ผู้นำที่ดี ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเอกเสมอไป
ในโลกการทำงาน เรามักคุ้นกับภาพผู้นำที่ต้องมีวิสัยทัศน์ชัดเจน ตัดสินใจเด็ดขาด และพาองค์กรเดินไปตามทางที่ตัวเองเชื่อ ซึ่งแนวคิดนี้ไม่ได้ผิด เพราะหลายครั้งองค์กรก็ต้องการคนที่กล้าคิด กล้านำ และกล้าตัดสินใจ โดยเฉพาะในช่วงที่ทีมกำลังสับสนหรือธุรกิจกำลังเปลี่ยนเร็ว
แต่ปัญหาเริ่มเกิดขึ้น เมื่อผู้นำบางคนตีความคำว่า การมีวิสัยทัศน์ ว่าหมายถึงการทำให้เรื่องราวของทั้งองค์กรต้องหมุนรอบตัวเอง
ทุกอย่างต้องเป็นภาพของเรา ความคิดของเรา วิธีของเรา และทีมมีหน้าที่แค่ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น
ในบทความของ Harvard Business Review อธิบายสิ่งนี้ว่า ‘Main-Character Energy’ ในโลกของภาวะผู้นำ หรือพูดง่าย ๆ คือ ภาวะที่ผู้นำมองตัวเองเป็นตัวละครหลักของทุกเรื่อง
เมื่อผู้นำกลายเป็นตัวเอกมากเกินไป ทีมจะเริ่มไม่มีพื้นที่
แนวคิด Main-Character Energy ฟังดูเหมือนเป็นคำจากโซเชียลมีเดีย แต่ถ้ามองในบริบทองค์กร มันคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นได้ง่ายมาก ยิ่งคนมีอำนาจมากขึ้น ยิ่งมีโอกาสติดอยู่กับมุมมองของตัวเองมากขึ้น
มีการอธิบายสิ่งนี้ผ่านแนวคิด Naïve Realism หรือความเชื่อว่า มุมมองของเราคือความจริงที่ชัดที่สุด ถูกที่สุด และแม่นที่สุด โดยลืมไปว่าเราทุกคนต่างมีอคติ จุดบอด และประสบการณ์ที่จำกัด
ผลลัพธ์ที่ตามมาไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ในทีมที่แย่ลง แต่รวมถึงความไว้ใจที่ลดลง ประสิทธิภาพที่ถดถอย และความรู้สึกผูกพันกับงานที่หายไป
ยังมีข้อมูลจาก Gallup อธิบายไว้อีกว่า Engagement ของผู้จัดการทั่วโลกลดลงจาก 31% ในปี 2022 เหลือ 22% ในปี 2025 ซึ่งสะท้อนว่า แม้แต่ผู้นำเองก็อาจกำลังรู้สึกหลุดจากงานมากขึ้นเช่นกัน
น่าสนใจคือ ในยุคที่ทุกคนถูกผลักให้สร้าง Personal Brand และเป็นตัวเองอย่างโดดเด่นมากขึ้น เราอาจเผลอคิดว่าการโฟกัสที่ตัวเองจะทำให้เราเติบโต แต่หลายงานวิจัยกลับชี้ไปอีกทางว่า คนเรามักมีความสุขและทำงานได้ดีที่สุด เมื่อเราได้ทำบางอย่างเพื่อคนอื่น
ถึงเวลาสายซัพฯแบบไม่กีกี้ ที่เรียกว่า ‘Supporting-Character Energy’
ถ้า Main-Character Energy คือการคิดว่าเราคือตัวเอกของทุกเรื่อง Supporting-Character Energy ก็คือการถามกลับว่า แล้วเราไปมีบทบาทอย่างไรในเรื่องราวของคนอื่น
นี่ไม่ใช่การลดคุณค่าตัวเอง หรือถอยไปอยู่หลังฉากแบบไม่มีบทบาท แต่คือการเปลี่ยนจากการถามว่า ฉันอยากให้องค์กรเดินตามเรื่องเล่าแบบไหน เป็นการถามว่า คนในทีมกำลังอยู่ในเรื่องราวแบบไหน และเราจะช่วยให้เขาเติบโตในเรื่องนั้นได้อย่างไร
เพราะเมื่อผู้นำเลิกพยายามเป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง เขาจะเริ่มเห็นคนอื่นชัดขึ้น เห็นความกลัวของทีม เห็นแรงจูงใจของทีม เห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ และเห็นว่าบางครั้ง สิ่งที่ทีมต้องการจากผู้นำไม่ใช่คำสั่ง แต่คือพื้นที่ การฟัง และการสนับสนุนที่ถูกจังหวะ
แต่ Supporting-Character Energy ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป
เพราะมันอาจทำให้เราเจอความจริงที่ไม่ค่อยสบายใจ เช่น เราอาจคิดว่าตัวเองเป็นคนตลกในออฟฟิศ แต่ในเรื่องราวของเพื่อนร่วมงานบางคน เราอาจกลายเป็นคนที่ทำให้เขารู้สึกถูกกดทับ
นี่คือเหตุผลที่ผู้นำต้องไม่ใช่แค่เก่ง แต่ต้องอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับคนอื่นมากพอด้วย แล้วเราจะเป็นสายซัพพอร์ตแบบนี้ได้อย่างไร?
1. สงสัยให้จริง ไม่ใช่แค่ถามตามมารยาท
ผู้นำที่ดีไม่ควรถามเพียงเพื่อให้ดูเหมือนเปิดใจ แต่ต้องถามเพราะอยากเข้าใจจริง ๆ ก่อนคุยกับทีม ลองถามตัวเองว่า เรายังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคนคนนี้บ้าง, สิ่งที่เราทำอยู่ อาจส่งผลกับเขาในแบบที่เราไม่ตั้งใจหรือไม่, เขากำลังเจอข้อจำกัดอะไรที่เราอาจมองไม่เห็น
คำถามเหล่านี้คือ Curiosity Check ที่ช่วยดึงผู้นำออกจากกับดักของการคิดว่าตัวเองเข้าใจทุกอย่างแล้ว
2. ช่วยทีมทำ Job Crafting
Job Crafting คือการช่วยให้คนมองงานของตัวเองในความหมายที่ใหญ่กว่า Job Description
ยกตัวอย่างเช่น พนักงานทำความสะอาดในโรงพยาบาล ที่ไม่ได้มองว่างานของตัวเองคือแค่การทำความสะอาด แต่มองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผู้ป่วย บางคนถึงขั้นเรียนรู้เรื่องผู้ป่วย และปรับภาพบนผนังเพื่อให้ผู้ป่วยได้เห็นบรรยากาศใหม่ ๆ
หน้าที่เดิม แต่มุมมองใหม่ ทำให้งานมีความหมายขึ้นทันที ดังนั้นสำหรับผู้นำ การทำ Job Crafting ให้ทีมอาจเริ่มจากการถามว่า งานนี้เชื่อมกับคุณค่าที่เขาเชื่ออย่างไร, เขาอยากใช้จุดแข็งอะไรในงานนี้, เขาอยากเติบโตเป็นคนแบบไหนจากบทบาทนี้
ซึ่งต่างจากการบอกพนักงานว่า บริษัทเราดีอย่างไร แต่คือการถามว่า ตัวเขาอยากนำคุณค่าของตัวเองมาใส่ในงานอย่างไร
3. เปลี่ยนจากการสั่งให้คนเดินตาม เป็นการช่วยให้เขาเห็นทางของตัวเอง
ผู้นำแบบ Main Character มักคิดว่า หน้าที่ของตัวเองคือการทำให้คนอื่นเดินตามวิสัยทัศน์ แต่ผู้นำแบบ Supporting Character จะถามลึกกว่านั้นว่า วิสัยทัศน์นี้เชื่อมกับความหมายของคนในทีมได้อย่างไร
เพราะคนไม่ได้ทุ่มเทให้กับงานเพียงเพราะบริษัทบอกว่างานนี้สำคัญ แต่คนจะทุ่มเทมากขึ้น เมื่อเขาเห็นว่างานนี้เกี่ยวข้องกับตัวตน ความสามารถ และอนาคตของเขาอย่างไร
สิ่งที่น่าสนใจคือ Supporting-Character Energy ไม่ได้เป็นแค่ Soft Skill ที่ฟังดูดี ดูเป็นคำใหม่ แต่กำลังจะสำคัญมากขึ้นในยุค AI เพราะ AI อาจทำให้ Main-Character Energy รุนแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
พูดง่าย ๆ คือ AI อาจช่วยยืนยันมุมมองของเรา จนเรายิ่งมั่นใจว่าเราถูก และยิ่งลืมมองอีกฝั่ง
ผู้นำที่ดีอาจไม่ใช่คนที่พยายามยืนอยู่กลางสปอตไลต์ตลอดเวลา แต่คือคนที่รู้ว่า เมื่อไหร่ควรถอยออกมา เพื่อให้คนอื่นได้เติบโต เพราะในหลายองค์กร ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ขาดผู้นำที่มีวิสัยทัศน์
ที่มา