รายงานจาก Microsoft’s 2025 Work Trend Index ชี้ว่า 80% ของคนทำงานทั่วโลกไม่มีเวลา หรือพลังงานพอในการทำงานของตัวเอง และยังถูกขัดจังหวะทุก ๆ สองนาทีในระหว่างวัน นั่นทำให้สมองต้องถูกใช้งานหนักตลอดเวลา
เมื่อสมองทำงานหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่มีเวลาพัก นั่นอาจทำให้คนทำงานเกิด ‘ภาวะล้าจากการตัดสินใจ (Decision Fatigue)’ ตามมา และอาจทำให้ประสิทธิภาพการทำงานอื่น ๆ ลดลง
ยุคที่ทุกองค์กรมองหา productivity ในคนทำงานมากขึ้น แต่กลับไม่เคยให้เวลาได้พักเพิ่มขึ้น แล้วคนทำงานควรแบ่งเวลายังไง ให้สามารถพักสมองให้กลับมาฟิตได้ในเวลาเท่าเดิม?
รวม 5 วิธีพักจากการทำงาน แม้เวลาไม่นานแต่ก็พักสมองได้จริง
1. หาเวลาให้สมองได้พักช่วงสั้น ๆ ระหว่างวันของการทำงาน
คนทำงานที่ดูเหมือนมีประชุมทุกชั่วโมง มีงานกองบนโต๊ะมากมาย จนดูแล้วแทบจะหาเวลาไม่ได้เลยซักนาที แต่จริง ๆ แล้วมันมีช่องว่างบางอย่างที่ซ่อนอยู่
ในช่วงเวลาระหว่างการรอคอยคนเข้ามาในมีตติ้ง ประมาณ 5-10 นาที เราสามารถใช้ช่วงเวลานั้น เป็นเวลาพัก หรือ ‘micro-break’ สั้น ๆ เพื่อพักสมองได้เหมือนกัน
มีงานวิจัยจาก Sage Journals ได้สำรวจการพักของคนทำงานในช่วงเวลาสั้น ๆ ประมาณ 10 นาทีระหว่างวันที่ไม่เกี่ยวกับการทำงาน เช่น การเดินเล่น อ่านหนังสือ หรือพูดคุยเรื่องอื่น ๆ กับคนรอบข้าง ก็ช่วยให้สมองของลดความล้า และความรู้สึกเครียดลงได้ รวมถึงยังช่วยทำให้อารมณ์ของเราดีขึ้นด้วย แม้จะเป็นช่วงเวลาแค่ไม่กี่นาทีก็ตาม
เช่น หากคุณต้องเข้าประชุมที่ตึงเครียด ก่อนประชุมจะเริ่มคุณอาจจะ micro-break สั้น ๆ พูดคุยกับคนอื่นในมีตติ้ง ด้วยถามคำถามง่าย ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับงาน เช่น อาทิตย์นี้เป็นยังไงบ้าง? หรือ ช่วงนี้กำลังอินซีรีย์เรื่องอะไรอยู่? คำถามแบบนี้ไม่ได้แค่ฆ่าเวลาไปเฉย ๆ แต่มันยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน และทำให้สมองของเราได้มีช่องว่างเพื่อพัก และผ่อนคลายในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนจะเจอศึกหนักใน agenda ของการประชุมได้ด้วย
2. ปล่อยให้สมองผ่อนคลาย ด้วยการขยับร่างกายให้ช้าลง
เวลาที่ติดพันอยู่กับการทำงานที่ต้องเร่งให้เสร็จในเวลาที่จำกัด มันจะทำให้เราเร่งจังหวะในการใช้ชีวิตเร็วขึ้น ทั้งหัวใจเต้นเร็วขึ้น, พิมพ์เร็วขึ้น, เดินเร็วขึ้น และพูดเร็วขึ้น ซึ่งการกระทำเหล่านี้จะเกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว แต่มันเป็นไปเองโดยธรรมชาติ
และความเร็วที่เพิ่มมาอย่างกะทันหันนี้ จะทำให้สมองเราเข้าใจว่าเราตกอยู่ในอันตราย ด้วยหัวใจที่เร็วขึ้น ทำให้มันจะส่งสัญญาณเตือนไปยัง ‘Sympathetic Nervous System’ ของร่างกายเพื่อให้สูบฉีดเลือดมาเลี้ยงหัวใจเรา
เมื่อสมองของเราเข้าใจผิดว่าเรากำลังต้องการความช่วยเหลือ มันก็จะทำให้สมองถูกใช้งานหนักกว่าเดิม และไม่ได้พักอย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้นเราสามารถแก้ไขมันได้ด้วยการ ลองทำทุกอย่างให้ช้าลง หายใจเข้าลึก ๆ เพื่อให้สมองทำความเข้าใจว่า เราอยู่ในสภาวะปกติ
ซึ่งจากงานวิจัยของ PubMed Central (PMC) ก็ชี้ให้เห็นว่า ทั้งการหายใจช้าลง และการเคลื่อนไหวที่ช้าลงจะช่วยให้สมองสงบลง และให้ได้พักผ่อน รวมถึงฟื้นฟูร่างกายได้ตามปกติ
เช่น ถ้าต้องเข้าประชุมในอีก 15 นาทีข้างหน้า ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องรีบวิ่งให้เร็วเพื่อให้เข้าห้องประชุมขนาดนั้น ลองเปลี่ยนเดินช้า ๆ หายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ เพื่อบอกสมองให้ผ่อนคลายก่อนที่จะเข้าประชุม แทนที่จะรีบวิ่ง รีบทำทุกอย่างให้เร็วจนสมองเข้าใจผิด จนใช้พลังงานมากกว่าเดิม
3. เคลียร์สมองให้ว่าง ด้วยการเลิกทำหลายอย่างพร้อมกัน
ธรรมชาติของคนทำงาน เรามักคาดหวังให้ตัวเองทำอะไรได้มากกว่าหนึ่งอย่าง เช่น ตอบอีเมลไปด้วยก็เข้าประชุมไปด้วยได้ หรือหาข้อมูลไปด้วยแต่ก็ต้องจดสรุปการประชุมไปด้วยได้ แต่ธรรมชาติของสมองไม่ได้เป็นแบบนั้น
สมองของเรามักทำอะไรได้ทีละอย่าง และมีแนวโน้มว่าเราจะทำได้ดียิ่งขึ้น ถ้าเราจดจ่อกับสิ่ง ๆ เดียว ดังนั้นการทำหลายอย่างพร้อม ๆ กันไม่ว่าจะเรื่องใหญ่หรือเล็กจะยิ่งทำให้สมองเราใช้งานหนักขึ้น
ในยุคที่เทคโนโลยีเป็นทุกอย่างให้กับคนทำงาน การพกมือถือหรือสมาร์ทโฟนเข้าห้องประชุมก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้สมองของเราใช้งานหนักแบบไม่รู้ตัว ถึงแม้มันจะวางอยู่เฉย ๆ ก็ตาม
งานวิจัยจาก Journal of the Association for Consumer Research เคยสำรวจและพบว่า การมีมือถืออยู่ในห้องในขณะที่กำลังทำงาน ถึงจะปิดเครื่องอยู่มันก็สามารถเอาพลังงานจากสมองเราไปได้เหมือนกัน นั่นเลยสะท้อนว่า บางครั้งสมองของเราอาจจดจ่อกับบางสิ่งโดยที่เราไม่รู้ตัว ดังนั้นการหลีกเลี่ยงการทำหลายอย่างทั้งแบบที่ทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้สมองของเราได้พักอย่างเต็มที่นั่นเอง
บทความจาก Fast Company แนะนำว่า ลองเปลี่ยนเข้าประชุมแบบเจอหน้า แล้วพกไปแค่ปากกากับกระดาษแทนการเอาโน้ตบุ๊กหรือมือถือดู วิธีนี้จะช่วยให้เราโฟกัสกับเรื่องตรงหน้าได้เต็มร้อย และช่วยให้สมองไม่ต้องทำงานหนักจนเหนื่อยล้าเกินไปด้วย
4. ย้ายความเครียดที่อยู่ในหัว ให้ออกมารวมตัวอยู่บนกระดาษ
บางครั้งการทำงานระหว่างวันมันมีความรู้สึกมากมายเกิดขึ้น ทั้งกังวลว่าโปรเจกต์ใหม่จะเป็นไปยังไง คิดมากเรื่องการชั่งน้ำหนักการตัดสินใจที่ยังนึกไม่ออก หรือเครียดกับงานที่ยังทำไม่เสร็จ
เรื่องพวกนี้คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นในหัวของเรามีชื่อเรียกว่า ‘Zeigarnik Effect’ หรือคืองานที่ยังทำไม่เสร็จและเรายังคิดถึงมันอยู่ซ้ำ ๆ ซึ่งมันจะคอยดูดพลังงานสมองของเราไป และกวนไม่ให้สมองของเราไม่ได้พักอย่างเต็มที่
แต่วิธีแก้ที่เราสามารถทำได้ก็คือการลดภาระทางความคิด (Cognitive Offloading) หรือคือการเอาสิ่งที่คิดในสมองออกมากองลงกับกระดาษ หรือที่อื่น ๆ เพื่อให้สมองของเราพักจากการคิดเรื่องที่ยังไม่เสร็จซ้ำ ๆ นั่นเอง
ซึ่งเราสามารถปรับใช้ตามได้ เช่น หลังประชุมเสร็จก่อนจะไปทำงานอื่น ๆ ลองใช้เวลาสั้น ๆ ไม่กี่นาที เขียนสิ่งที่อยู่ในหัว เพื่อเป็นการเคลียร์ความคิดออกไปให้หมด และลองออกไปหาอะไรทำ โดยที่ไม่ต้องกลับมานึกถึงเรื่องที่เขียนอีก การทำแบบนี้ก็จะช่วยให้สมองของเราได้พักมากยิ่งขึ้น
5. เลือกวิธีพักให้ตรงจุด เพื่อหยุดความล้าของสมอง
การพักผ่อนที่ช่วยให้สมองเราได้พักจริง ๆ คือการพักที่ตอบโจทย์กับสิ่งที่เราเป็น ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่าการพักไม่ได้มีรูปแบบเดียว มันขึ้นอยู่กับว่า เราอยากพักเพราะอะไร
เช่น ถ้าเราอยากพักเพราะสมองตัน แต่ดันไปไถมือถือเล่นโซเชียล จากที่จะได้พัก กลับเป็นการทำให้สมองทำงานหนัก และตันกว่าเดิม เพราะสิ่งที่ควรทำตอนสมองตันจริง ๆ คือการออกไปเดินยืดเส้นยืดสาย ยืดกล้ามเนื้อหรือทำกิจวัตรอื่น ๆ ที่ทำให้สมองของเรารู้สึกได้ผ่อนคลาย
สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้สมองของเราได้พักเต็มที่ คือการที่เรารู้ว่าเราอยากพักเพราะอะไร และเลือกวิธีให้เหมาะสมเพื่อตอบโจทย์กับปัญหานั้น ก่อนที่เราจะหยุดพัก ลองถามตัวเองให้ดีว่า ที่เราอยากพักตอนนี้มันมีสาเหตุมาจากอะไร และวิธีไหนบ้างที่จะตอบโจทย์ เพื่อให้สมองของเราพักผ่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนั่นเอง
สุดท้ายถึงคนทำงานยุคนี้จะมีเวลาไม่มาก แต่เอา 5 วิธีนี้ไปปรับใช้ในระหว่างวัน จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้สมองได้รับการฟื้นฟูอย่างถูกวิธี
แปล เรียบเรียง: ธัญวรัตน์ ปกรณ์รัศมี
ที่มา
- 5 ways to take breaks at work even when you’re time crunched
- 2025: The year the Frontier Firm is born
- Short Breaks During the Workday and Employee-Related Outcomes. A Diary Study
- Brain Drain: The Mere Presence of One’s Own Smartphone Reduces Available Cognitive Capacity