ความเสี่ยงใหม่ในวันนี้คือ อายุน้อยลง แต่ป่วยหนักขึ้น ทุกคนไม่ต้องรออายุมากแล้ว ซึ่งหนึ่งใน Session ที่อยากให้ทุกคนได้เตรียมความพร้อมก่อนที่เกิดโรคร้ายแรงคือเรื่องของ Health & Financial Planning เพื่อรับมือวิกฤตสุขภาพก่อนสายเกินไป
รับมือกับเรื่องแรกคือ 6 กลุ่มโรคร้ายแรงที่ขยับเข้ามาหาคนอายุน้อยลง
จากเดิมที่หลายคนเคยคิดว่าจะเจอโรคร้ายแรงในคนอายุ 50 ปีขึ้นไป ปัจจุบันกลับพบในวัย 30-40 ปีมากขึ้นอย่างน่าตกใจ ซึ่งข้อมูลนี้ นพ.ประมุกข์ ทรงจักรแก้ว จากโรงพยาบาลบางปะกอก 9 ได้สรุปจากข้อมูลจริงถึง 6 กลุ่มโรคร้ายแรงที่ขยับเข้ามาหาคนทุกคน
- โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke): คนอายุเพียง 40 ปีก็พบว่าเป็นได้แล้ว
- โรคหลอดเลือดหัวใจ บางรายอายุ 40 มาด้วยอาการแน่นอก นึกว่าเป็นแค่กรดไหลย้อน แต่ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจแล้วพบว่าเป็นหลอดเลือดหัวใจตีบ
- โรคมะเร็ง: พบได้ตั้งแต่มะเร็งลำไส้ใหญ่จนถึงมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ เกิดได้กับทุกอวัยวะตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าและเกิดได้ในทุกช่วงวัย
- โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และความดันโลหิตสูง คนวัยเพียง 20 กว่า ๆ เริ่มมีความดันขึ้นไปถึง 140+ หรือค่าน้ำตาลเฉียดเกณฑ์เบาหวานกันแล้ว
- ปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งมาจากความเครียดสะสมและภาวะนอนไม่หลับ
- โรคกระดูก ข้อ และหมอนรองกระดูกเสื่อม ผลจากการใช้ชีวิต ท่าทางการทำงาน และน้ำหนักตัว
แน่นอนว่าโรคร้ายแรงเหล่านี้ สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมใช้ชีวิต กินหวาน, ไม่ออกกำลังกาย, ทำงานหนัก, นอนน้อย บวกกับ มลภาวะรอบตัวอย่าง PM 2.5 และเทคโนโลยีการตรวจคัดกรองที่เจอโรคได้ไวขึ้นกว่าแต่ก่อน
รับมือกับเรื่องที่สองคือ ร่างกายแข็งแรง ไม่ได้แปลว่าไม่มีวันป่วยหลายคนมักติดกับดักความคิดว่าฉันออกกำลังกายเป็นประจำ คงไม่แจ็คพอตเป็นโรคร้ายหรอก
ทางด้าน คุณจ๋า - ณัฐฐาวีรนุช ทองมี Content Creator สายสุขภาพ ได้เปรียบเทียบไว้น่าคิดมากว่า ร่างกายเราก็เหมือน ‘บ้าน’ การออกกำลังกายและการกินดี คือการซ่อมบ้านให้แข็งแรง ใช้งานได้ดี แต่มันไม่ได้การันตีว่าจะป้องกันโจร (ซึ่งก็คือโรคร้ายแรง) ขึ้นบ้านได้ 100% เพราะยังมีปัจจัยเรื่องพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมที่เราควบคุมไม่ได้
ประโยชน์ที่แท้จริงของการดูแลตัวเอง จึงไม่ใช่การการันตีว่าจะไม่ป่วย แต่คือการสร้าง "ต้นทุนสุขภาพ" (Health Capital) เวลาเจ็บป่วยขึ้นมาจริง ๆ ร่างกายจะฟื้นตัวได้เร็วกว่า และไม่ทรุดหนักจนกระทบกับคนรอบข้าง
รับมือกับเรื่องที่สามคือ กับดักทางการเงิน เมื่อเงินเฟ้อทางการแพทย์ พุ่งสูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไป ความน่ากลัวอีกด้านหนึ่งที่คนทำงานมักมองข้าม คือเรื่องค่ารักษาพยาบาล
ในขณะที่เงินเฟ้อทั่วไป (GDP Inflation) อยู่ที่ประมาณ 3-4% แต่ เงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พุ่งสูงเกิน 10% ต่อปี
คุณพัด - พัชรา ทวีชัยวัฒนะ (อลิอันซ์ อยุธยา) และ นพ.ประมุกข์ ทรงจักรแก้ว ให้ความเห็นตรงกันว่า คนส่วนใหญ่ตั้งใจทำงานเก็บเงิน นำไปลงทุนในหุ้น อสังหาริมทรัพย์ หรือทองคำ เพื่อหวังผลตอบแทน แต่กลับลืมวางแผนสุขภาพทางการเงิน หากวันหนึ่งเกิดเป็นโรคร้ายแรงขึ้นมา เงินที่เพียรสร้างมาทั้งชีวิตอาจต้องนำมารักษาตัวเองจนหมด
ดังนั้นการทำประกันตั้งแอยู่อายุน้อย ไม่ใช่เรื่องของการจ่ายเงินทิ้ง แต่มันคือการซื้อความคุ้มครองในวันที่เบี้ยยังถูก และความเสี่ยงยังต่ำ เพราะถ้าปล่อยให้อายุเยอะขึ้นหรือเริ่มมีประวัติสุขภาพแล้ว ต่อให้มีเงินแค่ไหน บริษัทประกันก็อาจปฏิเสธไม่รับทำ หรือรับแบบมีเงื่อนไขทันที
รับมือกับเรื่องสุดท้าย การบ้านที่ทุกคนต้องปรับใช้ ปรับวิธีคิดคือ อย่าทุ่มเททำงานหนักเพื่อสร้างชีวิต แล้วปล่อยให้ความประมาทนำเงินทั้งหมดกลับมารักษาตัวเองในวันที่สายเกินไป
เป้าหมายของคนยุคนี้ ไม่ใช่แค่การมีอายุยืนยาว (Life Span) แต่มันคือการมีช่วงชีวิตที่ร่างกายแข็งแรงและพึ่งพาตัวเองได้ (Health Span)
ข้อมูลจากนพ.ประมุกข์ ทรงจักรแก้ว บอกไว้ว่า ในบรรดาคนที่อายุยืนถึง 100 ปี มีเพียงไม่ถึง 20% เท่านั้นที่ยังเดินเหินใช้ชีวิตได้ปกติ ส่วนใหญ่กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง โดยคำแนะนำสำคัญจากทั้ง 3 ท่านใน Session นี้ซึ่งมีค่ามากที่ทุกคนจะนำไปปรับใช้ให้กับชีวิตตัวเอง
ออกกำลังกายให้ครบ 3 ด่านนี้
หลายคนเน้นแค่คาร์ดิโอ (วิ่ง) แต่ลืม เวทเทรนนิ่ง (เพื่อสร้างกล้ามเนื้อป้องกันกระดูกหักยามล้ม) และที่คนส่วนใหญ่ละเลยมากที่สุดคือ การยืดเหยียด (Stretching) ซึ่งช่วยลดการบาดเจ็บและอาการปวดเรื้อรังได้ดีมาก
ปรับ 4 เสาหลักชีวิต
ดูแลทั้งโภชนาการ, การออกกำลังกาย, การนอนหลับที่มีคุณภาพ และการจัดการความเครียด
ตรวจสุขภาพประจำปี
ใครบอกไม่ตรวจไม่เจอโรคหยุดซะนะ! เพราะเรื่องนี้สำคัญมากยิ่งคนอายุน้อย ๆ เริ่มก่อนรู้ก่อน ดูแลสุขภาพได้ก่อน ให้ลองเปลี่ยนมุมมองว่าการตรวจสุขภาพไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่คือโอกาสในการ discovery (ค้นพบเร็ว), intervention (สกัดกั้นก่อนลุกลาม) และ optimization (วางแผนสุขภาพและประหยัดค่าใช้จ่ายระยะยาว)
สุดท้ายนี้ยังคงอยากย้ำผู้อ่านทุกคน อย่าทุ่มเททำงานหนักเพื่อสร้างชีวิต แล้วปล่อยให้ความประมาทนำเงินทั้งหมดกลับมารักษาตัวเองในวันที่สายเกินไป การกลับมาดูแลสุขภาพ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่โต
แค่เริ่มมองให้เหมือนการแปรงฟันหรืออาบน้ำ ทำทีละนิดให้เป็นนิสัย เพราะสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในชีวิตและการทำงาน ไม่ใช่แค่ทรัพย์สินหรือตำแหน่งงาน