Business Trend 2026 ปีแห่งการแข่งขันระดับโอลิมปิก หยุดหา Follower แล้วเริ่มหา Fan ตัวจริง และโฟกัสในสิ่งที่ ‘แก้ได้’
หากเราเปรียบการทำธุรกิจในช่วง 3-4 ปีก่อนหน้านี้เหมือนการแข่งขันกีฬา "ซีเกมส์" ที่แข่งกันแค่ในระดับภูมิภาค หรือแข่งกับคู่แข่งหน้าเดิมๆ ที่เราคุ้นเคย... ปี 2026 ที่กำลังจะมาถึงนี้ กติกาได้เปลี่ยนไปแล้ว
ถ้าลองถอยออกมามองภาพใหญ่ของปี 2026 อย่างใจเย็น จะเห็นว่ามันไม่ใช่ปีที่ทุกอย่างพังครืนในชั่วข้ามคืน แต่เป็นปีที่แรงกดดันค่อย ๆ เพิ่มขึ้นรอบด้าน จนทำให้คนทำธุรกิจจำนวนมากรู้สึกว่า “เหนื่อยขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่ยังทำเหมือนเดิม” เป็นเหมือนปีที่ธุรกิจต้องแข่งขันเหมือนระดับโอลิมปิก
ทำไมถึงเป็นโอลิมปิก? เพราะคู่แข่งของคุณไม่ใช่แค่ร้านข้างๆ อีกต่อไป แต่คือสินค้าจากจีนที่ทะลักเข้ามา แพลตฟอร์มระดับโลกที่ผูกขาดและขึ้นราคาค่าธรรมเนียมตามใจชอบ ไหนจะต้นทุนที่สูงขึ้นรอบด้าน ในขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคไม่ได้เพิ่มตาม นี่คือ "แรงบีบคั้น" มหาศาลที่คนทำธุรกิจต้องเจอ
CREATIVE TALK ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณธนา เธียรอัจฉริยะ ถึงเทรนด์ธุรกิจในปี 2026 กับสิ่งที่ธุรกิจ ‘ควรทำ’ และ ‘ไม่ควรทำ’
คำถามสำคัญไม่ใช่ "ปีหน้าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร" (เพราะเรารู้อยู่แล้วว่ามันจะไม่ดี) แต่คำถามที่ถูกต้องคือ "ในกติกาที่โหดหินขนาดนี้ เราจะรอดและเติบโตได้อย่างไร?"
โลกธุรกิจปีหน้า เต็มไปด้วยแรงบีบคั้นที่ทุกคนหนีไม่พ้น กับ 5 เทรนด์ธุรกิจปี 2026 พร้อม 15 เช็กลิสต์ที่ธุรกิจควรตัด และควรโฟกัส
เทรนด์ที่ 1 : กลับมาแก้ "ปัญหาที่แก้ได้" เศรฐกิจเฉา ลูกค้าเงินน้อย เราแก้เองไม่ได้
ปกติธุรกิจจะมีอยู่ 3 แบบ คือ ธุรกิจที่โต, เปิดใหม่แล้วเจ๊ง, ธุรกิจที่เป็นซอมบี้ ซึ่งแบบซอมบี้ก็คือธุรกิจที่เกือบตาย แต่ไม่ตาย ต้องอยู่อย่างยากลำบากมากซึ่งน่าจะมีเยอะ ในขณะเดียวกันก็มีธุรกิจเปิดใหม่ที่เฟื่องฟูในช่วงปีที่ผ่านมาเช่นกัน
ถ้ามองตามข้อเท็จจริง ปี 2026 คือปีที่แรงกดดันมาพร้อมกันหลายทิศทาง การแข่งขันรุนแรงขึ้น เพราะตลาดออนไลน์เปิดให้ทุกคนเข้ามาแข่งได้ ต้นทุนสูงขึ้น เพราะแพลตฟอร์มและเครื่องมือหลักถูกผูกขาดโดยไม่กี่เจ้า กำลังซื้อหด เพราะผู้บริโภคต้องระวังการใช้เงินมากกว่าที่เคย
ทั้งหมดนี้คือ “สภาพแวดล้อม” ที่ทุกธุรกิจต้องเจอเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นรายเล็ก รายกลาง หรือรายใหญ่ และนี่คือจุดที่หลายธุรกิจเริ่มพลาด เพราะใช้พลังจำนวนมากไปกับการตั้งคำถามผิดจุด
เทรนด์ความคิดของผู้นำธุรกิจปี 2026 คือการมีสติในการ "แยกแยะ" พี่โจ้แนะนำว่า ให้เอาปัญหาที่แก้ไม่ได้กองไว้อีกกล่องหนึ่ง (ใช้เวลาคุยเรื่องพวกนี้แค่ 10-20% พอเป็นรสชาติชีวิต) แล้วทุ่มเทเวลาและทรัพยากรทั้งหมดไปที่ "กล่องปัญหาที่แก้ได้"
“ถ้าเราเอาคิดแต่ปัญหาที่แก้ไม่ได้ ว่าเศรษฐกิจไม่ดี กำลังซื้อลดลง แล้วเราจะแก้อะไรได้”
Checklist ปีนี้คุณกำลังโฟกัสผิดจุดอยู่หรือเปล่า?
[ ] อย่าจมอยู่กับปัญหาที่แก้ไม่ได้ อาทิ เศรษฐกิจไม่ดี, สภาวะโลกร้อน, คนแก่มากขึ้น, เด็กเกิดน้อยลง, บาทแข็ง, คู่แข่งมาเต็มจากบ้านส้ม บ้านดำ, พวกแพลตฟอร์มขึ้นราคา…พวกนี้เราแก้ไม่ได้
[ ] แยกแยะสิ่งที่แก้ได้: เขียนลิสต์ปัญหาออกมา 10 ข้อ แล้ววงกลมเฉพาะข้อที่คุณลงมือทำแล้วเปลี่ยนแปลงมันได้จริง
[ ] ใช้ความตัวเล็กให้เป็นประโยชน์: มีอะไรบ้างที่คู่แข่งรายใหญ่ทำไม่ได้ แต่คุณทำได้? (เช่น การที่เจ้าของลงมาตอบแชทลูกค้าเอง)
เทรนด์ที่ 2 : หมดยุค Follower สู่ยุคของ "Fan" (Fan-based Business)
ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา สูตรสำเร็จของธุรกิจออนไลน์คือการสะสมยอด Follower ยิ่งเยอะยิ่งดี ยิ่ง Engagement สูงยิ่งใช่ แต่ในปี 2026 ตัวเลขเหล่านั้นอาจกลายเป็นเพียงภาพลวงตา เพราะอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มต่างๆ ปิดกั้นการมองเห็นจนแทบไม่เหลือ
"มีแฟน(คลับ) 100 คน ดีกว่ามี Follower 1,000,000 คน"
"แฟน" (Fan) ในนิยามของปี 2026 ไม่ใช่แค่คนกดไลก์ แต่คือคนที่รักแบรนด์เราจริง ซื้อซ้ำจริง และพร้อมจะเป็นกระบอกเสียงปกป้องและบอกต่อให้เราโดยที่เราไม่ต้องเสียเงิน ในยุคที่ค่าโฆษณาแพงหูฉี่ และการยิงแอดให้ผลลัพธ์ที่คาดเดาไม่ได้ ดังนั้น "ฐานแฟน" คือสินทรัพย์ที่มั่นคงที่สุด
แต่การสร้างแฟนนั้นยากกว่าการสร้างยอดไลก์ เพราะมาตรฐานคำว่า "ดี" ของลูกค้าสูงขึ้นมาก การบริการระดับ 4 ดาว หรือ 5 ดาว อาจเป็นแค่มาตรฐานทั่วไป แต่ถ้าอยากได้แฟน คุณต้องทำคะแนนให้ได้ 9 หรือ 10 เต็ม 10
คุณโจ้ ลองทิ้งคำถามให้เราได้ชวนคิดว่า ร้านอาหารเดี๋ยวนี้ถ้าเราจะไปกิน ต้องได้ดาวเท่าไหร่ ที่เราจะรู้สึกเชื่อใจว่าอร่อย และลองไปกินจริง ๆ ?
ตัวอย่างแบรนด์ในใจแบรนด์หนึ่งของคุณโจ้ ที่ได้หยิบยกให้เราได้เห็นภาพมากขึ้นคือร้านทำผม ‘Juno Hair’ คุณโจ้ได้มีโอกาสเข้าไปใช้บริการครั้งแรกที่เกาหลี พอมาเปิดที่ไทยจึงมีโอกาสได้ไปลองตัดผมอีกครั้ง ซึ่งคุณโจ้มองว่าก็เป็นร้านที่ทำได้ดีตามมาตรฐานเลยล่ะ! แต่ความพิเศษไม่ใช่เรื่องนั้นที่ทำให้คุณโจ้ประทับใจ…คุณโจ้ประทับใจที่ร้านนี้จะใช้เก้าอี้นวด นวดทั้งขา ทั้งตัว ทั้งหัว 20 นาที เหมือนได้ไปสปาศีรษะดี ๆ เลย บรรยากาศก็ดี สร้างความ “ว้าว” ให้กับคุณโจ้ได้เลย
Checklist สำหรับเจ้าของธุรกิจว่า “คุณมี "แฟน" หรือยัง?”
[ ] ลองนับจำนวนแฟนตัวจริง: ถ้าตัดยอด Follower ออกไป มีลูกค้ากี่คนที่ซื้อซ้ำและจำชื่อคุณได้จริงๆ?
[ ] สำรวจคะแนนความพึงพอใจ: ลูกค้าเดินออกจากร้านคุณด้วยความรู้สึกระดับไหน? ถ้าแค่ "โอเค" (7-8 คะแนน) แปลว่ายังไม่รอด ต้องทำให้ถึงขั้น "ว้าว" (9-10 คะแนน)
[ ] Customer Experience ของคุณคมแค่ไหน: มีจุดไหนในบริการที่ทำให้ลูกค้าประทับใจจนต้องหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูป หรือเล่าให้เพื่อนฟังทันทีหรือไม่? (เหมือนเก้าอี้นวดของ Juno Hair ที่สร้างความทรงจำพิเศษ)
เทรนด์ที่ 3 : สองเพื่อนซี้ที่ต้องพกติดตัว "วินัย" และ "ไมตรี"
ในปี 2026 ที่ไม่มีทางลัดสำหรับความสำเร็จ คุณโจ้ชี้เป้าว่า ทักษะอาจจะไม่สำคัญเท่ากับกรอบความคิด (Mindset) สองอย่างนี้ คือ "วินัย" และ "ไมตรี"
ยุคนี้ความรู้มีอายุสั้นมาก ถ้าอยากรู้เรื่อง AI, เรื่อง Data หรือเรื่องการทำ Content มันไม่มีมนตร์วิเศษเสกให้เป็นได้ในวันเดียว มันต้องแลกมาด้วยการ "เรียนวันละนิดทุกวัน" หรือ "ทำซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง" เหมือนน้องๆ Gen Z ที่ทำคอนเทนต์ลง TikTok ทุกวันติดต่อกัน 9 เดือนกว่าจะดัง และนี่ล่ะคือวินัยที่ต้องมี
การขังตัวเองอยู่ในถ้ำ หรืออยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมเดิมๆ จะทำให้คุณ "ตัน" ปี 2026 คุณต้องพาตัวเองออกไปเจอคนแปลกหน้า ไปเจอคนต่างอุตสาหกรรม (Cross-industry) เพื่อหาไอเดียใหม่ๆ แต่การจะเข้าไปหาเขาได้ คุณต้องมี "ไมตรี" ต้องเป็นผู้ให้ (Giver) และทำตัวให้เป็นประโยชน์ อย่าเป็นแค่ผู้รับเพียงฝ่ายเดียว
Checklist: ฝึกวินัยและสร้างไมตรี
[ ] Consistency is Key: ถ้าจะเริ่มทำช่อง TikTok หรือเขียนบทความ คุณสามารถทำต่อเนื่องทุกวันเป็นเวลา 6-9 เดือนโดยไม่คาดหวังผลลัพธ์ได้หรือไม่?
[ ] พาตัวเองไปเจอ "Outlier": เดือนนี้คุณมีนัดกินข้าวกับคนที่ไม่รู้จัก หรือคนละสายงานกับคุณบ้างหรือยัง?
[ ] เป็นผู้ให้ก่อนผู้รับ: ในการเข้าหา Connection ใหม่ๆ คุณคิดก่อนหรือไม่ว่า "ฉันจะช่วยอะไรเขาได้บ้าง" แทนที่จะคิดว่า "ฉันจะได้อะไรจากเขา"
เทรนด์ที่ 4 : จงเป็น "Outlier" เพราะความเหมือน คือความตาย
ในยุคที่สินค้าจากจีนหน้าตาเหมือนกันเต็ม Shopee และร้านกาแฟเปิดใหม่ทุกหัวระแหง "ความเหมือน = ตาย" คนทำเหมือนกันเต็มไปหมด คำถามคือเราจะสร้างความต่างให้กับแบรนด์ของเราได้อย่างไร
เทรนด์ธุรกิจของคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ไม่ได้เกิดจากโชค แต่เกิดจาก Extreme Differentiation หรือความแตกต่างแบบสุดขั้ว พวกเขากล้าที่จะทำ Product ที่คนอื่นไม่ทำ, กล้าใช้ Packaging ที่แปลกตา หรือแม้กระทั่งตัว CEO เองก็กล้าที่จะเอาตัวเองออกมาเป็น Brand Ambassador (CEO Branding)
การทำ CEO Branding ไม่ใช่เรื่องของการหิวแสง แต่เป็นกลยุทธ์ในการสร้าง Trust และสร้าง "แฟน" ที่ต้นทุนต่ำที่สุดและทรงพลังที่สุดในยุคนี้
Checklist: ตรวจสอบความ "แปลก" ของธุรกิจ
[ ] Product Differentiation: สินค้าของคุณมีความแตกต่างที่ชัดเจนระดับที่ลูกค้าพูดถึงได้ทันทีหรือไม่? (หรือเป็นแค่ของที่ "มีก็ดี" แต่ "ไม่มีก็ได้")
[ ] CEO Branding: คุณกล้าพอที่จะเอาหน้าตัวเองออกมาการันตีสินค้า ไลฟ์ขายของ หรือตอบคอมเมนต์ลูกค้าด้วยตัวเองหรือไม่?
[ ] เลิกทำ Mass: คุณกำลังพยายามขายทุกคนอยู่หรือเปล่า? ลองเปลี่ยนมาเจาะกลุ่ม Niche เล็กๆ ที่คู่แข่งมองข้าม แต่มีกำลังซื้อและมีความต้องการที่ชัดเจน
เทรนด์ที่ 5 : โฟกัส 2C "Customer & Cash" ในยุคเศรษฐกิจบีบคั้น
ท่ามกลางเทคโนโลยี AI และ MarTech ที่ซับซ้อน คุณโจ้กลับมองว่าแก่นแท้ของปี 2026 จะกลับมาสู่พื้นฐานที่สุดของธุรกิจ นั่นคือ "ลูกค้า" (Customer) และ "กระแสเงินสด" (Cash)
เราต้องเลิกมองลูกค้าเป็น Data หรือยอด View แต่ให้มองเขาเป็น "มนุษย์" ใส่ใจใน Pain Point ของเขาจริงๆ และ Customize บริการให้เขารู้สึกพิเศษ
หนึ่งในประเด็นที่คุณโจ้ย้ำซ้ำหลายครั้ง คือคำว่า “Customer Experience” ไม่ใช่เรื่องหรู หรือเรื่องภาพลักษณ์ แต่คือเรื่องของการออกแบบทุกจุดที่ลูกค้าเจอเรา ตั้งแต่ก่อนซื้อ ระหว่างใช้ ไปจนถึงหลังการขาย ปัญหาของหลายธุรกิจคือทำทุกอย่าง “พอใช้ได้” แต่ไม่มีอะไรที่ทำให้ลูกค้าจำได้จริง ๆ และในปี 2026 คำว่าพอใช้ได้ คือพื้นที่อันตราย เพราะมันไม่แย่พอให้ลูกค้าบ่น แต่ไม่ดีพอให้ลูกค้าผูกพัน
ธุรกิจไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างให้ว้าว เพราะมันแพงและไม่ยั่งยืน แต่ต้องเลือกจุดที่สำคัญ แล้วทำให้เกินความคาดหวังจริง ๆ จุดนั้นแหละที่จะกลายเป็นเหตุผลที่ลูกค้ากลับมา และบอกต่อ
อีกหนึ่งกับดักของธุรกิจ คือการวัดผลด้วยตัวเลขชุดเดิมซ้ำ ๆ จนมองไม่เห็นโอกาสใหม่ การวัดแค่ยอดขายหรือกำไร ทำให้ธุรกิจโฟกัสแต่การปิดดีลเร็วขึ้น แต่ไม่เคยมองลึกลงไปว่า ทำไมลูกค้าบางคนถึงกลับมา และบางคนหายไป
สุดท้ายคือเรื่องที่ทุกธุรกิจคงจะรู้อยู่แล้ว คือในยุคข้าวยากหมากแพง "Cash is King" ยังคงเป็นความจริงเสมอ อย่าลงทุนเกินตัว อย่าทำแคมเปญที่เสี่ยงโดยไม่จำเป็น และต้องรักษาสภาพคล่องไว้เป็นเกราะป้องกันภัย
Checklist: ความแข็งแรงของตัวคุณและธุรกิจ
[ ] Cash Flow Management: คุณมีเงินสดสำรองพอที่จะรันธุรกิจโดยไม่มีรายได้นานกี่เดือน?
[ ] Customer Connection: คุณรู้จักชื่อลูกค้าประจำของคุณกี่คน? และรู้ไหมว่าเขาชอบหรือไม่ชอบอะไร?
[ ] Health is Wealth: (ข้อแถมที่สำคัญที่สุด) คุณดูแลสุขภาพตัวเองดีพอหรือยัง? เพราะถ้าร่างกายพัง วินัยก็พัง และธุรกิจก็พังตาม เริ่มต้นจากการออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ คือจุดเริ่มต้นของวินัยทางธุรกิจที่ดีที่สุด
ท้ายที่สุด “ความสม่ำเสมอคือทางรอด”
ปี 2026 อาจไม่ใช่ปีที่เราจะหวังผลกำไรที่เติบโตแบบก้าวกระโดดได้ง่ายๆ แต่เป็นปีแห่งการ "คัดกรองตัวจริง" คนที่ทำธุรกิจแบบฉาบฉวยจะล้มหายตายจากไป แต่คนที่เข้าใจ "แฟน" จริงๆ มี "วินัย" ในการพัฒนาตัวเอง และมี "ไมตรี" ในการสร้างเครือข่าย จะเป็นคนที่ยืนระยะอยู่ได้