รวม 5 เทรนด์ 23 คำถามทบทวนตัวเองตอนต้นปี 2026 สำหรับคนที่อยากเติบโตและใส่ใจตัวเอง โดยคุณดุจดาว วัฒนปกรณ์

เปลี่ยนจากการเป็นคนรู้เท่าไม่ถึงการ แล้วหันมารู้เดี๋ยวนี้ เพื่อเริ่มออกแบบวิธีดูแลใจในแบบที่เข้ากับชีวิตเราเอง กับ 5 เทรนด์ Mindfulness ปี 2026 พร้อม 23 คำถาม ไว้ทบทวนตัวเอง โดยคุณดุจดาว วัฒนปกรณ์

Last updated on ม.ค. 9, 2026

Posted on ม.ค. 9, 2026

Mindfulness ในปี 2026 ไม่ได้ชวนให้คุณ “ต้องนิ่ง ต้องสงบ ต้องเก่งเรื่องจิตใจ” แต่ชวนให้คุณ ยอมรับว่า ‘ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีสิทธิ์ดูแลตัวเอง’ และลองลงมือทีละนิด ด้วยวิธีที่เป็นเวอร์ชันของคุณเอง

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คนทำงานไม่ได้เครียดแค่งานอีกต่อไป แต่ต้องรับทั้งข่าวสงคราม, เศรษฐกิจฝืด, มรสุมจากภัยพิบัติต่าง ๆ ไหนจะค่าครองชีพ ไปจนถึงดราม่าในออฟฟิศและความสัมพันธ์ส่วนตัว ทุกอย่างไหลมาชนเราพร้อมกันอย่างไม่ทันตั้งตัว 

นับเป็นโอกาสอันดีที่จะชวนทุกคนที่ได้อ่านมาทำความเข้าใจตัวเองผ่านเทรนด์ Mindfulness ในปี 2026 โดย คุณดุจดาว วัฒนปกรณ์ ผู้ก่อตั้งบริษัท EMPATHY SAUCE (เอ็มพาธี ซอส) ซึ่งสิ่งที่ทาง CREATIVE TALK ได้พูดคุยกันมีเรื่องน่าสนใจมาก ๆ ว่า…

“รู้หรือไม่ว่า คนยุคนี้ไม่ใช่ไม่รู้ ว่าตัวเองกำลังเครียด
จริง ๆ เขารู้ตัวนะว่าไม่โอเค รู้ด้วยว่าไม่โอเคกับอะไร เรื่องไหน
แต่…เขาไม่รู้ว่าจะจัดการได้อย่างไร ?”

ดังนั้นคำว่า Mindfulness ในปีนี้ 2026 นี้มันไม่ใช่แค่เราจะหายใจลึก ๆ แต่นี่คือหนึ่งในชุดทักษะการมองโลก และการตั้งคำถามกับตัวเอง ที่ทำให้เราอยู่กับโลกที่วุ่นวายเต็มไปด้วยความตึงเครียดขึ้นได้ โดยไม่ทิ้งตัวเองไปกลางทาง ซึ่งเราได้รวบรวม 23 ข้อ (โดยแบ่งเป็น 5 เทรนด์ใหญ่) ที่สกัดจากสิ่งที่คุณดุจดาวเล่า เพื่อให้เป็นคู่มือทบทวนตัวเอง และออกแบบวิธีดูแลใจในแบบที่เข้ากับชีวิตเราเองจริง ๆ


เปลี่ยนจากการเป็นคนรู้เท่าไม่ถึงการ แล้วหันมารู้เดี๋ยวนี้ เพื่อเริ่มออกแบบวิธีดูแลใจในแบบที่เข้ากับชีวิตเราเอง กับ 5 เทรนด์ Mindfulness ปี 2026 พร้อม 23 คำถาม ไว้ทบทวนตัวเองสำหรับคนที่อยากเติบโตและใส่ใจตัวเอง

เทรนด์ที่ 1: เครียดแต่ไม่รู้ว่าเครียดอะไร สู่การ รู้ชัดว่าไม่โอเคเรื่องไหน

คุณดุจดาวได้เล่าให้เห็นภาพว่าคนปัจจุบันที่มาปรึกษาในวันนี้ ไม่ได้มาด้วยประโยคว่า ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นอะไร แค่ไม่สุขอย่างเดียวอีกแล้ว แต่เริ่มพูดชัดขึ้นว่า ‘ฉันอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่โอเค’ / ‘ฉันมีปมเรื่องวัยเด็ก’ / ‘ฉันอยากฝึกจัดการอารมณ์ตัวเอง’ นี่ถือเป็นเรื่องที่ดีในการที่ ตัวเรารู้จักตัวเองชัดเจนขึ้น เนื่องจาก Social Media สมัยนี้ บวกกับการเข้าถึงความรู้ที่เพิ่มมากขึ้น และกล้ายอมรับว่าตัวเองไม่โอเค

ในวันนี้ใครกำลังเผชิญสถานการณ์นี้ ลองถามตัวเองดูว่า…

1. ตอนนี้เรา ‘เรียกชื่อ’ สภาวะตัวเองได้ไหม

ว่าที่เป็นอยู่คือเครียดจากอะไร เช่น อาการหมดไฟ, เหนื่อยล้า หรือเป็นอะไรแน่ ?

2.  เราระบุได้ไหมว่า ‘ไม่โอเคกับอะไร’ กันแน่

เช่น ไม่โอเคกับงาน / ไม่โอเคกับหัวหน้า / ไม่โอเคกับเพื่อนร่วมงาน / ไม่โอเคกับความสัมพันธ์ / ไม่โอเคกับเงิน / หรือทั้งหมดรวมกัน แล้วค่อย ๆ ระบุความไม่โอเคนั้นให้ชัดเจนขึ้น เพื่อสโคปปัญหาให้ชัดเจนขึ้น ในการหาทางแก้ไขความไม่โอเคที่ติดอยู่

3. ในปีที่ผ่านมา เราเริ่มรู้หรือยังว่า ปม / แผลเก่า / เรื่องในวัยเด็ก / การเลี้ยงดู หรือเรื่องไหนกำลังส่งผลกับการทำงานและความเครียดของเราอยู่

4. มีอะไรในตัวเองที่ ‘อยากเปลี่ยนแปลง’ บ้างไหม

เช่น อยากเลิกคิดลบ / อยากเลิกอยู่ในความสัมพันธ์ที่ทำร้ายใจ / อยากจัดการแพนิค เป็นต้น เพราะการยอมรับว่าเราอยากเปลี่ยนให้ดีขึ้น คือสัญญาณที่ดีว่าเราไม่ได้อยากทนสภาพเดิม แต่อยากหาวิธีจัดการตัวเองในแบบที่มีวุฒิภาวะมากขึ้น ๆ เรื่อย

5. ถ้าวันนี้เราตัดสินใจได้หนึ่งอย่างว่า ‘ฉันอยากฝึกทักษะที่เพิ่มขึ้น’ มีทักษะไหนบ้างที่อยากจัดการระหว่าง

จัดการอารมณ์ / เลิกคิดลบ / self-love / ออกจาก toxic relationship ฯลฯ

6. เริ่มจากวันนี้ ลองสังเกตว่าเวลาเราเปิดโซเชียล เรากำลัง ‘พักจริง ๆ’ หรือกำลัง ‘หนีความรู้สึกตัวเอง’

บางคน Burnout จากงาน แล้วใช้เวลาไปกับการไถฟีดเรื่อย ๆ แทนการพักจริง ๆ ดังนั้นลองตั้งต้นเลยว่าปีนี้ต้องเริ่มจากดูให้ออกว่าเราใช้โซเชียลไปเพื่ออะไร


เทรนด์ที่ 2: ก้อนใหญ่ของความเครียดคนทำงานมีหลายองค์ประกอบ

7. ก้อนที่ 1: เศรษฐกิจไม่แน่นอน ในวันนี้ Job เดียวไม่พออีกต่อไป

อยากให้ทุกคนลองเขียนให้ชัดว่า วันนี้เราทำงานกี่บทบาทเพื่อให้ได้เงินพอใช้ เช่น งานประจำ + ฟรีแลนซ์ + ลงทุน ฯลฯ โดยพี่ดุจดาวเล่าว่าคนจำนวนมากเครียดจาก ‘รายได้ไม่เพียงพอ’ จนต้องทำทุกอาชีพ ทุกบทบาทหน้าที่พร้อมกัน ดังนั้นการซื่อสัตย์กับตัวเองสำคัญมาก ยอมรับได้ว่าฉันเหนื่อยเกินกว่าที่คิด

8. ก้อนที่ 2: องค์กรไม่ healthy แต่ทุกคนก็ยังต้องตื่นมาเข้าที่ทำงานทุกวัน

ลองเช็กความรู้สึกตัวเองตอน ‘ตื่นเช้าวันทำงาน’ ถ้าเราคิดว่าวันนี้ฉันจะต้องเจออะไรอีกบ้าง นั่นเท่ากับราเครียดตั้งแต่ยังไม่ออกจากบ้าน ถ้าใช่…แปลว่าความสัมพันธ์ในที่ทำงานหรือระบบในองค์กร กำลังกิน Mental Health เราอยู่แบบเงียบ ๆ 

9. ก้อนที่ 3: ระบบบริหารที่ไม่ซัพพอร์ต = ความเครียดที่หล่นมาทับคนตัวเล็ก

ลองถามตัวเองว่า ปัญหาที่เราเจอวันนี้ เป็นเรื่อง ‘ความสามารถของเรา’ หรือ ‘ระบบที่ไม่เอื้อ’ เช่น คนลาออกแต่ไม่เติมคน / งานล้นแต่ไม่มีใครช่วยจัดลำดับ / เคยรีพอร์ต HR แล้วเรื่องเงียบหาย / ทักษะความสามารถเราปรับตัวไม่ทัน เป็นต้น ถ้าคำตอบคือ ‘ระบบ’ เยอะกว่าตัวเรา แปลว่ามันเกินมือเราไปแล้ว อยากให้กลับมาโฟกัสที่ตัวเรา และเรื่องที่เป็นระบบก็สามารถไปสื่อสารดำเนินการกับผู้ที่มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงระบบ เราไม่ต้องทุ่มแรงเราไปแก้ปัญหาที่มาจากระบบ เรื่องระบบต้องปรับที่กลไกโดยเริ่มจากการสื่อสารโดยไม่ใช้แรงคนเสมอไป

10. ก้อนที่ 4: คนทำงานขาดทักษะที่จำเป็นต่อบทบาทงาน…แต่ไม่มีใครสอน

ลองเช็กตัวเองว่า บทบาทที่เราทำวันนี้ (เช่น เป็นหัวหน้า, เมเนเจอร์, ทีมลีด) ต้องใช้ทักษะอะไรบ้างที่เรายังไม่เคยเรียนอย่างจริงจัง เช่น การสื่อสาร / การให้,รับฟีดแบ็ก / การทำงานเป็นทีม เป็นต้น เพราะหลายคนเครียดไม่ใช่เพราะไม่เก่งงาน แต่เพราะถูกโยนไปอยู่ในบทบาทที่ต้องใช้ทักษะมนุษย์ที่ไม่เคยถูกฝึกฝน

11. ก้อนที่ 5: Mental overload แก้วในซิงค์ที่น้ำล้นมานานแล้ว

ลองสังเกต 3 สัญญาณนี้ในตัวเองช่วงหลัง ๆ เราหงุดหงิดคนอื่นง่ายขึ้นไหม หรือ ความจำสั้นลง โฟกัสงานไม่ได้ หรือ ไม่มีแรงออกจากบ้านไปทำงาน ทั้งที่เมื่อก่อนโอเค ถ้าคำตอบคือ ‘ใช่’ หลายข้อ แปลว่าความเครียดอาจล้นมานานแล้ว เพียงแต่เราเพิ่งเห็นตอนมันเริ่มกระทบ Performance

12. ก้อนที่ 6: ความสัมพันธ์นอกที่ทำงานก็ส่งผลกับงานเสมอ

ลองถามตัวเองว่า ‘ทุกครั้งที่กลับบ้าน เราได้พักจริง ๆ หรือกลับไปอยู่ในสนามอารมณ์อีกแบบหนึ่ง ?’ ถ้าที่บ้านเต็มไปด้วยความสัมพันธ์ที่ไม่ healthy มันก็ไม่ต่างจากเราก็แค่เอาร่างกายที่ถูกดูดพลังทั้งคืน มานั่งทำงานด้วยพลังงานที่ไม่สดชื่น และไม่ healthy ในตอนเช้า ดังนั้นสิ่งสำคัญมาก ๆ คือเราต้องยอมรับด้วยว่า ‘ชีวิตส่วนตัวกับชีวิตงาน ไม่เคยแยกกัน 100%’ 


เทรนด์ที่ 3: วัฒนธรรมบ้างาน, ไม่กล้าลา และการไม่มี boundary

13. คำว่า ‘ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน’ คนเก่งคือคนทำงานหนัก, อยู่ดึก, ไม่ค่อยพัก ยังคงฝังลึก

ลองถามตัวเองว่า เรารู้สึกผิดไหมเวลาอยากลางาน หรือกลับตรงเวลา ?

ถ้าใช่ แปลว่าเรากำลังเอาคุณค่าตัวเองไปผูกไว้กับ Productivity แบบสุดโต่งหรือไม่ แต่เราต้องกล้าตั้งคำถาม belief แบบนี้ ด้วยว่า… 

ทำไมการพัก ถึงทำให้ฉันรู้สึกผิด? หรือ ใครเป็นคนกำหนดว่า คนมีค่าเท่ากับต้องทำงานหนักเสมอ แล้วในวันนี้ ฉันจะวัดคุณค่าตัวเอง นอกจากเรื่องงาน ได้จากอะไรอีกบ้าง เราควรแยกคุณค่าของเรา ออกจากผลงานบ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้ตัวเองรู้สึกว่ามีค่าก็ต่อเมื่อทำงานหนักจนไม่มีเวลาพักเท่านั้น

14. การไม่กล้าลางาน เท่ากับ Self-care ต่ำ, boundary บางมาก

เขียนประโยคนี้ด้วยลายมือตัวเองแล้วอ่านออกเสียงเบา ๆ ว่า ‘สิทธิ์การลางานเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงการทำงาน ไม่ใช่ของขวัญที่ต้องรู้สึกผิดเวลาขอใช้’ นี่เป็นหนึ่งในเรื่องที่คุณดุจดาวชี้ว่า วัฒนธรรม ‘ขี้เกรงใจ’ จนไม่กล้าใช้สิทธิ์ตัวเอง เป็นหลักฐานว่า sense of self และ self-care ของเราอาจยังอ่อนแรงมากกว่าที่คิด

15. เราถูกฝึกให้โฟกัสที่ ‘เก่งงานอย่างมีประสิทธิภาพ’ มากกว่า ‘ต้องเก่งรู้จักตัวเอง’

ลองจดคำตอบสั้น ๆ ว่า ตอนนี้เรา ‘รู้จักตัวเอง’ ดีกว่ารู้จักงานที่ทำอยู่ หรือเปล่า ?

หลายคนใช้เวลาทั้งชีวิตฝึกให้เก่งงาน แต่ไม่เคยถูกฝึกให้รู้ว่าตัวตนเราเป็นใคร, ต้องการอะไร, สภาวะข้างในตอนนี้อยู่ตรงไหน ถ้าเราเก่งงาน แต่ไม่รู้จักตัวเองเลย สุดท้ายใจเราจะรับภาระไม่ไหว ดังนั้นหันกลับมาฝึกความแข็งแรงของตัวตน ไม่ใช่แค่ฝึกให้ทำงานเก่งอย่างเดียว 


เทรนด์ที่ 4: Mindset ที่ทุกคนควรมีคือ “Cognitive Flexibility”

16. Cognitive Flexibility เปลี่ยนเลนส์มอง โดยไม่ทิ้งตัวตน

Cognitive Flexibility คือความสามารถในการ “เปลี่ยนมุมมอง” ได้หลายแบบ โดยที่ยังไม่ทิ้งตัวตนและเป้าหมายของตัวเอง ตัวอย่างเช่น เวลาเราเจอเรื่องเครียดสักเรื่องปกติเรามักจะมองแค่เลนส์เดียว เช่น เลนส์ของหัวหน้าต้องเข้มแข็งไม่อ่อนแอ แต่ถ้าเรามี Cognitive Flexibility เราจะเปลี่ยนเลนส์ มองเหตุการณ์เดียวกันจากหลายมุม โดยการหันมาดูว่า เราจะปกป้องทีมให้ดี พัฒนาเขาได้อย่างไรแทน โดยไม่ได้โฟกัสไปที่เลนส์ตัวเองเท่านั้น แต่เล็งเห็นรอบด้านด้วยการตัดสินใจที่เฉียบคมขึ้น

ดังนั้นแล้วลองถามตัวเองดูว่า ‘เป้าหมายเราคืออะไร แล้วเลนส์ไหนช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีที่สุด’ ซึ่งถ้าเราทำได้ทักษะ Cognitive Flexibility จะช่วยให้เราเปลี่ยนมุมมองเป็น เพื่อเลือกวิธีรับมือที่ตรงกับเป้าหมายที่สุด โดยไม่หักหลังตัวเอง

17. Growth Mindset อย่างเดียวก็พาเรา Burnout ได้

ลองถามตัวเองว่า เราเคยใช้คำว่า ‘เดี๋ยวเราทำได้อีก ทำได้อีกสิ’ มากเกินไปหรือไม่ จนทำให้ทีมหรือตัวเราเองหมดไฟ เพราะบางครั้งการกล้าบอกตัวเองว่า ‘พอสำหรับวันนี้ก็เป็นคำตอบที่ถูกต้องได้เหมือนกัน’ 

18. เราไม่สามารถใช้ Mindset เดียว แก้ทุกสถานการณ์ในชีวิตได้อีกแล้ว

ลองลิสต์ก่อนว่าเราใช้ Mindset แบบไหนบ่อยที่สุด และถามต่อว่า มีสถานการณ์ไหนที่ mindset นั้น ‘ทำร้ายเรา’ มากกว่าช่วยไหม เพราะ Mindset เดียวกัน ถ้าใช้ผิดที่ผิดเวลา มันทำให้เราเหนื่อยเอง ได้เหมือนกัน สิ่งสำคัญคือ เราต้องมีความยืดหยุ่น ในการเลือกใช้ Mindset ให้เหมาะกับสถานการณ์มากขึ้น


เทรนด์ที่ 5: ไม่มีทางลัดสำหรับความสำเร็จ ฝึกฝนอยู่เสมอเพื่อหาวิธีที่เหมาะสมที่สุดในแบบของเรา

19. อยากจัดการอารมณ์ได้ ก็ต้องฝึกทักษะการจัดการอารมณ์ เพื่อให้เราอยู่กับอารมณ์ได้ ไม่ใช่แค่กดมันลง

ลองถามตัวเอง 3 ข้อนี้

  • ตอนนี้เรา “รู้ชื่ออารมณ์” ที่ตัวเองรู้สึกอยู่ไหม? (โกรธ, กลัว, อาย, เศร้า, ผิดหวัง ฯลฯ)
  • เรามีวิธีระบายออกอย่างปลอดภัย ยังไงบ้าง
  • เราเคยลองวิธีไหนแล้วรู้สึกว่าช่วยได้จริง 1 วิธี คืออะไร ?

สิ่งที่คุณดุจดาวสื่อสาร คือรู้เท่าทันอารมณ์, regulate ได้, และสื่อสารมันออกมาได้นั่นเอง

20. รู้จักกลไกป้องกันตัวเอง (defense mechanism) ของเรา

ลองสังเกตว่า ‘เวลาถูกวิจารณ์หรือรู้สึกถูกคุกคาม’ เรามักตอบสนองโดยอัตโนมัติอย่างไร เช่น โดนวิจารณ์แล้วรีบแซวกลับกลบเกลื่อน / โดนทักเรื่องงานแล้วปิดใจ, หนี, ไม่ตอบ พฤติกรรมพวกนี้คือเกราะป้องกันใจที่เราทำโดยไม่รู้ตัว สิ่งสำคัญคือพอเราฝึกสังเกตบ่อย ๆ จะเริ่มเห็น pattern ตัวเอง นั่นคือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาการเติบโตทางอารมณ์ได้ดีขึ้น

21. ทักษะการจัดการความสัมพันธ์ คือเรื่องใกล้ตัวที่มักถูกมองข้าม

ลองลิสต์ 1 ความสัมพันธ์ที่ทำให้เราเหนื่อยที่สุดตอนนี้ (จะเป็นในงานหรือชีวิตส่วนตัวก็ได้) แล้วเขียนว่า

สิ่งที่เราควบคุมได้ในความสัมพันธ์นี้ มีอะไรบ้าง? เช่น ลองคุยให้ชัดขึ้นไหม / ลองตั้งขอบเขตไหม / ลองหาวิธีรักษาความสัมพันธ์ / หรือถ้ามันไม่ไหวจริง ๆ ก็จบอย่างมีสติได้ไหม

การจัดการความสัมพันธ์เป็นทักษะที่สำคัญมาก แต่เราไม่ค่อยถูกสอนให้ฝึกมันจริง ๆ ทั้งที่มันคือสิ่งที่กระทบใจเราทุกวัน การดูแล พูดคุย ปรับ หรือแม้กระทั่งจบความสัมพันธ์อย่างมีสติ มันคือสกิลที่ต้องฝึก ไม่ใช่ของที่มนุษย์จะเก่งเองโดยอัตโนมัติ 

22. แยกเรื่องงาน ออกจากตัวตน ให้ชัดขึ้นทีละนิด

สิ่งนี้มักเกิดขึ้นตอนมีการ Feedback งานแรง ๆ ลองถามตัวเองว่า เขากำลังพูดถึง ‘งานชิ้นนี้’ หรือ ‘Feedback ถึงตัวเราในฐานะมนุษย์’ คนจำนวนมากเจ็บลึก ไม่ใช่เพราะงานโดนติ แต่เพราะเราเอา Feedback ไปแปลความว่าฉันไม่ดีพอ

เรื่องนี้ต้องฝึกฝนมาก ๆ เราต้องแยกให้ออกว่าอะไรคือ งานที่เราทำ และอะไรคือ คุณค่าความเป็นคนของเรา อย่าเอา Feedback งาน มาแปลความว่าฉันไม่มีค่าเด็ดขาด การฝึกแยกสองอย่างนี้ออกจากกัน คือส่วนหนึ่งของการดูแลใจตัวเอง

23. ทุกสกิลต้อง ‘ฝึก’ ไม่ใช่แค่ ‘รู้’

เลือก 1 สกิลด้านใจที่เราอยากฝึกจริง ๆ ใน 3 เดือนข้างหน้า เช่น

  • ฝึกเป็นผู้ฟังที่ดีโดยไม่ขัดจังหวะ
  • ฝึกสื่อสารความรู้สึกตรง ๆ แบบไม่ทำร้ายใคร
  • ฝึกบอกตัวเองว่า ‘วันนี้ดีพอแล้ว’

อยากให้ทุกคนตั้งใจฝึกอย่างสม่ำเสมอ เพราะทักษะเหล่านี้แค่รู้ไม่พอ ต้องฝึกซ้ำถึงจะใช้ได้จริง สกิลด้านใจไม่ได้เกิดจากการอ่านโพสต์ดี ๆ เยอะ ๆ แต่มาจากการลองทำจริงซ้ำ ๆ  ในชีวิตประจำวัน


โลกข้างนอกในวันนี้เปลี่ยนเร็วมาก เราอาจไม่มีอำนาจเปลี่ยนทุกอย่างได้ทันที แต่เรามีสิทธิ์เริ่มจากเข้าใจ 2 โลกที่คุณดุจดาวอยากฝากทิ้งท้ายไว้

โลกข้างนอก = เศรษฐกิจแย่ องค์กรไม่ healthy, ความคาดหวังสังคม ฯลฯ → เราควบคุมได้ บางส่วน แต่ไม่ทั้งหมด

และโลกข้างใน  = ความคิด, อารมณ์, ขอบเขต, ความเชื่อ และวิธีดูแลตัวเอง → ตรงนี้เราเป็น ‘เจ้าของ 100%’ และเป็นจุดที่เริ่มเปลี่ยนได้ง่ายที่สุด


💡
อย่างน้อย ๆ บทความนี้ขอแค่ให้ทุกคนได้เริ่มเปลี่ยนแปลงสัก 1 ข้อ ไม่ต้องถึงขั้นทำทุกอย่างพร้อมกัน ไม่ต้องรีบเปลี่ยนชีวิตทั้งชุด แค่เลือก 1 อย่างเล็ก ๆ ที่ตรงกับเรามากที่สุด แล้วเริ่มจากตรงนั้นพอ ถือว่าเป็นของขวัญให้ตัวเองในปีใหม่ 2026 นี้ได้เริ่มชีวิตที่ดีขึ้น เป็นคนใหม่ที่ดีขึ้นได้ในทุกวัน 🌱 ✨
trending trending sports recipe

Share on

Tags