ในวันนี้ AI อยู่ในชีวิตเราแทบจะทุกที่ โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจจาก McKinsey & Company, State of AI 2025. Deloitte - State of AI in the Enterprise 2026 ระบุไว้ว่า
- 88% ขององค์กรในปัจจุบัน ใช้ AI ในงานอย่างน้อย 1 ฟังก์ชัน
- กว่า 60% ของพนักงานองค์กรมีเครื่องมือ AI อยู่ในมือแล้ว (องค์กรมีความพยายามซัพพอร์ต)
- เรื่องของ AI องค์กรมีการให้ความสำคัญในการ Upskill ในปี 2025 มีมากกว่าปี 2024 ถึง 4 เท่า
แต่อย่างไรก็ตาม Performance กลับอยู่ที่ไหน จากรีพอร์ตเดียวกันระบุว่า
- ในทางกลับกันมีเพียง 6% เท่านั้นที่เป็น High Performers
- 67% ขององค์กรยังคงอยู่ในโหมดทดลอง (pilot mode)
- 25% ใช้ AI ในระดับ production scale หรือใช้งานจริงในวงกว้าง
- 64% บอกว่า AI ช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรม แต่มีเพียง 39% เท่านั้นที่เห็นผลกระทบต่อกำไรที่วัดผลได้จริง
AI ทำให้เราเร็วขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่ามันจะดีขึ้น มีงานวิจัยที่น่าสนใจระบุถึง AI Increases Speed การมี AI ทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น ผลลัพธ์เพิ่มขึ้น และปริมาณงานที่ทำได้สูงขึ้น จากการศึกษาในกลุ่มที่ปรึกษากว่า 750 คน เมื่อใช้ AI พวกเขาสามารถทำงานได้ ผลคือ12% งานมากขึ้น / 25% เร็วขึ้น / 40% คุณภาพสูงขึ้น สำหรับงานที่อยู่ในขอบเขต AI Frontier แต่ความเร็ว ก็ไม่เท่ากับ Performance เพราะในงานวิจัยเดียวกันก็ระบุว่า 23%ประสิทธิภาพเฉลี่ยลดลง รวมไปถึงการมีที่ปรึกษาที่เป็นมนุษย์กลับตอบโจทย์ได้สูงถึง 84% เมื่อไม่ได้ใช้ AI ช่วย แต่เมื่อใช้ AI พวกเขาตอบถูกเพียง 60–70%
ในวันนี้การใช้ AI ในการสร้างคุณค่าใหม่ ๆ ให้กับองค์กร ม่านวัดที่ดีที่สุดในการใช้ไม้บรรทัดวัด Performance ไม่ใช่แค่ตอบถูก หรือตอบได้ แต่ต้องวัดได้ถึงคุณค่าที่ลูกค้าแฮปปี้ไหม เขาก็โอเคกับการตอบครั้งนั้นไหม เพื่อนำไปสู่การวัด ROI ทั้งในมุมการเติบโตของรายได้, การประหยัดต้นทุน ไปจนถึงความเร็วในการไปถึงผลลัพธ์
เวลาเราพูดถึง AI หลายคนอาจเผลอคิดว่า ทุกองค์กรกำลังเจอคลื่นเดียวกัน และทุกอุตสาหกรรมก็น่าจะใช้ AI ได้ในจังหวะใกล้เคียงกัน แต่ความจริงแล้ว การเติบโตของ AI ไม่ได้เกิดขึ้นแบบเท่ากันทุกบริบท เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีเงื่อนไขไม่เหมือนกัน บางอุตสาหกรรมอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เรียกได้ว่าเป็น AI-Heavy Environments หรือบริบทที่ AI เข้าไปอยู่ในระบบการทำงานอย่างลึกแล้ว เช่น สายเทคโนโลยี การเงิน หรือการตลาด ซึ่งเป็นกลุ่มที่มักมีข้อมูลพร้อม ระบบพร้อม และเปิดรับการทดลองสูงกว่าอุตสาหกรรมอื่น ทำให้สามารถใช้ AI เพื่อเพิ่ม automation เร่งความเร็วในการทำงาน และหมุนรอบการทดลองหรือพัฒนางานได้อย่างรวดเร็ว
แต่อีกด้านหนึ่งก็มีอุตสาหกรรมที่อยู่ในบริบทแบบ AI-Constrained Environments หรือสภาพแวดล้อมที่การใช้ AI ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก เช่น กฎหมาย สุขภาพ หรือธุรกิจที่อยู่ภายใต้ข้อกำกับดูแลเข้มงวด เพราะในโลกแบบนี้ การตัดสินใจไม่ได้วัดแค่เรื่องความเร็วหรือประสิทธิภาพ แต่ต้องคิดถึงความถูกต้อง ความปลอดภัย การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และความเสี่ยงที่อาจตามมาด้วย
เราต้องรู้ว่าองค์กรนี้อยู่ในบริบทแบบไหน เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่กำหนดว่า AI จะไปได้ไกลแค่ไหน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับบริบทของอุตสาหกรรมนั้นด้วย
การจะใช้ AI ถูกที่ ถูกเวลา ต้อง Workflow Redesign ก่อนเสมอ ไม่งั้นจะไม่เกิดผล โดยมี 4 ระดับของ Agentic ที่องค์กรต้องเข้าใจเพื่อสร้างการเติบโตขององค์กร
- Knowledge Assistants ผู้ช่วยด้านความรู้ โดยใช้ LLM เพื่อค้นคืนข้อมูลและทำหน้าที่คล้าย co-pilot
- Task Doers ตัวช่วยลงมือทำงาน ทำงานแบบ agentic เป็นงานเฉพาะด้าน และมีลูปการทำงานที่จบในตัวเอง
- Orchestrators ตัวประสานงาน เชื่อมการทำงานข้ามระบบ และดูแลเครือข่ายของเอเจนต์ที่มีการกำกับ
- Multi-Agent Constellations ระบบเอเจนต์หลายตัวที่ทำงานร่วมกัน จนเกิดเป็นระบบนิเวศของการร่วมมือกันแบบ agent-to-agent
คำถามที่มักเจอกันบ่อย ๆ คือ AI จะมาแทนคนจริงใช่ไหม ซึ่งในความโชคดีนั้นมันไม่จริง เพราะ AI ทำงานบางอย่างได้จริง แต่ไม่ได้หมายถึงใช้ได้ทุกอย่าง เพราะ Job redesign ยังสำคัญ การ redesign organization ต้องมีความพร้อมอย่างมาก
ในวันที่ AI เก่งขึ้นเรื่อย ๆ หลายคนมักคิดว่า ทักษะที่สำคัญที่สุดของคนทำงานคงเป็นการใช้เครื่องมือให้เป็น หรือเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ให้เร็วที่สุด แต่ความจริงแล้ว โลกการทำงานยุคนี้ไม่ได้ต้องการแค่คนที่ใช้ AI เป็นเท่านั้น ดังนั้นมันจะไม่จบอยู่ที่ technical skills แต่ต้องขยับไปสู่การผสานกันของ ทักษะทางเทคนิค ความรู้ในสายงาน และปัญญาแบบมนุษย์ เพราะยิ่งเทคโนโลยีฉลาดมากขึ้นเท่าไร สิ่งที่ทำให้คนยังสร้างคุณค่าได้มากขึ้นเท่านั้น ก็คือคุณสมบัติที่ AI ยังทดแทนไม่ได้ง่าย ๆ
PROMPT Framework คนทำงานยุคใหม่ควรมีทักษะสำคัญ 6 ด้านไปพร้อมกัน
1. People Intelligence ความเข้าใจผู้คน เพราะต่อให้ AI จะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเก่งแค่ไหน งานจำนวนมากก็ยังต้องอาศัยการอ่านคน เข้าใจอารมณ์ เข้าใจแรงจูงใจ และทำงานร่วมกับผู้อื่นให้ได้
2. Resilience ความยืดหยุ่น หรือถึก อึด ทน เพราะโลกที่เปลี่ยนเร็วทำให้คนทำงานต้องปรับตัวบ่อย เรียนรู้ไว ล้มแล้วกลับมาได้ และไม่หยุดอยู่กับความไม่แน่นอน
3. Outcome Orientation หรือการมองที่ผลลัพธ์ ไม่ใช่แค่ทำงานให้เสร็จ แต่ต้องรู้ว่างานที่ทำสร้างผลกระทบอะไรจริงบ้าง ซึ่งเป็นทักษะสำคัญมากในยุคที่ AI ช่วยเร่งความเร็วได้ แต่ความเร็วอย่างเดียวไม่ได้แปลว่ามีคุณค่าเสมอไป
4. Mastery of Technologies เพราะการทำงานในยุคนี้ต้องเข้าใจเครื่องมือ เข้าใจขีดความสามารถของเทคโนโลยี และรู้ว่าอะไรควรใช้ AI ช่วย หรืออะไรยังต้องพึ่งมนุษย์
5. Proactive Learning คือความสามารถในการเรียนรู้เชิงรุก ไม่รอให้โลกเปลี่ยนก่อนแล้วค่อยขยับ แต่เป็นคนที่พร้อมอัปเดตตัวเองอยู่เสมอ
6. Thinking Acumen หรือความเฉียบคมทางความคิด ทักษะในการคิด วิเคราะห์ ตั้งคำถาม และมองปัญหาอย่างมีชั้นเชิง ซึ่งยังเป็นหัวใจของการทำงานที่ดีแม้ในวันที่ AI เข้ามาช่วยมากขึ้น
ถ้ามองให้ลึกขึ้นการเรียนรู้เรื่อง AI ขององค์กรไม่ได้หยุดอยู่ที่การสอนให้คนรู้จักเครื่องมือเท่านั้น แต่กำลังพัฒนาไปตามความพร้อมของธุรกิจและความคาดหวังต่อผลลัพธ์ที่มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยจะแบ่งออกเป็น
3 Wave ของการเรียนรู้
Wave 1: AI Awareness หรือระยะของการสร้างความเข้าใจพื้นฐาน โดยในช่วงปี 2023–2024 องค์กรส่วนใหญ่ยังอยู่ในจุดที่ต้องเริ่มจากการทำให้คนเข้าใจว่า AI คืออะไร มีบทบาทอย่างไร และข้อมูลมีความสำคัญอย่างไรต่อการใช้ AI ให้ได้ผลจริง เพราะถ้าพื้นฐานยังไม่แน่น การต่อยอดในระยะถัดไปก็จะเกิดขึ้นได้ยาก
Wave 2: AI for productivity ในช่วงปี 2024–2025 ซึ่งเป็นระยะที่องค์กรเริ่มถามคำถามใหม่ว่าจะใช้ AI ช่วยให้คนทำงานดีขึ้น เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพขึ้นได้อย่างไร ดังนั้นหัวข้อการเรียนรู้จึงเริ่มลงมือมากขึ้น เช่น การเขียน Prompt การใช้เครื่องมือ Automation หรือการประยุกต์ใช้ AI ให้เหมาะกับแต่ละบทบาทงาน
Wave 3: AI for transformation งที่น่าสนใจกว่าคือ องค์กรจำนวนมากไม่ได้มอง AI แค่ในฐานะเครื่องมือเพิ่ม productivity อีกต่อไป แต่เริ่มมองว่า AI สามารถเป็นตัวเร่งของการเปลี่ยนแปลงทั้งองค์กรได้ นี่คือจุดที่เกิด ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นระยะที่โจทย์ไม่ได้อยู่แค่ทำงานให้เร็วขึ้น แต่ขยับไปสู่ ทำอย่างไรให้ AI สร้างคุณค่าใหม่ให้ธุรกิจได้จริง
เพราะฉะนั้น หัวข้อการเรียนรู้ในระยะนี้จึงลึกและกว้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง AI Transformation การเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็น impact การทำความเข้าใจระบบ agentic การพัฒนาทักษะ human-in-the-loop การบริหารคนในยุค AI ไปจนถึงการวางกรอบการใช้งานอย่างรับผิดชอบ
เมื่อ AI เก่งขึ้นเรื่อย ๆ คำถามที่หลายคนเริ่มกังวลก็คือ แล้วอะไรคือสิ่งที่ยังเป็นพื้นที่ของมนุษย์อยู่จริง ๆ
EPOCH Framework แล้วทักษะอะไรที่ AI ยังทำแทนไม่ได้
E - Empathy ความเข้าอกเข้าใจ
P - Problem Framing การตั้งกรอบปัญหาว่าโจทย์ที่ถูกต้องที่ควรแก้คืออะไร
O - Ownership & Judgment การรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ และการตัดสินใจอย่างมีจริยธรรม
C - Creativity ความคิดสร้างสรรค์
H - Human Context ความเข้าใจที่มาจากวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ และสถานการณ์จริง
ในวันนี้สิ่งที่องค์กรและผู้นำควรโฟกัส ไม่ใช่แค่ความเร็วที่ AI ทำได้ แต่คือ 3 องค์ประกอบนี้
- วัดจาก คุณค่าที่สร้างได้ (value created) ไม่ใช่แค่วัดความเร็วที่เพิ่มขึ้น
- ลงทุนใน การออกแบบ workflow redesign ใหม่ ไม่ใช่แค่ซื้อเครื่องมือ AI เพิ่ม
- พัฒนาศักยภาพของคน (human capability) ไปพร้อมกับศักยภาพของ AI
Session: AI Everywhere, Performance Anywhere? AI อยู่นี่ Performance อยู่ไหน
โดย ดร. ชนนิกานต์ จิรา Head of True Digital Academy
สำหรับใครที่อยากรับฟังแบบจัดเต็มทุก Session สามารถรับชมย้อนหลัง ในรูปแบบออนไลน์ทุกเซสชัน ได้ตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. - 31 ต.ค. 2026

หรือถ้าใครยังไม่มีบัตร สามารถซื้อบัตรดูย้อนหลังได้ที่ Zipevent


