บางครั้งโลกของ CREATIVE มันก็ใจร้ายแบบเงียบ ๆ เพราะในวันนี้มันไม่ได้ถามว่า ‘เราคิดได้ไหม?’ แต่มันกลับถามว่า “เราทำให้มันเกิดขึ้นจริงได้หรือเปล่า”
เชื่อว่าทุกสายอาชีพในวันนี้มีความท้าทายเกิดขึ้นมากมาย ทั้งการมาของเทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งคนที่เป็น Content Creator ก็เกิดใหม่มากมาย เลยกลายเป็นว่านี่คือยุคที่ใครก็สามารถคิดได้ Creative ได้ รวมไปถึงทุกคนมีเครื่องมืออย่าง AI ทำได้หมดแถมมันยังรวดเร็ว สะดวก เป็นผู้ช่วยยืนหนึ่งกันไปหมดแล้ว
แต่แน่นอนว่าการที่คนเราทำอะไรได้เหมือน ๆ กัน ยิ่งมีเครื่องมือช่วยเยอะขึ้น งานกลับไม่ได้ง่ายขึ้นตามสัดส่วน กลับกัน บางคนรู้สึกว่าเหนื่อยกว่าเดิม แข่งขันกว่าเดิม และไอเดียสร้างสรรค์หลาย ๆ อย่างก็คล้ายกัน เหมือน ๆ กันมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ พูดแล้วก็เหมือนตบหัวแล้วลูกหลัง ฟังดูไม่ได้ไม่ได้ปลอบใจ แต่มันคือความจริงที่เราต้องยอมรับว่า
โลกในวันนี้คนมีไอเดียไม่ได้แปลว่าชนะอีกต่อไป แต่คนที่ “ทำให้เกิดขึ้นจริง” ต่างหากที่จะได้เปรียบในยุคนี้
และนี่คือคำพูดคม ๆ จากตัวจริงอย่าง คุณเม้ง - ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์ ผู้ร่วมก่อตั้งเอเจนซีโฆษณาเพื่อสังคม ชูใจ กะ กัลยาณมิตร และยังเป็น ผู้ออกแบบแนวคิดการสื่อสารและประสบการณ์ของ Death Fest 2026 เรียกได้ว่าเป็นรุ่นพี่ในวงการงานสร้างสรรค์ งาน CREATIVE ที่หลายคนคุ้นหน้าคุ้นตากันดี หนึ่งในคืองาน ‘สัมมากรขายบ้าน’ ที่เชื่อทุกคนน่าจะเคยผ่านตากันมาแล้ว
เจาะลึก 5 มุมมองของโลกคนทำงานสร้างสรรค์ในปี 2026 ยุคที่ใครก็คิดได้ เพียงแค่ใช้ AI ทำงาน แล้วเราจะต้องรับมืออย่างไร ?
คุณเม้งเล่าให้ฟังถึงภาพใหญ่นี้ว่า ถ้าย้อนกลับไป 5 ปี หรือ 10 ปีก่อน คำว่า ‘งานสร้างสรรค์ หรืองาน CREATIVE’ ยังเหมือนป้ายหน้าห้องที่ติดอยู่กับคนบางกลุ่ม อยู่กับบางอุตสาหกรรม อยู่กับบางตำแหน่งงาน คนที่ทำโฆษณา, คนทำคอนเทนต์, คนออกแบบ, คนเขียนบท, คนทำแบรนด์ คือคนที่ถูกเรียกว่า CREATIVE แบบเต็มปากเต็มคำ แต่กลับกันในวันนี้โลกมันเปลี่ยนไปแบบที่เราแทบไม่ทันตั้งตัว
ความสร้างสรรค์ไม่ได้อยู่ในห้องเดิม ๆ แบบนั้นอีกต่อไป แต่มันกระจายออกมาอยู่กลางอากาศ อยู่ในทุกทีม ทุกอาชีพ ทุกปัญหาที่ต้องแก้ และทุกข้อความที่ต้องสื่อสารให้คนเข้าใจ และเชื่อจริง ๆ และเมื่อมันกลายเป็นอากาศ…นั่นหมายความว่ามันไม่มีแต้มต่อของคนกลุ่มเดียวอีกต่อไป ในวันนี้ทุกคน ทุกอาชีพมีความ Creative กันมากขึ้น และนี่แหละที่น่าสนใจ เพราะ Challenge ของคนทำงานสร้างสรรค์แท้จริง ลองมาค่อย ๆ ดูกันดีกว่าว่า อะไรจะเป็นคำตอบของคนทำงานสร้างสรรค์ในยุคนี้ให้สามารถโดดเด่น แตกต่าง และเป็นที่ต้องการของตลาดได้จริง
1. การคิดยังสำคัญ แต่ต้อง ‘คิดให้จบ ถึงขั้นทำให้เกิดขึ้นจริง!’
คุณเม้งเน้นย้ำมาก ๆ ว่า ความท้าทายของยุคนี้ไม่ใช่การที่เราคิดไม่ออก หรือไอเดียตันนะ แต่แท้จริงแล้วคือการที่เรา “คิดออก แล้วพบว่าโลกเต็มไปด้วยคนที่คิดออกเหมือนกัน”
เหตุเพราะทุกคนดันมีเครื่องมือที่ช่วยคิดมากมาย โดยเฉพาะ AI ซึ่งทำให้การเริ่มต้นง่ายขึ้นมาก มันช่วยได้ทั้งการหาข้อมูล, การสรุปไฟล์หนา ๆ, การแตกประเด็น, การหาไอเดียเสริม หรือแม้แต่เป็นเพื่อนคู่คิดที่โยนทางเลือกมาให้เร็วขึ้น และความง่ายตรงนั้นเองที่ทำให้ ‘ไอเดีย’ กลายเป็นสิ่งที่หาได้เยอะขึ้น ง่ายขึ้น จนบางครั้งคนทำงานไม่ได้ภูมิใจว่าคิดได้แล้ว แต่กลับมานั่งกังวลว่าไอเดียที่ให้ AI คิดนั้นจะแตกต่างพอไหม หรือเอาไปใช้ได้ไหม
ซึ่งคำตอบของเรื่องนี้จุดตัดจริง ๆ ไม่ได้อยู่ที่ความแตกต่างของไอเดีย แต่มันกลับอยู่ที่ ‘อีกครึ่งหนึ่งของการคิด’ ซึ่งหลายคนไม่ทันได้ฝึกให้เป็นนิสัย คำว่าอีกครึ่งหนึ่งของการคิดคือ
จะทำยังไงให้สิ่งที่คิดออกมา มันเหมือนกับที่คิดไว้ และต้องทำออกมาเหมือนอย่างที่คิด
ดังนั้นโลกของงานสร้างสรรค์เรามักจะเจอคนอยู่ 2 ประเภท
คนที่ 1: คนที่เสนอไอเดียเก่งมาก มีไอเดียเต็มไปหมด แต่กลับทำไม่ได้ตามที่คิด
คนที่ 2: คนที่มีไอเดียไม่ต่างกัน แต่กลับทำให้ไอเดียในหัวเกิดขึ้นจริงได้แบบที่ตั้งใจไว้
ซึ่งแน่นอนว่าโลกธุรกิจในวันนี้ถ้ามาแต่ความตื่นเต้นแล้วได้แต่ว้าวในห้องประชุม มันไม่สามารถขับเคลื่อนได้ แต่ถ้าไอเดียคุณน่าสนใจจริง และยังทำให้มันเกิดขึ้นจริงอย่างที่คิดไว้ นี่จะเป็นคำตอบของโลกธุรกิจในวันนี้
2. Make it happen ไม่ใช่แค่ ‘ขยัน’ แต่มันคือทักษะการกำกับงานให้ไปถึงเส้นชัย
คำว่า Make it happen ฟังดูแล้วเหมือนคำปลุกใจ แต่แท้จริงแล้วนี่คือ ‘มาตรวัดคุณค่า’ ของคนทำงานสร้างสรรค์ยุคที่ทุกคนเข้าถึงเครื่องมือใกล้เคียงกัน เพราะถ้าทุกคนทำได้หมดจริง สิ่งที่ทำให้คนหนึ่งเดินไปไกลกว่าอีกคน ไม่ใช่จำนวนไอเดียในหัว แต่คือความสามารถในการ “ทำให้งานเสร็จแบบไม่เสียของ ภายใต้ข้อจำกัดจริง”
แน่นอนว่าทุกคนที่ทำงานสร้างสรรค์มักโดนข้อจำกัดหลายทาง ไม่ว่าจะ…
- ข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ มีงบน้อยแต่ของานหลักล้าน
- เริ่มทำงานทีไรมักจะติดการตัดสินใจ, ติดความคาดหวัง, ติดความไม่ชัดของโจทย์, ติดการคอมเมนต์
ด้วยข้อจำกัดมากมายนี้ หนึ่งในทักษะที่ควรตระหนักไว้เสมอคือ Make it happen ซึ่งเราสามารถฝึกกันได้ โดยให้ทุกคนลองเปลี่ยนการคิดจาก ‘คิดไอเดีย’ เป็น ‘คิดให้จบ’ ด้วย 3 คำถามนี้ทุกครั้ง
- ถ้าพรุ่งนี้ต้องทำงานนี้จริง เราจะทำยังไงให้มันเกิด ?
- อะไรคือส่วนที่สำคัญที่สุดที่ห้ามหาย และอะไรคือส่วนที่ยอมลดได้เพื่อให้งานเดินได้ ?
- เราจะทำให้มัน ‘เหมือนที่คิด’ ได้แค่ไหนในข้อจำกัดที่มี และต้องกำกับตรงไหนเป็นพิเศษ ?
จงจำไว้ว่านี่ไม่ใช่สูตรลับแต่อย่างใด แต่มันต้องเกิดจากการฝึกฝนบ่อย ๆ แล้วในวันนึงเทคนิคนี้จะเริ่มปรับวิธีคิดเราให้เป็นคนที่คิดแบบผู้กำกับงาน ไม่ใช่คิดแบบผู้เสนองานเพียงอย่างเดียวนั่นเอง
3. AI เป็นผู้ช่วยที่เก่งขึ้นทุกวัน…แต่สิ่งที่ต้องหวงไว้ให้แน่นคือ Direction
คุณเม้งถึงกับพูดออกมาเลยว่า ผมเองก็ใช้ AI ทำงานเสมอ เอาจริงมันเป็นเครื่องทุ่นแรงที่ดี ช่วยย่อย ช่วยแตกประเด็น ช่วยคิดให้เราไวขึ้น แต่ท้ายที่สุดจุดต่างที่จะทำให้มันมีประโยชน์ หรือไม่มีประโยชน์มันอยู่ที่คนใช้
จุดที่มันแตกต่างคือ เราต้องเป็น Director เราต้องเป็น Final say หรือคนที่ตัดสินใจเป็นในทุกขั้นตอนสุดท้าย
หลายคนใช้ AI โดยที่พลาดแบบไม่รู้ตัว เพราะเรากำลังใช้ AI ให้ช่วยผลิตมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่ได้ฝึกตัวเองให้เก่งขึ้นในเรื่องที่สำคัญกว่าคือ ‘ตัดสินคุณภาพ’ และ ‘กำกับทิศทาง’ ของงาน เพราะถ้าคนใช้ไม่มี Direction ยังไงก็ไม่จะใช้ AI ไม่เวิร์ค นี่จึงเป็นอีกเทคนิคที่เอาไปใช้ได้ทันที ต่อให้คุณใช้ AI ช่วยคิดกี่รอบ ให้ตั้งกติกาเล็ก ๆ ไว้เสมอว่า
ทุกครั้งที่ได้คำตอบมา ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า เราต้องการให้คนดูรู้สึกอย่างไร เข้าใจอะไร และทำอะไรต่อ
4. งานที่ ‘ดูง่ายสำหรับคนดู’ มักเป็นงานที่ ‘ยากสำหรับคนทำ’
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่คนทำงานสร้างสรรค์เจอบ่อยที่สุด คือคนดู หรือลูกค้า ชอบพูดว่ามันก็แค่นี้เอง เป็นงานที่ดีนะ ดูง่าย ๆ ชิล ๆ แต่นั่นแหละคือคำชมที่ซ่อนความจริงไว้ เพราะงานที่ดีจริงมักทำให้คนรู้สึกว่าง่ายจนไม่เห็นความยากที่อยู่ข้างใน
นี่แหละคือแก่นของงานครีเอทีฟ, คอนเทนต์ หรือ การสื่อสาร เพราะงานที่ดีจะทำให้ความยากหายไปจากสายตาคนดู
การทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ไม่ใช่ทักษะเสริมแต่อย่างใด แต่มันคือหน้าที่ของคนเล่าเรื่อง คุณเม้งพูดไว้ตรงมากว่า หน้าที่ของคนเล่าเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นครีเอทีฟ, ไดเรกเตอร์, คอนเทนต์ครีเอเตอร์, คนเขียนบทความ หรือ ใครก็ตามที่ต้องสื่อสารงานให้คนเข้าใจ มันคือการทำให้มันง่าย ทำเรื่องยากให้มันเรื่องง่าย
แต่ก็ต้องยอมรับว่าหลายครั้งคนทำงานสร้างสรรค์บางทีเราก็เล่าเรื่องที่เราอยากเล่า ยิ่งเรารู้เยอะ ยิ่งอินกับรายละเอียด ยิ่งรักไอเดีย ก็ยิ่งอยากใส่เพิ่ม สุดท้ายงานเต็มไปด้วยสิ่งที่เราอยากเล่า แต่คนดูไม่ได้ต้องการทั้งหมดนั้น ดังนั้นห้ามลืมเป้าหมายเด็ดขาด อย่าเล่าในสิ่งที่เราอยากเล่าจนเกินไป ให้มองคนดูที่เป็นเป้าหมายหลักเราว่าเขาอยากดูอะไร เขาต้องการอะไร นั่นคือ Insight สำคัญของคนทำงานสร้างสรรค์ยุคนี้
5. โจทย์สุดท้ายของวันนี้คือ ไม่ใช่จะทำยังไงให้คนดูงานของเราเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่คือทำยังไงงานมันมีคุณค่า มันอิมแพคกับลูกค้า และอิ่มใจทุกความรู้สึกกับคนดู
โจทย์ของคนทำคอนเทนต์ยุคนี้ ไม่ใช่แค่ทำยังไงให้คนดูอีกต่อไป แต่มันต้องทำยังไงให้คนยังดู โดยที่งานยังมีคุณค่า โดยเฉพาะงานในยุคออนไลน์ที่ต้องไม่วิ่งตามยอดไลก์ ยอดแชร์ แต่ก็ยังได้ยอดอยู่ แต่แค่เราต้องไม่เอายอดไลก์ยอดแชร์เป็นตัวที่เราวิ่งตาม
เรื่องนึงที่ยอมรับคือค่าของงานในวันนี้มันถูกวัดเป็นตัวเลข และจากตัวเลขมันแปลงเป็นเงินได้จริง และพอเมื่อมันเป็นเงิน เกมมันก็เปลี่ยนทันที เงินทำให้ความอยากได้ยอด ไม่ใช่แค่เรื่องอีโก้หรือความภูมิใจ แต่มันกลายเป็นเรื่องความอยู่รอด พอเป็นเรื่องอยู่รอด…คนเราก็พร้อมทำอะไรก็ได้เพื่อให้ตัวเลขกลับมา
นั่นจึงกลายเป็นว่าในงานสร้างสรรค์ยุคนี้มันมีแรงดึงจากสองฝั่งพร้อมกัน
- ฝั่งหนึ่งคือแรงดึงของอัลกอริทึม ที่บังคับให้เราทำแบบนี้สิ คนจะดู
- อีกฝั่งคือแรงดึงของชีวิตจริง ทำตามที่ลูกค้าชอบ ทำแบบนี้เงินถึงจะมา
และตรงกลางระหว่างสองฝั่งนั้นแหละคือ ‘คุณค่า’ ของงานที่ค่อย ๆ ถูกบีบให้เล็กลงทุกที
พี่เม้งเลยพูดประโยคที่เหมือนสรุปทั้งอาชีพของคนทำคอนเทนต์ยุคนี้ว่า หน้าที่ของคนที่ทำ content ที่ดีมันยากอยู่ตรงนี้แหละครับ เพราะคนทำคอนเทนต์ที่ “ดี” ไม่ได้แค่ทำให้คนดู แต่ต้องทำให้คนดู โดยไม่ปล่อยให้ตัวเลขลากเราไปเป็นคนที่เราไม่อยากเป็น
ดังนั้นเข็มทิศของคนทำงานสร้างสรรค์ยุคนี้ มันไม่ใช่แค่ความเก่งในสายอาชีพอย่างเดียว แต่มันคือ “ความหนักแน่น’ หนักแน่นพอที่จะทำให้งานมีคนดู และหนักแน่นพอที่จะไม่ยอมให้ยอดเป็นคนกำกับชีวิตแทนเรา
ในวันที่ AI ทำงานเก่งขึ้นเรื่อย ๆ และทุกคนผลิตงานได้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ คำถามที่สำคัญที่สุดอาจเหลือแค่คำถามเดียวว่า งานนี้…กำลังพาเราไปเป็นคนแบบไหน ?
สัมภาษณ์, เรียบเรียง: กิตติภพ ปานล้ำเลิศ
ภาพประกอบ: อลิสา อรุณสิริเลิศ
ภาพถ่าย: ธัญวรัตน์ ปกรณ์รัศมี