เมื่อ Ego กลายเป็นกำแพง ความต่างเลยไม่ใช่พลัง แต่กลายเป็นเหตุผลที่เราจ้องจับผิดกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่ถ้าเอาข้อดีของแต่ละวัยมารวมกันให้ลงตัว งานอาจไปได้ไกลกว่าที่คิด
ความต่างระหว่างวัย ไม่ควรเป็นสนามรบในที่ทำงาน แต่น่าจะเป็นพื้นที่ที่แต่ละคนเอาจุดแข็งของตัวเองมาช่วยกันเติมเต็มมากกว่า เพราะน้องอาจมีไอเดียใหม่มากมาย ในขณะที่พี่มีประสบการณ์พอจะมองเกมขาด
และถ้าองค์กรสร้างพื้นที่ให้สองอย่างนี้ทำงานร่วมกันได้ ความต่างจะไม่ใช่ปัญหา แต่มันจะกลายเป็นแต้มต่อของทีมทันที และนี่คือ 6 คำแนะนำจากประสบการณ์ของต่างวัยทั้ง 2 Gen อย่าง คุณประสาน อิงคนันท์, ผู้ก่อตั้งเพจ มนุษย์ต่างวัย และ คุณแพร - กนกกาญจน์ รินนะจิตต์ Managing Director Yell Bangkok
1. กำแพงที่ทำให้คนต่าง gen มองไม่เห็นข้อดีของกันและกัน เลยกลายมาเป็นจ้องจับผิดกัน
[มุมมองจากคุณแพร]
คุณแพรพูดได้น่าสนใจถึงมุมมอง Ego เป็นกำแพงของทุกคน เพราะมันมีเส้นบางๆระหว่างความมั่นใจ กับ Ego ที่มันเบลอๆกันอยู่
[มุมมองจากคุณประสาน]
มนุษย์ต่างวัย เรามี workshop ที่ชื่อ “เราต่างเหมือนกัน” เอาคนต่าง gen มาอยู่ด้วยกัน ใช้ชีวิตร่วมกัน ต่างคนก็ต่างเห็นว่าเราเหมือน หรือต่างกันอย่างไร ปกติคนเราจะชอบมองแต่ส่วนต่าง จนลืมมองส่วนที่เหมือนกัน มันเลยเป็นการก่อกำแพงอคติ หรือตัดสินกันโดยไม่รู้ตัว
กำแพงส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อ ความยึดถือส่วนตัว ที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งไม่เกี่ยวกับนิสัยดี หรือไม่ดี กำแพงที่มาจากความเชื่อนี้ ถ้าให้เปรียบมันเหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้า ถ้าเป็นรุ่นเก่า เราจะเจอว่ามันทนทานมากๆ แต่ software มันอาจจะไม่ได้เร็ว คล่องแบบยุคใหม่ แต่พอเป็นอุปกรณ์ยุคใหม่ๆ software มันเร็ว มันไปไวมากๆ แต่มันอาจจะไม่ทนทานแบบรุ่นเก่า จะเห็นเลยว่าต่างคนก็ต่างมีข้อดีข้อเสีย แต่มันไม่ได้แปลว่าใครดีกว่าใคร
2. ความคิดต่าง และความไม่เข้าใจกันของคนต่าง gen
[มุมมองจากคุณแพร]
เนื่องจากคุณแพรเป็นเอเจนซี่โฆษณา ที่มีคนหลาย gen รวมกัน เราเจอเรื่องคิดต่างตลอด ซึ่งมันดีกับงาน creativity ที่เราจะได้ไอเดียใหม่ๆ ให้ลูกค้า เรามีหลายทีม แต่ละทีมเราก็คิดไม่เหมือนกันเลย เรามีทีม Creative ทีม Client service และทีมกลยุทธ์
- ทีม Client service จะมองว่าถ้าลูกค้าชอบ ลูกค้า Happy คือโอเคแล้ว
- ทีม Creative จะมองในมุม style ของงานที่ออกไปว่าแบบนี้โดนใจ Consumer มั้ย ทำแบบไหนแล้ว consumer น่าจะชอบ
- ทีมกลยุทธ์ จะมองในมุมตรรกะ หรือ logic มากๆ เช่น 1+1=2 ถึงจะถูก มันจะมีความถูกและผิดอยู่มาก
กลายเป็นว่า client service มองว่าลูกค้าถูกเสมอ ทีม Creative งานที่ถูกใจ consumer คือถูก ทีมกลยุทธ์ ต้อง logic ถูก สิ่งสำคัญคือ ถ้าเราฟังทุกฝ่าย ไม่เอา Ego มาตัดสินกัน เราจะได้อะไรดีๆอีกเยอะมาก เช่น ถ้างานนี้ creative ดี consumer ชอบ แล้ว logic ดีด้วย ในขณะที่ลูกค้าก็อิน ก็ happy
[มุมมองจากคุณประสาน]
คนเราไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ข้างในลึกๆเราจะแอบตัดสินคนอื่นอยู่แล้ว ทั้งๆที่ในการทำงานมันไม่มีผิดถูก แต่พอตัดสิน มันก็นำมาซึ่งความขัดแย้ง เช่น งาน artwork ชิ้นเดียวกัน คนรุ่นเก่าอาจมองว่าสวย แต่คนรุ่นใหม่บอกดูแก่ ดูเชย มันก็นำมาซึ่งความขัดแย้งแน่ๆ เพราะเราให้คุณค่าไม่เหมือนกัน
หรือน้องๆทำ Slide มาสวย แต่ content ไม่ได้ เนื้อหาไม่ดี ผู้ใหญ่ก็คงไม่ชอบ แต่เด็กๆก็อาจจะมองว่ามันต้องสวยนำก่อนซิ พอเราเข้าที่ประชุม หรือไป pitch งาน slide สวยอย่างเดียว มันไม่ได้ทำให้ขายงานผ่าน มันต้องการมุมมองแบบผู้ใหญ่ในเรื่องอื่นด้วย เช่น การอ่านคน อ่านบรรยากาศในห้องประชุม ว่าลูกค้าชอบแบบไหน หรือเราต้องขยี้เรื่องอะไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยประสบการณ์แบบผู้ใหญ่เข้ามาช่วย ถ้าเราเอาความต่างของคนสองวัยมาผสมกันได้ลงตัว แบบนี้จะดีกว่า
3. แล้วเราจะหาตรงกลาง ให้คนต่าง gen ไปด้วยกันได้อย่างไร
[มุมมองจากคุณแพร]
ที่บริษัทเราจะเรียกกันพี่และน้อง เราไม่เรียกกันว่าลูกน้อง เจ้านาย และตำแหน่งที่ให้เป็นแค่การระบุหน้าที่ความรับผิดชอบ โดยอิงจาก Yell’s Work Culture ผ่านปีรามิดปกติ และ ปิรามิดกลับหัว
ปิรามิดปกติ สื่อถึงเป็นมุมมองของน้อง ๆ ที่เป็นรากฐาน เป็นกำลังการผลิตที่สำคัญของเรา ถ้าเค้าท้อ เค้าหมดใจ รากฐานมันก็ไม่แข็งแรงซึ่งมีผลกับองค์กรเรามากๆ เพราะเค้าคือกำลังคนที่สำคัญของเรา แต่น้อง ๆ ก็ยังไม่มีประสบการณ์ ดังนั้นเค้าต้องลงมือทำให้ได้มากที่สุด อย่าเลือกว่าอันนั้นไม่ดี อันนี้ไม่ใช่ หรืออันนี้ไม่อยากทำ อันนั้นไม่ชอบ เพราะตัวน้องเองก็อาจจะยังไม่มีประสบการณ์ที่มากพอที่จะไปตัดสินว่าอะไรดี หรือไม่ดี
ปิรามิดกลับหัว จะสื่อถึงพี่ ๆ senior ที่คุณต้องรู้ว่าคุณมีพื้นที่เล็ก ๆ ตรงนี้ที่ต้องแม่นยำ ต้องเลือกทำบางอย่างที่สำคัญเท่านั้น และเป็นทางออกให้กับน้องๆได้ เพราะถ้าคุณไม่เลือก คุณทำทุกอย่าง คุณจะไม่มีเวลาไป support น้อง ๆ ได้เลย
โดยสรุปปิรามิดเหล่านี้ จะทำให้คนทั้งองค์กรเห็นว่าใครต้องเล่นในพื้นที่ไหน แล้วเราต่างต้อง respect ในพื้นที่นั้นของกันและกัน เคารพการตัดสินใจกัน คนเป็นพี่จะมาบอกว่า พี่ทำมา 18 ปี น้องจะมาเปลี่ยน จะพูดแบบนี้ก็ไม่ได้ เพราะเรากำลังเปิดพื้นที่ให้น้องได้มาค้นหา มา discover มากกว่า
[มุมมองจากคุณประสาน]
การที่เราโตมาแบบไหน เราไม่สามารถเทรนเด็กในแบบที่เราโตมาได้แบบนั้น รุ่นเราเราโตมากับการต้องสู้ ต้องฝ่าฟันด้วยตัวเอง มีคำชมนิดๆหน่อยๆ เราก็อยูได้ แต่รุ่นน้อง การชื่นชมระหว่างทาง อย่างสม่ำเสมอ จะมีประโยชน์มาก ไม่ใช่ว่าเค้าบ้ายอมากกว่ารุ่นเรา แต่เค้าโตมาในยุคที่การแข่งขันมันสูงมาก ๆ การชื่นชมเค้าแบบมีเหตุผล มันเหมือนกำลังใจเล็กๆน้อยๆ ระหว่างทางให้เค้าได้ หรือการสอนน้อง ๆ หลายครั้งที่เราบอกเราปรารถนาดี แต่การสื่อสารของเรา หรือคำพูดบางทีเค้าก็ไม่ได้มองว่าเราปรารถนาดี บางทีเราพูดเยอะไป สั่งมากไป เค้าก็มองว่าเราไม่ไว้ใจเค้าได้เหมือนกัน
แต่ถึงแม้จะมีความต่าง gen เราต้องหา common purpose บางอย่างที่ตรงกัน เช่น ความภาคภูมิใจในงาน ยกตัวอย่างก่อนไป pitch งาน พี่อาจจะบอกน้องว่า อันนั้นยังไม่ดี อันนี้ยังไม่พอ น้องอาจจะเครียดหรือกดดันในตอนนั้น แต่วันที่เราได้งานกลับมา ทุกคนจะภูมิใจ และจะเข้าใจแล้วว่าเราได้งานนี้มาเพราะอะไร
การทำงานกับคนต่าง gen เราต้องมีความตระหนักรู้ซึ่งกันและกันค่อนข้างมาก ซึ่งเราเป็นมนุษย์ปกติมันก็มีเปลี่ยน มีหลง มีลืมกันไป บางเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นวันนี้ เราแก้ไขแล้ว อนาคตมันก็อาจจะเกิดซ้ำอีกก็ได้ มันเหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้านี่แหละ ที่เคยเสีย ถึงแม้จะซ่อมให้กลับมาใช้ได้ มันก็มีโอกาสกลับไปพังใหม่ได้อยู่ดี
4. ความต่าง Gen ในแต่ละ Gen เค้ามี Need หรือความต้องการอะไรที่ต่างกัน
[มุมมองจากคุณแพร]
คนเป็นพี่ อยากมั่นใจ เชื่อใจในตัวน้องๆ ว่าจะทำงานให้สำเร็จได้ ส่วนคนเป็นน้อง เค้าก็อยากได้ความใจกว้าง ความเปิดใจจากพี่ๆ ที่จะยอมรับฟังความคิดเห็น หรือไอเดียใหม่ๆจากเค้า ในขณะเดียวกัน ประสบการณ์ของพี่ๆ จะเป็น safe zone ให้น้องๆทำงานแล้วรู้สึกปลอดภัย
น้องๆ เค้ามีของ มีไอเดียเต็มกระเป๋า เค้าอยากลองในสิ่งที่เค้าเชื่อ บางคนเชื่อ หรือมีความฝันมาตั้งแต่สมัยเรียนว่าอยากทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ แล้วพอพี่ๆ ให้โอกาสเค้าได้ลองทำจริง เราจะเห็นเลยว่า น้องบางคนเก่งขึ้นได้ ภายในระยะเวลาอันรวดเร็วมากๆ
[มุมมองจากคุณประสาน]
Trust คือเรื่องสำคัญมาก ถ้าวันนึงเราสูญเสียสิ่งนี้ไป เราแย่เลย น้อง ๆ อาจจะไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้ แต่พี่ต้องทำให้น้องรู้สึกว่าสิ่งนี้มันมีค่าในระยะยาว ไม่ว่าน้องจะไปอยู่ที่ไหน Trust จะเป็นสิ่งที่ติดตัวคนเราไปตลอด น้องอาจจะต้องเหนื่อยหน่อย ในการ earn trust หรือกว่าจะได้รับความไว้วางใจมา แต่เราต้องทำให้เค้าเห็นว่าสิ่งนี้มันค่ากับชีวิตเค้าจริง ๆ
อีกส่วนที่สำคัญมาก ๆ คือ Respect มันคือการเคารพซึ่งกันและกัน ทั้งพี่และน้อง รวมไปถึง Skill & Experience สองเรื่องนี้ต้องมาคู่กัน หรือไปจับคู่คนที่มีอย่างใดอย่างหนึ่งมาทำงานร่วมกันก็ได้
5. การกำหนด Way of work ร่วมกันที่ทำให้งานไปต่อได้
[มุมมองจากคุณแพร]
ในฝั่งของ Yell work culture 3 ข้อที่เราจะไม่ยอมให้อะไรก็ตามมากระทบ หรือมีอิทธิพลกับเรื่องนี้
- Teamwork สำคัญสุด ทุกคนทุกตำแหน่งสำคัญมาก ขาดคนใดคนหนึ่งไป งานดีๆจะไม่เกิด
- Respect people เรามีกฏ bias free generation เราจะไม่พูดกันว่า เด็กฝึกงานก็แบบนี้แหละ หรือเดี๋ยวพี่เค้าก็ต้องพูดแบบนี้แน่ๆเลย เราไม่อยากให้สิ่งนี้เกิดขึ้น หรือเอา gen มาตัดสินกัน
- Performance ถ้า 2 ข้อบนเราทำได้ เราจะได้ Performance มาเลย เพราะคนจะไม่ต้องไปปวดหัวกับเรื่องอื่น มีเวลามาโฟกัสกับเรื่องงาน ทำ performance ตัวเองให้ดี มันก็ดีกับลุกค้าด้วย
[มุมมองจากคุณประสาน]
เรามี DNA หรือการกำหนดเป้าหมายร่วมกัน นั่นคือ การสร้าง Trust ให้เกิดขึ้นจากคนที่ดูผลงานเรา สิ่งที่ตามมาถ้าอยากให้เกิด Trust คือเรื่องคุณภาพงานที่เรามอบให้คนดู อันนี้คือ Baseline หรือข้อตกลงร่วมกันที่เราจะไม่ทำให้ต่ำไปกว่าเส้นนี้ เมื่อทุกคนรู้ว่านี่คือข้อตกลงร่วมกัน เวลามีปัญหา เราจะเคลียกันง่าย เพราะเรารู้แล้วว่า เรามีปลายทางที่เหมือนกัน
6. เทคนิคในการปรับตัว ที่พี่ ๆ ปรับตัวเข้าหาน้อง และน้อง ๆ ปรับตัวเข้าหาพี่
[มุมมองจากคุณแพร]
สำหรับน้อง ต้องใจเย็นๆก่อน เพราะน้องยังมีโอกาส มีเส้นทางอีกยาวไกล ถ้าวันนี้ ตอนนี้สิ่งที่เราคิดยังไม่โดน ยังไม่ถูก buy in เพราะ Trust ยังไม่เกิด ประสบการณ์เรายังไม่ถึง เราต้องให้โอกาสตัวเองตรงนี้เยอะๆก่อน ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่มีคนเห็นคุณค่า แต่เราต้องให้คุณค่ากับตัวเองก่อน
[มุมมองจากคุณประสาน]
การเติบโตไปเป็นน้องที่พี่รัก หรือพี่ที่น้องรัก หัวใจสำคัญคือ
- Humble หรือการอ่อนน้อมถ่อมตน
- Respect ซึ่งกันและกัน
- Being vulnerable การเผยความอ่อนแอให้คนอื่นได้เห็นบ้าง เช่น น้องมีเรื่องไม่สบายใจ เล่าให้พี่ฟัง พี่เล่าให้น้องฟังบ้าง มันทำให้เรา connect กันได้ ดียิ่งขึ้น
Session: ต่าง GEN ต่างวัย ทำงานร่วมกันอย่างไรให้เวิร์ค
โดย คุณประสาน อิงคนันท์, ผู้ก่อตั้งเพจ มนุษย์ต่างวัย และ คุณกนกกาญจน์ รินนะจิตต์ Managing Director Yell Bangkok
สำหรับใครที่อยากรับฟังแบบจัดเต็มทุก Session สามารถรับชมย้อนหลัง ในรูปแบบออนไลน์ทุกเซสชัน ได้ตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. - 31 ต.ค. 2026

หรือถ้าใครยังไม่มีบัตร สามารถซื้อบัตรดูย้อนหลังได้ที่ Zipevent


