คนไม่ได้เบื่ออีเวนต์ แต่เบื่องานที่ไปแล้วไม่รู้ว่าได้อะไรกลับมา
ในวันที่โลกการทำงานเปลี่ยนเร็วกว่าเดิมหลายเท่า คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ว่า “AI จะมาแทนคนไหม” แต่คือ “คนแบบไหนจะยังมีคุณค่าในโลกที่ AI ทำงานได้มากขึ้นเรื่อย ๆ”
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรม MICE และ Event เองก็กำลังเจอคำถามใหญ่ไม่แพ้กัน เพราะในวันที่คอนเทนต์หาได้ทุกที่ การประชุมออนไลน์ทำได้ง่ายขึ้น และเวลาของผู้คนแพงขึ้นเรื่อย ๆ งานอีเวนต์หนึ่งงานจะยังมีเหตุผลมากพอให้คนยอมเดินทางมาเจอกันไหม?
ในงาน MICE DAY 2026 เวทีที่รวบรวมผู้นำอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และนักธุรกิจจากระบบนิเวศ MICE ของไทย มีหลายประเด็นสำคัญที่คนทำงาน คนจัดอีเวนต์ และคนทำธุรกิจ MICE ไม่ควรพลาด
Future of MICE เมื่ออีเวนต์ต้องให้สิ่งที่ออนไลน์ให้ไม่ได้
อนาคตของ MICE ไม่ได้แข่งกันที่ “ใครจัดใหญ่กว่า” แต่แข่งกันที่ ใครทำให้เวลาของผู้เข้าร่วมคุ้มค่ากว่า
ในอดีต อุตสาหกรรม MICE เรามักจะเจอวิกฤตเป็นช่วง ๆ แต่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว MICE ไม่ได้กำลังเผชิญแค่วิกฤตใดวิกฤตหนึ่ง แต่กำลังอยู่ท่ามกลางหลายแรงกระแทกพร้อมกัน ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์, ความไม่มั่นคงทางการเงิน, ความเปลี่ยนแปลงของการค้าโลก, ปัญหา Supply Chain รวมถึงความคาดหวังใหม่ของผู้เข้าร่วมงานที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
สิ่งนี้ทำให้อุตสาหกรรม MICE ต้องคิดใหม่ ไม่ใช่แค่ว่าจะจัดงานอย่างไรให้คนมาเยอะ แต่ต้องถามให้ลึกกว่านั้นว่า เราจะทำให้งานหนึ่งงานมีความหมายพอที่คนจะยอมสละเวลาเดินทาง และมาเจอกันจริง ๆ ได้อย่างไร
1. ยิ่งโลกเชื่อมต่อยากขึ้น การเจอกันจริงยิ่งมีความหมายมากขึ้น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การแยกตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ–จีน การเปลี่ยนแปลงของการค้าโลก และแรงกดดันด้านต้นทุน ทำให้อุตสาหกรรม MICE ต้องปรับตัวหนักขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งเหล่านี้กลับทำให้การพบกันแบบ Face-to-Face มีคุณค่ามากกว่าเดิม เพราะบางดีล บางความสัมพันธ์ และบางความร่วมมือ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากหน้าจอเพียงอย่างเดียว
2. ASEAN ไม่ใช่แค่ตัวเลือก แต่กำลังเป็น Anchor ของ MICE โลก เมื่อโลกเต็มไปด้วยความตึงเครียด ภูมิภาคที่มีความเป็นกลาง เข้าถึงง่าย และเป็นมิตรกับหลายมหาอำนาจ ย่อมมีความสำคัญมากขึ้น นี่คือเหตุผลที่ ASEAN และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถูกมองว่าไม่ใช่แค่ตลาดที่น่าสนใจอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น Strategic Anchor ของอุตสาหกรรม MICE
3. จุดแข็งของ ASEAN และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ เป็นพื้นที่ที่หลายประเทศสามารถเข้าถึงได้ / มีความเป็นกลางในสายตาของเศรษฐกิจใหญ่ เช่น จีน อินเดีย สหรัฐฯ และยุโรป / มีระบบนิเวศของเมือง เวนิว ผู้จัดงาน ผู้รับเหมา โลจิสติกส์ และภาครัฐที่รองรับการเติบโตของงานระดับนานาชาติ / เป็นพื้นที่ที่สามารถสร้างงานได้หลากหลาย ตั้งแต่งานธุรกิจ เทคโนโลยี เกม สุขภาพ ความงาม ไปจนถึงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
4. นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญ ถ้าประเทศใน ASEAN และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถดึงผู้นำธุรกิจ นักคิด นักลงทุน ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญระดับภูมิภาคมารวมกันได้ มูลค่าที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่แค่รายได้จากการท่องเที่ยว แต่คือโอกาสในการยกระดับอุตสาหกรรมทั้งระบบ
5. Venue ยุคใหม่ต้องไม่ใช่แค่สถานที่ แต่ต้องเป็น Experience Platform ในอดีต Venue อาจถูกมองเป็นเพียงพื้นที่เช่า มีฮอลล์ มีห้องประชุม มีระบบแสงเสียง มีพื้นที่ให้บูธตั้งอยู่ แต่วันนี้ Venue แบบนั้นอาจไม่พอแล้ว Venue ยุคใหม่ต้องเปลี่ยนตัวเองจาก Physical Space ไปสู่ Experience Platform เป็นทั้งพื้นที่จัดงาน, ชุมชน, จุดเชื่อมต่อ และพื้นที่สร้างประสบการณ์ที่คนจดจำได้
6. หนึ่งในตัวอย่าง Venue ที่น่าสนใจคือ AsiaWorld-Expo ในฮ่องกงสะท้อนประเด็นนี้ชัดเจน เพราะพวกเขาไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงสถานที่จัดงาน แต่เป็นพาร์ตเนอร์ของผู้จัดงาน และลงทุนปรับปรุงพื้นที่ด้วย LED, Interactive Design, Customer Engagement Center รวมถึงการออกแบบประสบการณ์ท้องถิ่น เช่น อาหาร เครื่องดื่ม หรือกิจกรรม Networking เพื่อให้ผู้เข้าร่วมรู้สึกว่าการมาจะได้ประสบการณ์ และเป็นส่วนหนึ่งกับ Community
7. Gen Z ไม่ได้ต้องการแค่งานที่ Relevant แต่ต้องตอบคำถามได้ว่างานนี้เกี่ยวกับฉันไหม หรือ งานนี้จำเป็นพอสำหรับคนกลุ่มนี้ไหม โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอย่าง Technology, Health & Wellness และ Beauty ที่สามารถออกแบบประสบการณ์แบบ Immersive และ Content-led ได้ดี จึงมีโอกาสดึงดูดคนรุ่นใหม่ได้มากกว่า ขณะที่อุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น Manufacturing หรือ Automotive อาจต้องคิดใหม่จากการโชว์เพียง Technical Specification ไปสู่การทำให้คนรู้สึกเข้าใจ และมีส่วนร่วมมากขึ้น
8. Year-round Engagement ไม่จำเป็นต้องทำเองทั้งหมด อีเวนต์ยุคใหม่อาจต้องสื่อสารกับผู้ชมตลอดปี แต่ไม่ได้แปลว่าผู้จัดต้องแบกทุกอย่างเองทั้งหมด ผู้จัดควรเลือกให้ชัดว่าอะไรควรทำเอง อะไรให้ Exhibitor, Partner หรือ Community ช่วยดูแลได้
9. วันงานจริงต้องให้ประสบการณ์ที่ทดแทนไม่ได้ ทรัพยากรสำคัญของผู้จัดควรถูกใช้กับการทำให้งานจริงมีคุณค่ามากพอจนกลายเป็นเหตุผลให้คนต้องมา เพราะพลังของ Event เกิดขึ้นชัดที่สุดในช่วงเวลาที่คนมาอยู่ร่วมกันจริง ๆ
10. หัวใจของ MICE Destination ที่ประสบความสำเร็จ คือการทำงานร่วมกับภาครัฐ แต่การสนับสนุนจากภาครัฐไม่ควรถูกมองแค่เรื่องเงินสนับสนุน ค่าเช่าถูกลง หรือ Subsidy เท่านั้น สิ่งที่ผู้จัดงานต้องการมากกว่านั้นคือ การเชื่อมต่อทั้งระบบ เช่น เชื่อมผู้จัดงานกับสมาคมท้องถิ่น เชื่อมกับผู้รับเหมาและโลจิสติกส์, ช่วยเข้าถึงแหล่งทุนจากหน่วยงานรัฐหลายประเภท, สนับสนุนแผนสำรองเมื่อเกิดวิกฤต, ทำให้ผู้จัดงานเห็นว่าการมาจัดงานในประเทศนี้เป็นการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่แค่งานครั้งเดียว
11. Collaboration สำคัญกว่า Competition ในอุตสาหกรรมที่มีงานจำนวนมาก บางครั้งการแข่งขันอาจทำให้แต่ละงานเล็กลง เพราะทุกคนพยายามจัดงานคล้ายกัน แข่งกันดึงผู้ชมกลุ่มเดียวกัน และสุดท้ายทำให้ตลาดกระจัดกระจาย หนึ่งในตัวอย่างจากบนเวทีที่พูดคุยกันคือ การรวมพลังของงานวิดีโอเกมในสิงคโปร์และไทยจนกลายเป็น gamescom asia x Thailand Game Show ซึ่งช่วยให้งานเติบโตแบบก้าวกระโดด และสร้างผลดีต่ออุตสาหกรรมโดยรวม
12. Return on Time Is the New Critical Metric โดยปกติคนทำอีเวนต์ก็มักจะวัดผลด้วย จำนวนผู้เข้าร่วม, จำนวน Exhibitor, พื้นที่ขายได้, รายได้, Rebooking, Economic Impact หรือ Trade Volume ตัวเลขเหล่านี้ยังสำคัญ และไม่มีใครบอกว่าสามารถเลิกวัดได้ แต่ในมุมของผู้เข้าร่วมงานและ Exhibitor ตัวชี้วัดกำลังเปลี่ยนไป เพราะงานที่ใหญ่ที่สุด ไม่ได้แปลว่างานที่คุ้มค่าที่สุดเสมอไป
แนวคิด Return on Time นี้ผู้เข้าร่วมงานจะประเมินว่า ผลตอบแทนที่ได้รับ (Connection, Knowledge, Deal) คุ้มค่ากับเวลาที่เขาจ่ายไปหรือไม่ เพราะเวลามีราคาสูงกว่าค่าบัตรหรือค่าเดินทางหลายเท่าตัว ในโลกที่ทุกคนยุ่งขึ้น เวลากลายเป็นต้นทุนที่แพงที่สุด คนไม่ได้ลังเลแค่เรื่องค่าบัตรหรือค่าเดินทาง แต่ลังเลว่าเสียเวลามาแล้วจะคุ้มไหม
ดังนั้นอนาคตของ MICE ต้องไม่ใช่แค่การดึงคนให้มาเยอะ แต่ต้องช่วยให้คนใช้เวลาในงานได้คุ้มที่สุด ผ่าน Personalization, Data, Matching, Networking และประสบการณ์ที่ออกแบบมาอย่างตั้งใจ เกิดประโยชน์สูงสุด
13. Three-Box Test ถ้าทำแล้วไม่เพิ่มคน ไม่เพิ่มรายได้ ไม่เพิ่มประสบการณ์ ก็ควรหยุด ทุกกิจกรรม ทุกไอเดีย ทุก Initiative ในงาน ควรถูกถามด้วย 3 คำถามนี้
- สิ่งนี้ช่วยเพิ่มผู้เข้าร่วมหรือ Exhibitor หรือไม่ ?
- สิ่งนี้ช่วยเพิ่มผลลัพธ์ทางธุรกิจ หรือ Bottom Line หรือไม่?
- สิ่งนี้ช่วยยกระดับประสบการณ์ของผู้เข้าร่วม ลูกค้า หรือผู้เกี่ยวข้องหรือไม่?
ถ้าคำตอบคือไม่ทั้งสามข้อ ก็ไม่ควรทำ เพราะปัญหาของอุตสาหกรรมในวันนี้ไม่ใช่ไม่มีไอเดีย แต่คือมีสิ่งที่อยากทำมากเกินไป จนเสียโฟกัส Three-Box Test จึงเป็นเหมือนเครื่องมือช่วยตัดสินใจว่าอะไรควรอยู่ อะไรควรถูกตัด และอะไรคือสิ่งที่ควรใช้ทรัพยากรจริง สำหรับ MICE ยุคใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่การใส่ทุกอย่างลงไปในงาน แต่คือการเลือกอย่างมีเหตุผลว่าอะไรจะสร้างคุณค่าจริง
ในอนาคตต่อจากนี้ Events ในอนาคตต้องไม่ใช่แค่งานใหญ่ แต่หัวใจสำคัญคืองานนั้นมีเหตุผลมากพอให้คนยอมสละเวลาเดินทางมาเจอกันหรือไม่ เพราะวันนี้คนไม่ได้ตัดสินใจมางานเพียงเพราะเป็นงานใหญ่ แต่เขาจะถามตัวเองมากขึ้นว่า
- มางานนี้แล้วได้เจอใครที่สำคัญจริง ๆ หรือเปล่า
- ได้ประสบการณ์อะไรที่หาไม่ได้จากออนไลน์ไหม
- ใช้เวลาแล้วคุ้มค่าหรือไม่
- งานนี้ช่วยให้ธุรกิจ หรืออุตสาหกรรมเดินหน้าขึ้นอย่างไร
- และงานนี้มีความหมายพอให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าต้องมาหรือเปล่า
ดังนั้น MICE ในยุคต่อไปจึงไม่ใช่แค่ธุรกิจของการจัดงาน แต่คือการออกแบบเหตุผลของการพบกัน
Future Workforce เมื่อ AI เปลี่ยนนิยามของงานที่เคยมั่นคง
เรื่องที่น่าสนใจในวันนี้ไม่ใช่ว่า AI ใหม่แค่ไหน เก่งแค่ไหน แต่ AI กำลังเปลี่ยนนิยามของงานที่คนมักคิดว่า ‘มั่นคง’ ไปตลอดกาล เพราะการ Disrupt ของ AI อาจไม่ได้เกิดกับงานที่ใช้แรงกายมากที่สุด แต่เกิดกับงานที่ทำผ่านคอมพิวเตอร์หรือพนักงานออฟฟิศมากที่สุด
14. งานที่ AI ทำซ้ำได้อาจเสี่ยงกว่าเดิม แต่งานที่ต้องใช้มนุษย์ลงมือจริง อาจมีคุณค่ามากขึ้นกว่าเดิม เมื่อก่อนเราสอนให้เด็กตั้งใจเรียน ให้ได้งานดี ๆ ในออฟฟิศ เพื่อได้งานที่มั่นคง แต่ในวันนี้ไม่มั่นคงอีกต่อไปในยุค AI ดังนั้นงานประเภทแรงงานหน้างาน ยังเป็นสิ่งที่มั่นคง และ AI ทดแทนไม่ได้
15. อนาคตมนุษย์เงินเดือนจะค่อย ๆ หายไป จากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ บริษัทเริ่มลดจำนวนพนักงานมากขึ้น พนักงานประจำกำลังหายไปมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วจะถูกผันตัวมาทำฟีแลนซ์มากขึ้น นี่คืออนาคต Future WorkForce ที่เริ่มเห็นชัดขึ้นใน 2-3 ปีข้างหน้านี้
16. Gig Economy จะมีมากขึ้น รวมถึง อัตราผู้ประกอบการก็จะเพิ่มมากขึ้น นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นแน่ โดยมีนัยยะสำคัญไม่ว่าจะเด็กจบใหม่หางานยากขึ้น และมีคนตกงานมากขึ้น ซึ่งคนกลุ่มนี้ต้องเลี้ยงชีพตัวเอง
17. Rethink ในวันนี้คือ “คุณเก่งกว่า AI ยังไง” โลกในวันนี้ต้องการผู้เชี่ยวชาญ ถ้าคุณยังเป็นเป็ด คุณจะซ้ำซ้อนกับ AI เพราะ AI คือเป็ด กลายเป็นสังคมไม่ต้องการ แต่สังคมต้องการผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาวิเคราะห์ AI
18. Local talent มีความสำคัญมากในวันนี้ และไม่ควรถูกมองเป็นแค่แรงงาน แต่ควรถูกยกระดับเป็น Asset สำคัญในอนาคต โดยเฉพาะกลุ่มแรงงาน Local ยังเป็นสิ่งที่ต้องการมาก ๆ เพราะงานที่มั่นคงและ AI ยังทำแทนไม่ได้ คืองานหน้างาน ในอุตสาหกรรม MICE และ Event คนทำงานหน้างานไม่ควรถูกมองเป็นเพียงคนรับจ้าง หรือแรงงานเบื้องหลังเท่านั้น แต่ควรถูกมองเป็น Asset สำคัญของระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์
19. การจัดอีเวนต์ยังซับซ้อน โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก หลายคนอยากจัดงาน แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน ตั้งแต่การหาเครื่องเสียง ช่างไฟ MC เวที ไปจนถึงการประเมินราคาและคุณภาพงาน แพลตฟอร์มที่ช่วยเชื่อมผู้จัดงานกับ Talent ที่เหมาะสมจึงมีบทบาทมากขึ้น เพราะช่วยลดความซับซ้อนและทำให้การเริ่มต้นจัดงานง่ายกว่าเดิม
20. เราต้องเป็น One Stop Shop ให้ได้โดยเฉพาะคนที่อยู่ใน MICE ถ้าคน ๆ นึงทำได้มากกว่า 1 อย่าง โอกาสจะมาหาคุณ เช่น คุณตัดต่อได้, ตัดต่อไม่พอ ทำได้หลายคลิปทำได้น่าสนใจ, ทำกราฟิกได้ เป็นต้น เรื่องนี้ไม่ง่าย เพราะชีวิตไม่ควรง่าย ปลายทางที่สบาย ที่สำเร็จ ยังไงก็ยาก! ดังนั้นอย่าขยับตัวช้า เราต้องคว้าโอกาสนั้นมาให้ได้
21. อย่าปรับตัวในวันที่ไม่ทันแล้ว คิดล่วงหน้าได้ แล้วต้องทำไปพร้อมกันด้วย ชีวิตคุณจะไม่เปลี่ยนถ้ามัวแต่คิดแล้วไม่ทำ!
22. คน MICE รุ่นใหม่ในวันนี้ต้องใช้ AI ให้เป็น คำว่าใช้ให้เป็นไม่ได้หมายถึงแค่ Prompt ลงไป แต่คุณต้องทำไปถึงขั้น Agentic AI เรียนรู้การใช้ AI หลายตัว สร้างเว็บไซต์ได้ หรือแม้กระทั่ง Optimize งานได้จริง นั่นถึงเรียกว่าใช้ AI ได้จริง ไม่ใช่แค่พิมพ์ถามหาคำตอบอย่างเดียว ในเมื่อคุณมีตา มีนิ้วเหมือนกัน ลด Ego ให้น้อยลงแล้วเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่ได้เสมอ ความรู้เดิมที่มันใช้ไม่ได้ทิ้งมันไปให้ได้
23. หยุดใช้นิ้วชี้ ใช้นิ้วโป้งบ้าง ใครที่ยังอ้างว่าคนนั้นบ้านรวย คนนั้นไปเรียนต่างประเทศ คนนั้นมีเงินทุนมากกว่าเรา หยุดได้แล้ว เลิกต่อต้าน เลิกเป็นศูนย์กลางจักรวาล หยุดสร้างข้ออ้างให้ตัวเอง แล้วสร้างโอกาสให้ตัวเองให้มากขึ้น มากขึ้น มากขึ้นไปอีก ในวันหนึ่งโลกบังคับให้คุณเปลี่ยน มันจะน่ากลัวกว่าในวันนี้มาก การมาของ AI มันไม่ได้มาเล่น ๆ
24. วันนี้เราต้องโฟกัสคำว่า Hard Power มันคืออำนาจการต่อรองขั้นสุด ซึ่งสำคัญกว่า Soft Power ในวันนี้มาก ยกตัวอย่างเช่น ในวันนี้ผู้พัฒนา AI จำนวนมากให้ความสำคัญกับอินเดีย เพราะทุกคนต้องการ Data Center ซึ่งอินเดียตอบโจทย์ทั้งน้ำ, แรงงาน, การปกครองที่โลกยอมรับนั่นคือประชาธิปไตย และนั่นคือ Hard Power โลกจึงต้องการอินเดีย เป็นต้น
25. ต่างชาติที่เข้ามาใช้แรงงานไทยมากขึ้นมี 2 ประเทศคือ รัสเซีย และ UAE โดยเป้าหมายสำคัญคือทำยังไงให้ต่างชาติมาเริ่มธุรกิจประเทศไทยให้ได้มากขึ้น หนึ่งในสิ่งที่น่าคิดคือคน UAE มีเงินมหาศาล แต่กลับกันมาติดตรงเรื่องสัญชาติเวลาเข้าประเทศไทย ซึ่งถ้าเรายืดหยุ่นเรื่องนี้ไม่ได้ การจะสร้างโอกาสใหม่ ๆ ก็ไม่ง่าย!
26. ประเทศไทยจะสามารถพัฒนา MICE Ecosystem ในระดับโลกได้ เพราะประเทศเราเก่งในการจัดอีเวนต์มาก ๆ แต่เรามักจะมีแต่คอนเสิร์ตค่อนข้างเยอะ เราควรหาธุรกิจใหม่ ๆ ไม่ว่าจะการจัด Summit ระดับโลกให้มากขึ้น หรือแม้กระทั่งการสร้าง Data Center ในบ้านเราให้มากขึ้น สิ่งที่ต้องโฟกัสมาก ๆ คือ Execution มากกว่าแค่ PR แล้วจบไป
27. ในวันที่เราได้รับคำสั่ง แล้วทำงานคำสั่งนาย ไม่ผิดนะ! แต่ลองคิดใหม่ไหมว่า การสร้างความต่อต้านในเชิงบวก มีเสียงในที่ประชุมมากขึ้น เราต้องเป็นคนที่จะเปลี่ยนแปลงขับเคลื่อนได้ มีความกล้าที่คิดว่าข้อมูลที่คิดมันจะเปลี่ยนแปลงได้จริง ค่อย ๆ เริ่มจากปักหมุดในห้องประชุม แล้วถ้ามันเปลี่ยนได้ คุณจะเป็นคนหนึ่งที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงธุรกิจ และประเทศได้ในอนาคต
ดังนั้น อนาคตของงานจะไม่รอให้เราพร้อม AI จะเข้ามาเปลี่ยนทั้งงานออฟฟิศ, วิธีจ้างงาน และคุณค่าของทักษะ คนที่อยู่รอดไม่ใช่คนที่กลัว AI น้อยที่สุด แต่คือคนที่เริ่มสร้างความสามารถใหม่เร็วที่สุด ในด้านคนทำงานวันนี้อย่ารอให้โลกบังคับให้เปลี่ยน แต่ต้องเริ่ม Reskill, Upskill และใช้ AI ให้ลึกกว่าการถาม ChatGPT
อีกส่วนที่ต้องให้ความสำคัญคือ Local Talent ต้องเปลี่ยนจากการขายแรง เป็นการขายความเชี่ยวชาญที่ตรวจสอบได้ มีผลงาน, มีรีวิว มีความน่าเชื่อถือ และทำงานได้ครบขึ้น
ในด้านอุตสาหกรรม MICE ไทยไม่ควรหยุดอยู่ที่การเป็นประเทศจัดงานสนุก แต่ควรยกระดับไปสู่การเป็นศูนย์กลางของ Business, Technology และ Future Economy รวมไปถึงเรื่องของ Soft Power ยังคงสำคัญ แต่ Hard Power จำเป็น การเริ่ม Execution เป็นที่ควรให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะในยุคที่โลกเปลี่ยนเร็ว
คนที่รอดไม่ใช่คนที่พูดว่าเดี๋ยวค่อยปรับ แต่คือคนที่เริ่มเปลี่ยนตัวเอง ก่อนวันที่ไม่มีทางเลือกให้เปลี่ยนอีกต่อไป
ก้าวต่อไปของ Exhibition คือสร้างผู้ซื้อคุณภาพ ไม่ใช่แค่จำนวนคน
28. บทบาทของผู้จัดงาน Exhibition วันนี้ต้องเลิกเอาจำนวนคนที่มางานมาเป็นตัววัดความสำเร็จ แต่ต้องหันมาใส่ใจเรื่องของคุณภาพของงานแทน ว่างานที่จัดขึ้นมามันมี Potential หรือเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับคนที่มางานได้มากน้อยแค่ไหน
29. ก่อนจะจัดงาน Exhibition ต้องมองภาพกว้างในอุตสาหกรรมก่อน ไม่ใช่แค่คิดปุ๊บ แล้วจัดงานเลย แต่ต้องดูว่ามีโอกาสทางธุรกิจอะไรบ้าง ที่สามารถเปิดกว้างให้กับผู้ประกอบการในแต่ละประเภทได้
30. ตั้งจุดประสงค์ และจุดมุ่งหมายของแต่ละงานให้ชัดเจน เพราะงานแต่ละประเภทมีผู้ร่วมงาน, ผู้แสดงสินค้า และการออกแบบงานที่แตกต่างกันไป
31. การเลือกผู้เข้าร่วมงานที่ใช่ คือเรื่องสำคัญ ต้องดูตั้งแต่จุดเริ่มต้นของธุรกิจ และสิ่งที่ต่อจากนั้น เช่น จาก Profile, จัด Segment, ภาคส่วนของธุรกิจที่อยู่, สินค้าที่เขาจะมาขาย เพื่อคัดคนจากผู้เข้าร่วมงานที่มาตอบโจทย์ได้จริง
32. รู้ให้ได้ว่าใครคือผู้ซื้อตัวจริง เช่น ถ้าเป็นอุตสาหกรรมด้านการเกษตรก็ต้องหาบริษัทที่ทำเกี่ยวกับด้านการเกษตร และธุรกิจที่ต่อเนื่องจากนั้น อย่างธุรกิจอาหาร ที่จะเป็นโอกาสต่อเนื่องจากธุรกิจการเกษตร
33. งานแสดงสินค้าไม่ได้ถูกจัดโดยผู้จัดคนเดียว แต่คือการรวมกันของหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ สมาคม และภาคธุรกิจมาร่วม ถึงจะได้คนที่ใช่จริง ๆ
34. ผู้จัดต้องกล้าบอกลูกค้าตรง ๆ ว่าเป้าหมายคืองานที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่จัดครั้งเดียวแล้วจบ ต้องสร้างความคาดหวังให้คนรู้สึกว่าปีหน้าต้องมาอีก และทำให้ลูกค้ามองว่านี่คือ Conference ที่ต้องอยู่ในแผนทุกปี ไม่ใช่แค่งานที่ลองมาดูครั้งเดียว
35. งานแสดงสินค้าในยุคนี้ไม่ใช่แค่บูธ แต่คือ Community ที่ทำให้ทั้งผู้ร่วมงาน และผู้แสดงสินค้าเจอกัน มาอัปเดตเทรนด์ และหาโอกาสที่ในการทำธุรกิจเพื่อต่อยอด
36. Ecosystem ของอุตสาหกรรมคือเรื่องสำคัญ ถ้า Ecosystem ของอุตสาหกรรมไม่แข็งแรงพอ ทุกคนในวงการก็อยู่ไม่ได้ ผู้จัดงานมีหน้าที่ช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมโดยรวมเดินหน้าต่อไป ไม่ใช่แค่จัดงานเพื่อเงิน
37. ผู้จัดที่ดีต้องคัดเลือกผู้แสดงสินค้าให้เหมาะสมด้วย ไม่ใช่รับทุกคนที่มีเงิน เพราะถ้าให้พื้นที่ผู้แสดงที่ใช้เงินเยอะ แต่ไม่มีสินค้าให้โปรโมต หรือขายจริง ก็จะทำให้ภาพรวมของงานออกมาไม่ดี
38. การมี Sample สินค้ายังจำเป็นอยู่ในการออกงาน โดยเฉพาะธุรกิจ B2B เพราะถ้าไม่เห็นของจริงก็ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ยาก บูธที่มี Sample ให้ลอง พร้อมอธิบายขั้นตอนการทำงานและ Timeline การซื้อที่ชัดเจน จะช่วยให้ปิดดีลได้ง่ายขึ้น
39. บูธที่มีพื้นที่นั่งคุยได้และมีเครื่องดื่ม ช่วยให้การเจรจายาวขึ้น ผ่อนคลาย และเพิ่มโอกาสในการขายได้
40. ถ้าไม่มีงาน Exhibition ก็ยังสามารถทำธุรกิจให้เติบโตได้ แต่อุตสาหกรรมนี้คือพื้นที่ที่รวบรวมโอกาสทางธุรกิจไว้ในที่เดียว ทั้งการปิดดีล หาคู่ค้า และทำให้ทุกอย่างสำเร็จได้เร็วกว่าการทำคนเดียว
MICE ไม่ใช่แค่ธุรกิจจัดงาน แต่คือการออกแบบเหตุผลของการพบกัน
อนาคตของงานจะไม่รอให้ใครพร้อม AI จะเปลี่ยนวิธีทำงาน รูปแบบการจ้างงาน และคุณค่าของทักษะไปเรื่อย ๆ คนที่อยู่รอดจึงไม่ใช่คนที่กลัว AI น้อยที่สุด แต่คือคนที่เริ่มสร้างความสามารถใหม่เร็วที่สุด
ขณะเดียวกัน อนาคตของ MICE ก็ไม่ได้อยู่ที่การจัดงานให้ใหญ่ที่สุด แต่คือการทำให้งานมีความหมายมากพอที่คนจะยอมสละเวลาเดินทางมาเจอกันจริง
คนจะถามมากขึ้นว่า มางานนี้แล้วได้เจอใคร ได้เรียนรู้อะไร ได้โอกาสอะไร ได้ประสบการณ์อะไรที่ออนไลน์ให้ไม่ได้ และเวลาที่เสียไปคุ้มค่าหรือเปล่า