหน้าที่ดี: ออกรับแทนลูกน้องเมื่อต้องออกหน้า และเป็นโค้ชที่อยากให้ลูกน้องเก่งขึ้นจริง ๆ อย่างคุณซิกเว เบรกเก หัวหน้าที่คุณโจ้รักมาก
▪️ เพื่อนร่วมงานที่ดี: ไม่นินทา ช่วยเหลือกัน ชนะไม่เคลมคนเดียว แพ้ไม่โทษกัน
▪️ พาร์ตเนอร์ที่ดี: เจรจาตรงไปตรงมา ไม่เอาเปรียบ หาทางให้ Win-Win
สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็น Reputation ของเราในอนาคต พออายุมากขึ้น คุณโจ้ยึด Motto ว่า เลิกอยากเปลี่ยนคนอื่น ทั้ง Corporate และรัฐบาล แต่เปลี่ยนตัวเอง 'เข้มงวดกับตัวเอง ผ่อนปรนกับผู้อื่น' เพราะไม่มีใครคิดว่าตัวเองไม่ดี คุณโจ้เชื่อว่าแม้แต่ทรัมป์ก็คิดว่าตัวเองดี อย่างที่พี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ เคยเล่าว่า นักโทษเวลาดูทีวีในคุกก็เชียร์พระเอก ไม่มีใครเชียร์ผู้ร้าย สุดท้ายจึงต้องกลับมาที่ตัวเอง มีวินัย อดทนต่อสิ่งยั่วยุ ช่วยเหลือคนอื่น 'ปลูกต้นไม้' สร้างคำขอบคุณ และกตัญญูต่อเมนเทอร์
คุณโจ้ปิดด้วยเรื่องที่เล่าทุกครั้งที่มีโอกาส จากหมอแนท ผู้ดูแลผู้ป่วยระยะท้าย (Palliative Care) ที่คุยกับคนใกล้ตายมาเป็นพันคน เมื่อถามว่าทำอย่างไรจะตายดี หมอแนทตอบว่าต้องอยู่ดีก่อน และเมื่อถามว่าอยู่ดีคืออะไร หมอแนทตอบว่า
"อยู่ให้เป็นโชคดีของคนอื่น"
ถ้าจะนิยามคุณธรรม คุณโจ้จึงนิยามว่า คือการที่คนรอบข้างรู้สึกว่าเราเป็นโชคดีของเขา เอาแค่ทำงานกลุ่ม ให้เพื่อนรู้สึกว่า "ได้พี่มานี่โชคดีจังเลย" ไม่ใช่ "โอ้โห ได้ภาระมาอีกคน" เพราะแปลว่าเราไว้ใจได้ มีน้ำใจ และไม่เอาประโยชน์ตัวเองเป็นที่ตั้ง
ส่วน Corporate ต้องเขียนอัลกอริทึมใหม่ด้วยกติกาที่ทำให้ 'ไม่ทำแล้วเดือดร้อน' เช่น ถ้าโรงเหล็กไม่ปรับเรื่องคาร์บอนก็ส่งออกไม่ได้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องออกกฎให้เข้ม (แม้คุณโจ้จะยอมรับว่าเราไม่ค่อยเชื่อว่าภาครัฐจะออกกฎได้) อย่าง Data Center ที่ต้องบังคับเรื่องรีไซเคิลน้ำ ถ้าทำให้ตำแหน่งงานหายไป 300 ตำแหน่ง ก็ต้องสร้างงานในพื้นที่ 300 ตำแหน่ง และต้องบังคับเรื่องเทคโนโลยี เพราะ Corporate ไม่มีตัวตน มันทำตาม Benefit