คนที่เก่งในองค์กรไม่ใช่คนที่ทำงานหนักที่สุด แต่คือคนที่ ‘เห็นก่อนคนอื่น’ เจาะ 5 หลักการของนักฟุตบอลระดับโลก ที่คนทำงานเอาไปใช้ได้ทันที
มีเคสที่น่าสนใจจาก ‘Lionel Messi’ (ลิโอเนล เมสซี่) ชายอายุ 39 ปี ตัวสูง 170 ซม. ในฟุตบอลระดับโลก Messi จัดว่าเป็นคนที่ตัวเล็กมาก! และอย่าลืมว่าในระดับโลกกองหลังตัวสูงเกิน 180+ ทั้งนั้น แถมอายุก็ปาไป 39 ปี ความเร็วที่เคยมีในอดีตก็ตกลง
แต่ในบอลโลก 2026 ปีนี้! ล่าสุดอัปเดตเมื่อวันที่ 7 Jul 2026 เขาคือคนที่ยิงมากที่สุดในทัวร์นาเมนต์ เท่ากับนักเตะระดับโลกอย่าง Mbappe และ Haaland ที่อายุน้อยกว่าเขา 11-12 ปี
หนึ่งในคำอธิบายที่ใกล้เคียงความจริงที่สุดมาจาก Johan Cruyff ตำนานนักฟุตบอลชาวดัตช์ ที่พูดไว้เมื่อ 50 ปีก่อนว่า
"ความเร็วคืออะไร? สื่อกีฬามักสับสนระหว่างความเร็วกับ Insight
ถ้าผมออกวิ่งเร็วกว่าคนอื่นแค่นิดเดียว ผมก็ดูเร็วกว่าแล้ว"
Messi ไม่ได้ชนะด้วยการวิ่งเร็วกว่าคนอื่น แต่เขาชนะเพราะ ‘เห็นก่อนคนอื่น’
บทความจาก The Athletic และงานวิจัยสองชิ้นจาก The Conversation ในช่วงบอลโลก 2026 พิสูจน์ให้เห็นชัดขึ้นว่า สิ่งที่แยกนักฟุตบอลระดับโลกออกจากคนอื่นไม่ใช่ร่างกาย แต่คือวิธีที่สมองเก็บ ประมวล และใช้ข้อมูลในเสี้ยววินาที และหลักการเดียวกันนี้ใช้ได้ในทุกองค์กรและทุกอาชีพ
ก่อนจะไปดู 5 หลักการ เราต้องเข้าใจก่อนว่าสนามฟุตบอลระดับโลก คือห้องทดลองทางความคิดที่ดีที่สุดในโลก เพราะทุกการตัดสินใจ เกิดขึ้นภายใต้ความกดดันมหาศาล ในเวลาที่สั้นที่สุดเพียงเสี้ยววินาที และผลลัพธ์ที่ได้...จะเฉลยออกมาให้เห็นทันทีแบบไม่มีข้อแก้ตัว
Prof. Geir Jordet จาก Norwegian School of Sport Sciences ศึกษาเรื่อง ‘การมองรอบข้างก่อนรับบอล’ (Scanning) หรือการมองไปรอบ ๆ ตัวก่อนที่ลูกบอลจะมาถึง ซึ่งทำมาตั้งแต่ปี 1997 ด้วยการติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว (Motion Sensor) ไว้ที่บริเวณด้านหลังศีรษะของนักฟุตบอลอาชีพกว่า 250 คน
คำถามที่เขาตั้งนั้นเรียบง่ายมากมาก นั่นคือนักเตะที่มองรอบข้างบ่อยกว่า ทำผลงานได้ดีกว่าจริงไหม และนี่คือผลลัพธ์เหล่านั้น
- นักเตะที่ Scan มากกว่า ส่งบอลได้เร็วกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
- นักเตะที่ Scan มากกว่า เลือกส่งบอลไปข้างหน้าได้มากกว่า ซึ่งสร้างอันตรายต่อฝ่ายตรงข้ามโดยตรง
- นักเตะที่ Scan มากกว่า คนกลุ่มนี้หัวจะหมุนสแกนรอบสนามตลอดเวลา ทำให้เขารู้ล่วงหน้าแล้วว่าฝั่งขวาไม่มีใครยืนคุมอยู่ ทันทีที่บอลมาถึงเท้า แทนที่จะตกใจส่งคืนหลัง เขาจะสามารถพลิกตัวม้วนหลบคู่แข่ง แล้วพุ่งเข้าหาพื้นที่ว่างเพื่อเปิดเกมบุกต่อได้ทันที
Arsène Wenger อดีตผู้จัดการทีม Arsenal ที่คลุกคลีกับเรื่องนี้มาหลายสิบปี เขียนไว้ในอัตชีวประวัติว่า นักเตะที่ดีใน Premier League จะ Scanเพื่อเก็บข้อมูล 4-6 ครั้งในช่วง 10 วินาทีก่อนรับบอล ส่วนนักเตะที่เก่งมากกว่านั้นจะเก็บได้ถึง 8-10 ครั้ง ความต่างระหว่างสองกลุ่มนี้ไม่ใช่ฝีมือ หรือฝีเท้า แต่คือสายตาและสติปัญญา
และนั่นคือเหตุผลที่อยากชวนชาว CREATIVE TALK มาเจาะลึกไปด้วยกันกับ 5 หลักการที่นักฟุตบอลระดับโลกใช้อยู่ทุกวัน ซึ่งคนทำงานและเจ้าของธุรกิจเอาไปปรับใช้ได้ทันที!
1. Scanning เก็บข้อมูลก่อนที่คุณต้องใช้มัน
มีช่วงหนึ่งที่ Frank Lampard อดีตนักเตะชาวอังกฤษ เขาได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในกองกลางที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก ได้ดูคลิปของตัวเองย้อนหลัง เป็นวิดีโอ 16 วินาทีจากปี 2009 ที่มีคนแชร์กันใน Social Media ในฐานะตัวอย่างของ Scanning ระดับโลก
พอได้กลับมานั่งดูคลิปตัวเองแข่ง มันทำให้ฉุกคิดขึ้นมาว่า ตลอดอาชีพค้าแข้งที่ผ่านมา เขาไม่เคยรู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่ากำลังทำสิ่งนี้อยู่ เพราะมันเกิดขึ้นจากจิตใต้สำนึกเกือบทั้งหมด และกลายเป็นระบบที่ถูกฝังอยู่ในตัวเขาไปเรียบร้อยแล้ว
และเมื่อ Prof. Geir Jordet ผู้ที่ศึกษาเรื่องการ Scanning วิเคราะห์ตัวเลขออกมา Frank Lampard สแกนในอัตรา 6.2 ครั้งในช่วง 10 วินาทีสุดท้ายก่อนรับบอล สูงที่สุดในบรรดา 117 นักเตะที่ถูกศึกษา แต่ตัวเขาเองไม่รู้ด้วยซ้ำ
มีเคสอื่น ๆ จากนักเตะอาชีพอย่าง Declan Rice กองกลางคนปัจจุบันของ Arsenal พูดไว้ว่า ถ้าคุณไม่สแกน คุณไม่มีโอกาสเลย และในหนึ่งช่วงของเกม เขาสแกน 6 ครั้งในช่วงเวลาเพียง 8 วินาที
อีกนักเตะที่เก่งในการ Scan อย่าง Xavi Hernández (ชาบี เอร์นานเดซ) ตำนาน Barcelona บอกไว้ว่าในบางเกมเขาหมุนหัวมองรอบข้างมากกว่า 500 ครั้ง และนิสัยนี้ติดตัวเขาไปทุกที่ ไม่ได้อยู่แค่ในสนามฟุตบอล
เมื่อเวลาเขาเดินเข้าไปในห้องแต่งตัวรวม ก็มักจะวิเคราะห์แล้วว่าเก้าอี้และโต๊ะวางตรงไหน และมักจะเลือกนั่งตรงที่มองเห็นทั้งห้องได้เสมอ สิ่งนี้มันกลายเป็นระบบอัตโนมัติที่ร่างกายทำไปเอง โดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
เทียบกับนักเตะอาชีพอย่าง Joelinton นักเตะที่ถูกย้ายจากกองหน้ามาเล่นกองกลาง เขาเสียบอลให้ฝ่ายตรงข้ามสองครั้งในเจ็ดนาที เพราะไม่รู้ว่ามีคนอยู่ข้างหลัง Joelinton อธิบายว่านี่ไม่ใช่ความบกพร่องทางเทคนิค แต่คือนิสัยที่ฝังมาจากการเล่นกองหน้า ซึ่งไม่จำเป็นต้องสแกนมาก เพราะทุกอย่างอยู่ข้างหน้า
ข้อคิดที่น่าสนใจจากเรื่องนี้คือ
ก่อนจะเริ่มตัดสินใจเรื่องสำคัญ คุณได้ฝึกฝนทักษะการ Scan ข้อมูลรอบข้างแล้วหรือยัง เทคนิคนี้สามารถนำไปใช้ได้หลายโอกาส ไม่ว่าจะก่อนการประชุม, มีการเจรจาสำคัญ หรือต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญ หัวใจหลักไม่ใช่เพียงแค่การเตรียม Agenda ของตัวเองเท่านั้น แต่คือการทำการบ้านเพื่อสแกนข้อมูลรอบข้างเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เช่น ใครอยู่ในห้องประชุมบ้าง, ใครคือคนที่มีอำนาจตัดสินใจที่แท้จริง, สังเกตว่าทีมกดดัน ลังเลอยู่หรือไม่, อะไรคือความกังวลที่ยังไม่ได้ถูกพูดถึงจากคนในทีม หรือลูกค้า
เพราะคนที่สแกนและทำการบ้านตรงนี้ก่อนเข้าห้อง คือคนที่สามารถอ่านเกมออกก่อนคนอื่น โดยไม่จำเป็นต้องพูดมากกว่าใคร
2. Attentional Fitness โฟกัสในจุดที่สำคัญ โดยไม่กระจาย
ลองนึกภาพกองหน้าที่ได้บอลในกรอบเขตโทษ ท่ามกลางกองหลัง 2 คนที่รุมกดดัน ผู้รักษาประตูวิ่งพุ่งออกมา และเสียงเชียร์ที่ดังกระหึ่มรอบสนาม ทุกอย่างนี้เกิดขึ้นและต้องตัดสินใจภายในเวลาเพียง 1.5 วินาที
เมื่อคนเราเจอแรงกดดันระดับนั้น ทักษะแรกที่พังทลายไม่ใช่เรื่องของฝีเท้า แต่คือ ‘ความสามารถในการโฟกัส’ โดย Prof. Eric Zillmer นักจิตวิทยาการกีฬาจาก Drexel University อธิบายว่า สิ่งที่ทำให้ยอดนักเตะอย่าง Mbappe, Haaland และ Kane 3 กองหน้าที่ดีที่สุดในโลก ณ เวลานี้มีความพิเศษ ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่คือ Attentional Fitness หรือความสามารถในการบริหารจัดการข้อมูลที่ถาโถมมาจากหลายแหล่งพร้อมกัน แล้วทำการล็อกเข้าหาโอกาสที่ดีที่สุดได้ในเสี้ยววินาที
นี่ไม่ใช่ความกล้ามาแต่กำเนิด มันคือทักษะทางจิตวิทยาในการจัดการว่าสมองจะโฟกัสไปที่ไหนในภาวะกดดัน เพราะบางคนในช่วงที่บอลกำลังเดินทางมาหาเขาเพียง 1-2 วินาที สมองของเขากำลังประมวลผลทางเลือกที่แตกต่างกันอยู่ถึง 6 แบบพร้อมกัน และเลือกแบบที่ดีที่สุดในเสี้ยววินาทีสุดท้าย และนี่คือที่มาของฟุตบอลยุคใหม่ที่นักเตะไม่ใช่ใช้แค่พละกำลังเพียงอย่างเดียว แต่การใช้สมองและการตัดสินใจในวินาทีสำคัญ เป็นเรื่องที่ส่งผลแพ้ชนะในเกมได้เลย
ข้อคิดที่น่าสนใจจากเรื่องนี้คือ
ในโลกการทำงานเอง ก็มักเจอความกดดันมหาศาลมากมาย การมีทักษะ Cognitive Agility & Emotional Regulation under Pressure หรือ ความคล่องแคล่วทางปัญญาและการควบคุมสติในภาวะวิกฤต จึงเป็นเรื่องสำคัญ สิ่งนี้จึงไม่ต่างจากการที่เราต้องพรีเซนต์งานต่อหน้าบอร์ดบริหารระหว่างที่โดนคำถามโจมตีจากทุกทิศทาง, การเจรจาดีลใหญ่โดยไม่เผลอแสดงความตื่นเต้นหรือความเครียดออกไป หรือการตัดสินใจเรื่องสำคัญภายใต้ข้อมูลที่มีน้อยนิด สิ่งที่แยกผู้นำที่ดีออกจากคนทั่วไปไม่ใช่ระดับ IQ แต่คือการรู้ว่า ตอนนี้ต้องโฟกัสที่ไหน และจะย้ายความสนใจไปที่จุดไหนต่อ
ซึ่งทักษะนี้สามารถฝึกฝนได้ด้วยการจำลองสถานการณ์กดดันซ้ำ ๆ ในพื้นที่ที่ปลอดภัยก่อน หรือลองตั้งโจทย์สมมติขึ้นได้ เพราะการซ้อมในพื้นที่ปลอดภัยที่ไม่มีความสูญเสียจริง จะช่วยสร้างความสามารถในการควบคุมอารมณ์ รับมือกับความกดดัน หรือ Mental Toughness และทำให้เกิดความเคยชินจนกลายเป็นสัญชาตญาณอัตโนมัติเมื่อต้องลงสนามจริง
3. Controlled Mind-Wandering รู้ว่าเมื่อไหร่ต้อง Zoom In และเมื่อไหร่ต้อง Zoom Out
งานวิจัยระบุชัดเจนว่า เวลาที่นักเตะระดับโลกอย่าง Messi เล่นได้ดีที่สุด มักจะเป็นเวลาที่เขาไม่ได้มองลูกบอล มีคลิปหนึ่งที่แพร่หลายในโลกโซเชียล เป็นภาพที่ Messi กำลังเล่นฟุตบอลสมัครเล่นในงานวันเกิดเด็ก แม้จะไม่ใช่เกมจริงจัง แต่หัวของเขาก็ยังคงหันสแกนรอบข้างตลอดเวลา ราวกับว่าสมองของเขาไม่รู้วิธีปิดระบบนี้
เมื่อนักวิจัยศึกษาการมองเห็นของ Messi พบว่า สายตาของเขามักจะอยู่ห่างจากลูกบอลเพื่อดูดซับภาพรวมของสนาม และเมื่อโอกาสสำคัญมาถึง เขาถึงจะทำการล็อกโฟกัสเต็ม 100%
สมองไม่ได้พักเมื่อหยุดจ้องสิ่งเดียว มันแค่ประมวลผลในรูปแบบที่ต่างออกไป เพื่อให้มองเห็นการเชื่อมโยงที่ซ่อนอยู่ นักประสาทวิทยาเรียกสภาวะนี้ว่า Controlled Mind-Wandering นักฟุตบอลระดับโลกจึงรู้ดีว่าเมื่อไหร่ต้อง Zoom In หรือการมองอย่างเฉพาะเจาะจง และเมื่อไหร่ต้อง Zoom Out หรือการมองภาพกว้างในสนาม เพราะทั้งสองโหมดนี้ต้องใช้คู่กัน
ข้อคิดที่น่าสนใจจากเรื่องนี้คือ
ถ้าวันนี้คุณรู้สึกว่ายิ่งทำงานหนัก ยิ่งก้มหน้าก้มตาแก้ปัญหาเท่าไหร่ก็ยิ่งคิดไม่ออก นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณกำลัง Zoom In มากเกินไป คุณต้องรู้จังหวะว่าเมื่อไหร่ควรถอยออกมาจากตัวปัญหา แล้วเปลี่ยนบริบทมาเป็นการเดินออกไปข้างนอก พักสายตาบ้าง หรือนอนหลับก่อน แล้วค่อยกลับมามองใหม่ด้วยมุมมองที่สมองได้ประมวลผลในโหมด Zoom Out หรือการมองภาพกว้างแล้ว
และอย่ารู้สึกผิดที่จะพักบ้างเพราะนี่ไม่ใช่ความขี้เกียจ ในเชิงประสาทวิทยาการทำแบบนี้คือการเปิดระบบ Controlled Mind-Wandering เพื่อให้สมองได้สลับไปประมวลผลในรูปแบบที่เปิดกว้างกว่า ซึ่งเป็นโหมดที่สมองจะเริ่มทำงานเชื่อมโยงข้อมูลและมองเห็นทางออกที่ซ่อนอยู่
หรือในอีกมุมมองฝั่งเจ้าของธุรกิจ หรือผู้นำทีม ทักษะการ Zoom Out เพื่อมองหาพื้นที่ว่างมีความสำคัญมากกว่า Zoom In มาก เพราะคุณมีหน้าที่ต้องเห็นภาพรวมธุรกิจในระดับที่ไม่มีใครในทีมสามารถมองเห็นแทนคุณได้ เมื่อเราถอยออกมาจนเห็นภาพกว้างและเจอจุดเชื่อมโยงแล้ว ให้จับจังหวะสลับโหมดกลับมา Zoom In ล็อกโฟกัส 100% เพื่อสับไกตัดสินใจและขับเคลื่อนทีมในเสี้ยววินาทีสำคัญ
4. Disruption เปลี่ยนเกมใหม่ แทนที่จะเล่นตามกฎของคนอื่น
ต้องยอมรับว่าฟุตบอลโลกปี 2026 นี้มีหลายแมทน่าประทับใจมากมาย แต่มีอยู่ทีมนึงที่เรียกว่าเป็นม้ามืดอย่างชัดเจน เมื่อทีมอันดับ 67 ของโลกอย่าง Cape Verde (เคปเวิร์ด) สามารถยันเสมอ สเปน ทีมเต็งหนึ่งที่ใคร ๆ ก็คิดว่าจะคว้าแชมป์ไปได้ 0-0 รวมไปถึงในแมทถัด ๆ ก็สามารถสู้ได้อย่างสูสีกับ Argentina ทีมที่มีมหาเทพอย่าง Lionel Messi แม้จะแพ้ไป 3-2 แต่ก็ถือว่าไม่มีใครคาดคิดว่าทีมชาติที่ไม่ได้เด่นดังเรื่องฟุตบอล กลับสามารถสู้กับทีมระดับเทพได้อย่างสุดมันส์
เบื้องหลังความสำเร็จนี้ไม่ใช่เพราะ Cape Verde มีนักเตะที่ดีกว่า แต่เป็นเพราะพวกเขาเลือกที่จะ Disrupt จังหวะการเคลื่อนที่ และ Rhythm หรือจังหวะการเล่นที่สเปนถนัด จนทำให้ทีมยักษ์ใหญ่ไม่สามารถเล่นเกมในแบบของตัวเองได้เลย
Prof. Zillmer อธิบายว่า Disruption คือทั้ง Mindset และ Tactic การ Disrupt ฝ่ายตรงข้ามได้ หมายถึงการบังคับให้เขาออกจาก Comfort Zone ของตัวเอง และเมื่อนั้น ช่องว่างของความต่างด้านทักษะ (Skill Disadvantage) จะแคบลงทันที ซึ่งหลักการนี้สามารถพลิกความเสียเปรียบได้ในทุกระดับของการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นในสนามหญ้าหรือในตลาดธุรกิจ เพราะคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดในยุคนี้ ไม่ใช่คนที่เก่งกว่าคุณ แต่คือคนที่เลือกไม่เล่นตามกฎเดิมนั่นเอง
ข้อคิดที่น่าสนใจจากเรื่องนี้คือ
สำหรับเจ้าของธุรกิจ อยากให้ลองหยุดวิ่งไล่ตามผู้นำแบบเดิม ๆ แล้วกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าเราเป็น ทีมชาติ Cape Verde ในอุตสาหกรรมนี้ เราจะทำอะไรที่ทำให้สเปน (ผู้นำตลาด) ไม่สามารถเล่นเกมที่ตัวเองถนัดได้อย่างไร เพื่อทลายข้อจำกัดด้านขนาดธุรกิจแล้วเปลี่ยนมาเป็นผู้คุมเกมแทน
สำหรับคนทำงาน การทำ Disruption ไม่ได้แปลว่าต้องไปทำลายล้างใครเสมอไป แต่คือการฝึกจับจังหวะของตัวเองให้มองหา ‘ช่องว่างที่คนอื่นไม่ได้มอง’ แล้วลงมือเข้าไปสร้างคุณค่า (Value) ตรงนั้นให้สำเร็จก่อนใครเพื่อนนั่นเอง เหมือนกับทีมชาติ Cape Verde เขาคือทีมเล็กไม่มีแต้มต่อแถมความสามารถเป็นรองชาติอื่น ๆ แต่จุดเปลี่ยนคือเขาเลือกที่จะไม่ลงไปวิ่งเล่นในเกมที่คนอื่นถนัด มองหาจังหวะเข้าไปป่วนและทำลายจังหวะของทีมคู่แข่งนั่นเอง และนั่นทำให้ทีมชาติ Cape Verde สร้างคุณค่าชิ้นสำคัญทำให้หลายชาติต่างชื่นชมในความเป็นนักสู้ และถูกจารึกว่าแม้จะไม่ได้เป็นแชมป์ แต่การเล่นของพวกเขาได้ใจแฟน ๆ ทั่วโลกไปเป็นที่เรียบร้อย
5. Tactical Creativity เริ่มทำทันที และฝึกสังเกต ตั้งคำถาม พร้อมทดลองต่อเนื่อง
เคสที่ 1: เด็กชายวัย 13 ปี ที่วิเคราะห์เกมได้ราวกับผู้จัดการระดับโลก Pep Guardiola
Rafferty Bolshaw เด็กน้อยอายุเพียง 13 ปี แต่เขาสามารถพูดเรื่องเทคนิคฟุตบอลเชิงลึกอย่าง zone 14, scan symmetry และ cognitive efficiency ได้น่าทึ่งราวกับโค้ชระดับโลกอย่าง Pep Guardiola
ความมหัศจรรย์นี้เกิดจากเขาเริ่มต้นศึกษาเรื่อง Scanning ด้วยตัวเองตั้งแต่ช่วงล็อกดาวน์ โดยอ่านงานวิจัย ฝึกฝนผ่านแอปพลิเคชัน และทดสอบความสามารถกับ EyeGym จนทำคะแนนได้สูงกว่า Bryan Habana อดีตนักรักบี้ระดับโลก ก่อนที่ตัวเขาจะได้รับการเซ็นสัญญากับ Liverpool Academy
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในตัวของเด็กน้อย Rafferty Bolshaw ไม่ใช่แค่ความเก่ง แต่คือการทำด้วยตัวเองทั้งหมด เขาไม่ได้นั่งรอให้โค้ชมาคอยสอน แต่เลือกที่จะสังเกต ตั้งคำถาม ทดลอง และสร้างทักษะที่เด็กในวัยเดียวกันส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันมีอยู่
เคสที่ 2: จากห้องนั่งเล่นสู่อัจฉริยะ 493 ครั้งในเกมเดียว
Martin Odegaard นักเตะคนสำคัญของ Arsenal ฝึกฝนทักษะการ Scanning ในห้องนั่งเล่นที่บ้านตัวเองมาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ และทำมันในทุก ๆ วัน จนกระทั่งในการแข่งขันจริงนัดหนึ่ง นักวิจัยได้ลองนับจำนวนการสแกนของเขาและพบว่าเขาสามารถสแกนมองรอบตัวได้สูงถึง 493 ครั้งในเกมเดียว! ซึ่งเคสนี้คล้ายกับ Frank Lampard มันเกิดจากการทำซ้ำ ๆ ทดลองซ้ำ ๆ แล้วเกิดเป็นปฎิกิริยาที่ฝังอยู่ในตัวเขาไปเรียบร้อย
ดังนั้น Tactical Creativity ไม่ใช่พรสวรรค์ที่มีแต่กำเนิด มันต้องถูกฝึกฝน และต้องได้รับอิสระในการฝึกฝน นี่คือความหมายที่แท้จริงของคำนี้ มันไม่ใช่แค่การมีไอเดียที่ดี แต่คือการฝึกจนสมองมองเห็นทางออกได้เองแบบอัตโนมัติ
ข้อคิดที่น่าสนใจจากเรื่องนี้คือ
องค์กรที่ดีที่สุดในโลกไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อสร้างพนักงานที่คอยทำตามคำสั่ง แต่สร้างมาเพื่อสร้างนักคิด หรือ Thinker ลองกลับไปทบทวนดูว่า ทีมของคุณมีพื้นที่ที่ปลอดภัยพอที่จะเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ลองคิด ทดลองทำ ผิดพลาดได้ โดยไม่ต้องหวาดกลัวแล้วหรือยัง
รวมไปถึงฝั่งคนทำงานเอง ในยุคที่เทคโนโลยีและ AI เข้ามามีบทบาท ทักษะอะไรที่จะสร้างความแตกต่าง ที่ไม่ใช่ความเร็วในการทำงานตามขั้นตอนกระบวนการเดิม ๆ แต่คุณค่าที่แท้จริงของเราคือความสามารถในการคิดไปข้างหน้าล่วงหน้าหลาย ๆ ก้าว และการมองเห็นจุดเชื่อมโยงที่คนอื่นยังมองไม่เห็น ซึ่งสำคัญมาก!
ที่มา
- The art of scanning in football - The Athletic
- How Messi, Mbappe and Haaland use their brains (as well as feet) to gain a psychological edge at the World Cup
- Messi is old, short and slow. How is he still dominating at the World Cup?