คุณคะ 🤔
ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก การพุ่งตัวของราคากลางน้ำมัน หรือแม้กระทั่งการแทรกซึมของ AI เข้ามาในทุกอุตสาหกรรม...เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นแรงกระเพื่อมรุนแรงที่ส่งผลกระทบถึงโครงสร้างการเงินหน้าบ้านของเราโดยตรง
การสร้างชีวิตและการเงิน ก็เหมือนกับการสร้างอาคารขนาดใหญ่ ถ้าวันนี้คุณต้องการตึกที่มั่นคง ทนทานต่อแรงพายุ คุณไม่สามารถสร้างมันขึ้นมาลอย ๆ โดยไม่มีพิมพ์เขียว (Blueprint) ได้เลย แต่คนส่วนใหญ่กลับปล่อยให้อนาคตดำเนินไปตามยถากรรม ทำงานไปเรื่อย ๆ จนอายุ 40 แล้วเพิ่งพบว่าโครงสร้างฐานรากไม่แข็งแรงพอ ซึ่งในโลกยุคใหม่ที่คนเราอายุยืนยาวขึ้น การไม่มีแผนล่วงหน้า คือความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุด
มุมมองของคนไทยที่มีต่อการเงิน - ความหมายที่เปลี่ยนไปของคำว่า ความมั่งคั่ง (Wealth)
Wealth ที่ต่างกัน คนสมัยก่อน หมายถึงการครอบครองสินทรัพย์เชิงกายภาพ เช่น มีบ้าน มีที่ดิน มีอสังหา มีบัญชีเป็นเงินก้อนโต แต่คนสมัยนี้ คือการมีคุณภาพชีวิต หรือ Well Being ที่ดี ทั้งกายและใจแบบองค์รวม
เป้าหมายของ portfolio ก็ต่างกัน คนสมัยก่อน โฟกัสที่ผลตอบแทนสูงสุด แต่คนในปัจจุบันโฟกัสที่การอยู่รอดของพอร์ต และการส่งต่อทรัพย์สิน รวมถึง Mindset ของตระกูลในการใช้ชีวิตว่าอยากให้ลูกหลานใช้ชีวิตยังไง ทำงานแบบไหน รวมไปถึงใช้ชีวิตในประเทศอะไร
การสร้างความมั่งคั่งที่ดีมาจากการออกแบบที่ถูกต้อง
คุณแอนนาเบลเปรียบเทียบการออกแบบชีวิตและการเงินเหมือนการสร้างบ้านที่ต้องมีพิมพ์เขียว แต่คนเรากลับปล่อยให้ชีวิตและอนาคตดำเนินไปแบบไม่มีการวางแผน
ในโลกยุคใหม่ที่คนเรามีอายุยืนยาวขึ้น การไม่วางแผนล่วงหน้าถือเป็นความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดทำงานไปเรื่อย ๆ รู้ตัวอีกทีอายุ 40 เงินเก็บไม่พอ มันกลับตัวไม่ทันแล้ว ชีวิตแต่ละช่วงวัย ความยากง่ายก็ต่างกัน
วัย 20 ถูกกำหนดด้วยการเรียน แค่เรียนให้จบนี่ถือว่าเป็นช่วงชีวิตที่ง่ายสุดแล้ว
วัย 30-50 ถูกกำหนดด้วยการทำงาน เก็บเงิน สร้างครอบครัว
วัย 60 ขึ้นไป รวมไปถึงช่วงใช้ชีวิตหลังเกษียณอีกยาวนาน กลับกลายเป็นเรื่องน่ากลัว จุดนั้นเราอาจจะมีพร้อมทุกอย่าง แต่เราไม่มีภาพในหัวว่าจะอยู่อย่างไรให้มีความสุขและมีเงินพอใช้
วางแผนชีวิตให้ดี ต้องมี 4 เสาหลักในการออกแบบพิมพ์เขียวการเงินยุคใหม่
1. Human Capital ความสามารถของตัวเราที่ต้องสร้างขึ้นมาเพื่อแข่งกับ AI
สิ่งนี้สำคัญกว่าการมี Port มีเงินลงทุนอีกนะ ถ้าให้เงินใครไปซัก 100 ล้าน แลกกับการดึงเอาความรู้ ดึง network ดึงเรื่องสุขภาพออกให้หมด เงินจำนวนนี้จะอยู่ได้แค่แป๊ปเดียวเท่านั้น
แต่ถ้าเรามี Human capital ทั้ง 5 ที่แข็งแรง เราจะสร้างเงินจำนวนนั้นขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้
- ความรู้ ทักษะของเรา (Knowledge & Skills)
- ประสบการณ์ของเรา (Experience)
- เครือข่ายที่เราสร้างความสัมพันธ์ไว้ (Network)
- สุขภาพกาย และใจของเรา (Health)
- ความน่าเชื่อถือที่คนอื่นมีให้เรา (Credibility)
อย่าหยุดเรียนรู้ โลกยุคเก่าออกแบบมาเพื่อคนที่มีอายุขัย 70-80 ปี เรียนจบตอนอายุ 20 ปีก็หากินได้ทั้งชีวิต แต่ยุคนี้คนอายุ 60-70 ปี อาจจะเพิ่งเริ่มธุรกิจใหม่ คนอายุ 80 ปียังนั่งศึกษา Blockchain หรือคนทำงานสาย Finance ก็ยังต้อง Training ตลอดเวลา เราจึงหยุดเรียนรู้ไม่ได้
2. Cash flow is king
ความมั่งคั่งที่แท้จริง ไม่ได้หมายถึงการมีที่ดิน มีมรดก เพราะคนเราไม่ได้มีชีวิตอยู่ได้ด้วยความมั่งคั่งที่จับต้องไม่ได้ ความมั่งคั่งที่แท้จริงคือ Cash flow ที่เรามีเงินสดพร้อมใช้ในมือต่างหาก
ในอดีตการสำรองเงินไว้ 3 เดือนอาจเพียงพอ แต่ในยุคที่ AI พร้อมแทนที่ และการโดนเลย์ออฟ ตอนอายุ 35-45 ปี อาจทำให้หางานใหม่ยากขึ้น ต้องแข่งกับเด็กจบใหม่ที่ค่าตัวถูกกว่า 50%
คุณแอนนาเบลแนะนำว่า ตอนนี้ต้องมีสำรองอย่างน้อย 6 เดือน ทำให้ดีกว่านั้นคือ 1ปี เป็นอย่างน้อย ให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตจริง ๆ เช่น ค่ากิน, ค่าเทอมลูก, ค่ารักษาพยาบาล และห้ามนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนที่มีความเสี่ยงเด็ดขาด
3. Asset Ownership หัดสร้างความเป็นเจ้าของ
ความมั่งคั่งที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่ รายได้สูงหรือเงินเดือนเยอะ แต่วัดจากการครอบครองสินทรัพย์ที่สร้างเงินให้เราในยามหลับ โดยไม่ต้องเอาเวลาไปแลก
Asset mindset ownership คนธรรมดากับคนรวยต่างกันก็ตรงนี้
คนธรรมดา เอาเวลาไปแลกกับการทำงานเพื่อให้ได้เงิน
คนรวยเอาเงินที่มีไปลงทุน ให้เงินทำงานแทน เพื่อแลกเอาเวลากลับคืนมา
ตัวอย่าง Port ที่สามารถสร้าง asset บางอย่างกลับมาให้เราได้ เช่น มีทั้งอสังหา และหุ้นปันผล ทำให้เราไม่ต้องยึดติดอยู่กับการทำงาน เพื่อแลกเงินอย่างเดียว ซึ่งเป็นที่มาของการมีอิสรภาพอย่างแท้จริง
ต่อให้มีรายได้สูง ต้องถามว่าแล้วคุณแปลงเงินนั้นออกมาเป็นอะไร ถ้าคุณเอาเงินนั้นไปซื้อรถหรู ไปซื้อบ้านพักตากอากาศ ที่แวะไปแค่ปีละ 2 ครั้ง หรือไปซื้ออะไรที่มันไม่ก่อให้เกิดรายได้ให้เรากลับมา เราไม่เรียกว่ามี asset ownership ตัวคุณก็ไม่ได้อะไรกลับมาอยู่ดี
แล้วถ้าคนอยากมี asset ต้องเริ่มจากอะไร
สมัยก่อนถ้าคุยกับนักลงทุนไทย ไม่มีใครพูดถึงหุ้นอเมริกาสักตัว เพราะดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่วันนี้ทุกคนรู้จัก S&P500 กันหมด
ใครอยากสร้าง Port แล้วเริ่มลงทุน แนะนำให้ศึกษา ETF ก่อนเลย อย่างน้อยมันคือการกระจายความเสี่ยงไปทั้ง industry นั้น เช่นวงการน้ำมัน มีหลายบริษัทช่วย ๆ กระจาย ดีกว่าไปซื้อหุ้นรายตัว เหมือนเอาเงินก้อนของเราไปฝากความหวังไว้กับบริษัทเดียว
DCA คือการลงทุนเท่ากันทุกเดือน อันนี้ไม่ต้องคิดมาก ขึ้นอยู่กับวินัย ความสม่ำเสมอของเราล้วน ๆ เหมือนเราหยอดกระปุกทุกเดือน ให้มันตัดออโต้จากบัญชี ตัดความ Emotional ออกไป ไม่งั้นเราจะรู้สึกครึ่ง ๆ กลาง ๆ เพราะเอาเงินไปซื้อกระเป๋า มันสุขทันที แต่ตัดเงินไปลงทุน ความสุขมัน delay
คนเรามักจะพ่ายแพ้ให้กับความสุขระยะสั้น แต่เราไม่ค่อยคิดถึงภาพระยะยาวเท่าไหร่
แล้วถ้าเราอยากมีรถดี ๆ ขับ มีบ้านหรู ๆ เหมือนคนอื่นบ้างล่ะ
ชีวิตเรา เราอยากจะทำอะไร อยากมีชีวิตแบบไหนก็ได้ เพราะมันเป็นของเรา 100%
ตัวคุณแอนตั้งเป้าแล้วว่า อยากมีชีวิตที่เกษียณตอน 40 เราเลยเลือกที่จะทำแบบนี้ ตัดสินใจแบบนี้
ผู้ช่วยคุณแอนถือกระเป๋า Brandname มาไม่ซ้ำกันเลยแต่ละวัน ในขณะที่ตัวคุณแอนไม่มีอะไรแบบนั้นเลย เพราะคุณแอนมองว่า Rich Vs.Wealth มันต่างกัน Rich คือสิ่งที่คนอื่นมองเห็น เช่น รถหรู, กระเป๋าแบรนด์เนม หน้าที่ของมันคือทำให้คนอื่นประทับใจ แต่ Wealth คือ สิ่งที่คนมองไม่เห็น เช่น พอร์ตลงทุน, สินทรัพย์ที่ผลิตเงินให้เรายามหลับ หน้าที่ของมันคือทำให้เรามีอิสรภาพ โดยไม่ต้องแคร์ว่าใครจะมองเราอย่างไร
การปรับพอร์ตตามช่วงอายุ
วัย 20 ปี โชคดีที่สุด มีเวลาแก้ตัวหากผิดพลาด คุณแอนนาเบลแนะนำให้ใส่สินทรัพย์เสี่ยงสูง อัดหุ้นเต็ม Max เพื่อสร้างการเติบโต
วัย 40-50 ปี เหลือเวลาอีกไม่มากก่อนจะเกษียณ อย่า All-in สินทรัพย์เสี่ยงสูง เช่น คริปโต ตามคำบอกเล่าเด็ดขาด ต้องเน้นลงทุนเสี่ยงต่ำ แยกกระเป๋าเงินสำหรับใช้ชีวิต เผื่อไว้จนถึงอายุ 100 ปีให้ปลอดภัย และลงทุนในความรู้เป็นหลัก มากกว่าจะไปอินกับกระแส หรือความตื่นเต้นของสินทรัพย์ตัวนั้นตัวนี้
การลงทุนแห่งอนาคต
คุณแอนนาเบลแนะนำว่า อย่าลงทุนตามกระแสระยะสั้น แต่ให้มองภาพใหญ่ของโลก และศึกษาภูมิรัฐศาสตร์ ให้ดี เพราะนโยบายผู้นำประเทศส่งผลต่อตลาดทันที โดยมีกลุ่มการลงทุนที่น่าสนใจ
- Longevity กลุ่ม Health Tech
- AI infrastructure ไม่ใช่แค่ชิป Semiconductor แต่รวมถึงระบบโครงข่ายไฟฟ้า (GRID) และ Quantum Computing
- ตลาดหุ้นไทย ในสภาวะดอกเบี้ยขาลง/ทรงตัวเช่นนี้ หุ้นกลุ่มธนาคารมีความน่าสนใจ
- Early Opportunity คอยมองหาโอกาสในอุตสาหกรรมต้นน้ำก่อนที่มันจะบูม เช่น กลุ่มคนที่เข้าลงทุนใน SpaceX ตั้งแต่ช่วงก่อน IPO
4. Risk Management และ โลกการเงินยุคใหม่
คุณแอนนาเบลมองว่าคนทั่วไปมักสับสนระหว่าง Confidence (ความมั่นใจ) กับ Certainty (ความแน่นอน) จนลืมป้องกันความเสี่ยง จริงๆแล้วไม่มีใครรู้อนาคต เรารู้แค่ความน่าจะเป็นเท่านั้น
อีก 10 ปีข้างหน้า ระบบการเงินโลกจะเปลี่ยนไปสู่ Digital Currency และ Tokenized Deposit อย่างถาวร เช่น การเกิดขึ้นของ CBDC (Central Bank Digital Currency)
เทคโนโลยี Tokenization (การแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนดิจิทัล) จะช่วยย่อยสินทรัพย์มูลค่าสูง ให้กลายเป็นหน่วยย่อย เหมือนเลโก้ ทำให้คนธรรมดาสามารถเข้าถึงการลงทุนระดับร้อยล้านได้ผ่านบัญชีธนาคารเดียว พร้อมระบบที่ปรึกษาแบบ Tailor-made เฉพาะบุคคล
อนาคตมันจะไม่มีการมาจัดพอร์ตแบบ 60/40 แบบเดิมๆ อีกต่อไป คนที่มองการณ์ไกลจึงควรมองหาโอกาสตั้งแต่ระบบโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ เช่น ระบบการชำระเงิน และ Cybersecurity แทนที่จะไปเสี่ยงโชคกับเหรียญคริปโตรายตัว
ใครที่อยากทบทวน Session ที่ชอบ เก็บ Session ที่ฟังไม่ทัน หรือกลับไปอัปเดตไอเดียอีกครั้ง สามารถเข้าไปรับชมย้อนหลังได้แล้วตั้งแต่วันนี้ หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามทีมงานได้ทาง Facebook ของ CREATIVE TALK
ส่วนใครที่ไม่มีบัตร สามารถซื้อ Rerun Ticket ในราคา 990.-
ได้ที่ https://www.zipeventapp.com/e/ctc2026

