เป็นครีเอเตอร์ยุคนี้ไม่ง่าย! นอกจากต้องทำความเข้าใจคอนเทนต์ และคนดูแล้ว สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นยังต้องทำความเข้าใจกับ ‘อัลกอริทึม (Algorithm)’ ที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ตลอดด้วย แล้วต้องทำคอนเทนต์แบบไหนถึงจะโดนใจอัลกอริทึม และถูกดันให้ขึ้นฟีดในแพลตฟอร์ม?
บทความนี้จะชวนมาทำความเข้าใจวิธีการทำงานของอัลกอริทึม และเคล็ดลับการสร้างคอนเทนต์แบบตรงใจ โดยคุณ คุณเอ็ม ขจร เจียรนัยพานิชย์ จาก RAiNMaker ในงาน iCreator Camp 3
ยิ่งเข้าใจอัลกอริทึมมากเท่าไหร่ ก็จะเป็นทางลัดให้ไปสู่ปลายทางได้เร็วขึ้นเท่านั้น
ยุคนี้เป็นยุคที่ใคร ๆ ก็บอกว่า เรามาถึงจุดจบของโซเชียลมีเดียยุคก่อน จากที่ทำคอนเทนต์ให้ ‘คน’ ดูอย่างเดียว วันนี้มันไม่ใช่อีกต่อไป เพราะก่อนจะทำคอนเทนต์อะไร ต้องคิดด้วยว่ามันตรงใจอัลกอริทึมหรือเปล่า
วันนี้แต่ละแพลตฟอร์มถูกแบ่งออกเป็น 2 บ้านหลัก ๆ
- Social Media คือ เน้นการสื่อสาร คน-คน เช่น Facebook หรือ Instagram
ที่คอนเทนต์จะถูกแนะนำโดย Followers 85% และ AI Suggestion 15% - Recommended Media คือ เน้นการสื่อสารผ่าน AI เช่น TikTok หรือ YouTube
ที่คอนเทนต์จะถูกแนะนำโดย AI Suggestion 85% และ Followers 15%
The Wall Street Journal (WSJ) เคยทำการทดลองการทำงานของอัลกอริทึมบนแพลตฟอร์ม TikTok ด้วยการสร้าง 30 แอ็กเคานต์ ที่มีความรู้สึก ความสนใจ ที่อยู่ที่แตกต่างกัน ซึ่งจะเห็นการทำงานเป็น 2 ช่วง ประกอบด้วย
ช่วงแรก - TikTok จะดันคลิปที่มียอดวิวเยอะ ให้กับ 30 แอ็กเคานต์
ช่วงที่สอง - แพลตฟอร์มจะเริ่มดันคลิปที่ยอดวิวน้อยลง แต่เฉพาะทางกับสิ่งที่แต่ละแอ็กเคานต์ชอบมากขึ้น เพราะเริ่มเข้าใจคอนเทนต์ และเข้าใจคนใช้แล้ว
ดังนั้นหน้าที่ของโซเชียลมีเดียคือการ ‘จับคู่’ ระหว่างคนดู กับคอนเทนต์ ส่วนหน้าที่ของครีเอเตอร์คือทำให้การจับคู่นี้ออกมาง่ายที่สุด โดนใจคนที่สุด ยิ่งทำตรงใจคนดูมากเท่าไหร่ จะยิ่งถูกมองเห็นคอนเทนต์มากขึ้นตามมา
เปิด 5 เคล็ดลับทำคอนเทนต์ยังไงถึงจะถูกใจอัลกอริทึม
1. Channel Structure วางโครงสร้างช่องให้ชัด ถ้าไม่อยากโดน AI ปัดตก
เริ่มแรกเลยคือการ ‘จัดวางโครงสร้าง’ เพราะมันเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด จากการทดลองของ WSJ ทำให้เราเห็นแล้วว่า การดูของคนดู คือจุดชี้ว่าคอนเทนต์ของเราตอบโจทย์ ซึ่งถ้าเราสามารถ Shape คอนเทนต์ของเราได้ก่อน ก็จะช่วยให้อัลกอริทึมเข้าใจเรา และจับคู่คอนเทนต์เรากับคนดูได้มากขึ้น
สามารถแบ่งระดับของคอนเทนต์ออกเป็น 3 ระดับ ประกอบด้วย
Mass - ช่องที่เป็นสื่อ หรือสำนักข่าวบันเทิง เช่น The Matter, The Standard Pop ซึ่งการทำคอนเทนต์ระดับนี้ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ตามมา เช่น มียอดผู้ติดตามเยอะ เข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้ แต่มักจะขายของไม่ได้ เพราะพูดกว้างเกินไป
Mid level - ช่องที่ที่โฟกัสบางเรื่องเป็นหมวดหมู่ เช่น RAiNMaker, Main Stand
ส่วนข้อดีและข้อเสียของการทำคอนเทนต์แบบนี้ คือ คนติดตามจะมองว่าผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง จะทำให้คนซื้อตามได้
Niche - ช่องที่เฉพาะกลุ่มไปเลย เช่น แฟนคลับอ๊ะอาย 4EVE PAGE
ข้อดีของช่องที่เฉพาะกลุ่มมักจะมียอดผู้ติดตาที่ไม่เยอะ แต่สามารถ Influence คนได้เยอะ
ยิ่ง Shape ช่องทางได้ชัด AI ก็จะสามารถจับคู่คอนเทนต์หาคนได้มากขึ้น ซึ่งคำถามที่ตามมาคือ แล้วถ้าชอบหลายอย่าง สามารถทำหลายคอนเทนต์ได้ไหม? (เช่น ชอบทั้งคอนเสิร์ต, ภาพยนตร์, กีฬา)
คุณเอ็มแชร์ว่า เราสามารถทำหลายอย่างในช่องได้แน่นอน แต่ไม่ควรทำ เพราะ AI จะเข้าใจตัวตนของช่องยาก
เช่น เราอาจลงคลิปเกี่ยวกับเรื่องคอนเสิร์ต Fancam เมื่อวันจันทร์ ส่วนวันอังคารเราลงรีวิวภาพยนตร์ที่เพิ่งเข้าโรง พอเป็นแบบนี้ทำให้ AI จับทางของคอนเทนต์ในช่องไม่ถูก เพราะไม่รู้ว่าคอนเทนต์ต่อไปจะเป็นเรื่องอะไร
เพราะฉะนั้นควร Shape ช่องทางของเราให้เป็นเรื่อง ๆ เดียว แต่ในกรณีที่ชอบหลายเรื่อง แล้วเนื้อหาต่างกันมาก การแยกช่องจะช่วยดันคอนเทนต์ในแต่ละช่องได้ดีมากกว่ารวมกันในช่องเดียวนั่นเอง
2. Make your Audience Avatar สร้างตัวตนคนดูให้เห็นภาพ อย่าพยายามทำคอนเทนต์เพื่อทุกคน
พอ Shape คอนเทนต์ในช่องได้แล้ว ต่อมาคือการหาว่า เราจะทำคอนเทนต์ไปสู่ใคร ถ้ารู้ว่าจะสื่อสารใคร ก็จะทำคอนเทนต์ได้เฉพาะกลุ่มมากขึ้น ไม่ใช่ทำให้ทุกคนดู เพราะฉะนั้นเราจะต้องลองตั้ง ‘คนดู’ ของเราก่อนว่าจะเป็นแบบไหน เช่น อาชีพ, อายุ, สิ่งที่ชอบ หรือสนใจ, สิ่งที่ไม่ชอบ, เป้าหมายของเขา และ Pain Point ของเขา เป็นต้น
เมื่อรู้แล้วว่าคนดูช่องของเราเป็นแบบไหน เราจะเห็นภาพคร่าว ๆ และสามารถออกแบบคอนเทนต์ออกมาให้โดนใจคนกลุ่มนั้น ๆ ได้มากยิ่งขึ้น
อย่างคุณเอ็ม ขจร เองก็มีกลุ่มคนดูที่ตามช่องทางเพจ เป็น ‘คนที่เนิร์ดอยากตามเรื่องของ Apple หรืออะไรที่มันเรียบง่าย ต้องการคอนเทนต์มีคุณภาพ’ ทำให้ทุกครั้งที่ทำคอนเทนต์จะนึกภาพคนดูกลุ่มนี้ตลอดเวลา ว่าควรพูดเรื่องอะไร เรื่องนี้ควรพูดไหม มันมีประโยชน์ต่อกลุ่มคนดูของช่องจริง ๆ หรือเปล่า
3. Content Structure จัดระเบียบองค์ประกอบในคอนเทนต์ ให้ AI เข้าใจ และส่งต่อได้
โครงสร้างของคอนเทนต์ในแต่ละแพลตฟอร์มก็แตกต่างกัน เช่น เวลาอัปคลิปลง YouTube ทุกคำพูดที่พูดใน YouTube คือสิ่งที่ AI เสิร์ชเจอได้ทั้งหมด นั่นคือเหตุผลว่าทำไมคนทำพอดแคสต์หลายคน มีแค่เสียงแต่อัปลง เพราะ AI ของ YouTube มันสามารถเสิร์ชเจอได้
ส่วนใน TikTok ก็มีโครงสร้างการตรวจจับคอนเทนต์ที่ต่างกัน เช่น เวลาเราโพสต์คลิปสั้น AI ของ TikTok จะอ่านคอนเทนต์เราทุก ๆ รายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นภาพปกที่ใส่ ในคลิปมีคนกี่คน เพศอะไร แคปชันพูดถึงเรื่องไหน ทุกองค์ประกอบของคลิปจะถูกแยกออกมาเป็นข้อมูลเพื่อให้ส่งให้คนได้มากขึ้น เพราะฉะนั้นต้องคิดเสมอว่าทุกสิ่งที่ใส่เข้าไปในคอนเทนต์ ต้องคำนึงให้ AI สามารถเสิร์ชเจอได้
4. Analytics เลิกเดาตามที่คิด แล้วเอาสถิติมามองให้ลึก
เคล็ดลับสำคัญที่หลาย ๆ คนมักมองข้าม คือการดูสถิติหลังบ้านของคอนเทนต์ที่เราทำ คุณเอ็มแชร์ว่า สำหรับ TikTok เอง มี 2 ช่องทางคือ เว็บไซต์ และมือถือ
บนเว็บไซต์ - ทาง TikTok จะสามารถดาวน์โหลดสถิติย้อนหลัง 6 เดือนได้ สามารถนั่งวิเคราะห์ได้เต็มที่ เพราะมันจะบอกอย่างละเอียด
คุณเอ็มเทียบสถิติให้เห็นโดยแบ่งเป็น 3 คลิปที่ลงไปในช่องที่มีผู้ติดตาม 500,000 คน มีองค์ประกอบต่าง ๆ ในการดู ดังนี้
คลิปที่ 1 : How to เปิดภาพ วิดีโอจาก iPhone
- มียอดวิว 8 พันวิว
- มีการ Suggest ในหน้า For You 64% และหน้า Following 36%
- มี Retention Rate กราฟที่ชี้ว่าคนดูคลิปได้เพียง 2 วินาที
คลิปที่ 2 : รู้หรือไม่ !! iPhone สามารถบอกเราได้ว่า รอบตัวเรามีสิ่งของอะไรอยู่บ้าง ?
- มียอดวิว 6 หมื่นวิว
- มีการ Suggest ในหน้า For You 97% และหน้า Following 3%
- มี Retention Rate กราฟที่ชี้ว่าคนดูคลิป 5 วินาที
คลิปที่ 3 : วิธีเอาเพลงบน TikTok
- มียอดวิว 1.7 ล้านวิว
- มีการ Suggest ในหน้า For You 95% และหน้า Following 5%
- มี Retention Rate กราฟที่ชี้ว่าคนดูคลิป 8 วินาที
การดูสถิติหลังบ้าน และวิเคราะห์บ่อย ๆ จะช่วยให้เราสามารถรู้แนวทางการทำคอนเทนต์ให้ดียิ่งขึ้นได้นั่นเอง
5. Inside Social Media Algorithm รักษามาตรฐานของคอนเทนต์ เพื่อให้ระบบเปิดการมองเห็นได้มากขึ้น
สิ่งที่สำคัญมาก ๆ ใน TikTok และ Facebook อัลกอริทึมจะดูในเรื่อง Past Performance และ Post Performance ด้วย
Past Performance - ความสามารถของช่องเราที่ผ่านมาทั้งหมด เช่น ถ้าเราเปิดเพจให้ทำโฆษณา แต่ Engagement ของคลิปไม่ดี มาตลอด 1 ปีเต็ม จนถึงวันนึงมีเงิน จ้างครีเอเตอร์มาทำเพราะคิดว่าน่าจะออกปัง
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว AI ไม่รู้ว่านี่คือครีเอเตอร์คนไหนทำ แต่ดูความสามารถที่ผ่านมาว่า คลิปที่ผ่านมายอดคนดูไม่ค่อยดี ทำให้แอปก็จะทำการปิดการมองเห็นไปก่อน แล้วหลังจากนั้นถ้า Performance ดีจริง ๆ ถึงจะเริ่มดันฟีดในแพลตฟอร์ม
กลับกันถ้าเป็นคนที่ทำคอนเทนต์มียอดคนดูเยอะทั้งปี แต่รับงานโฆษณามาลงทาง AI ก็ไม่รู้อยู่ดี เพราะมันจะดูจาก Engagement ที่ผ่านมา สิ่งที่ AI ทำคือ เปิดให้คนเห็นในช่วงแรก แต่ถ้าไม่ดีค่อยลดการมองเห็นลง
Post Performance - จำนวนโพสต์ที่ลงไปก็มีผลเช่นกัน สิ่งที่อัลกอริทึมทำคือหาคนมาดู เช่น ถ้ามีคนตาม 1 แสน กลุ่ม Sample ที่ได้ดูอาจจะมีแค่ 1 พันคน ซึ่ง AI จะคอยวัดว่าคนที่เห็นโพสต์แลัวรู้สึกยังไง ชอบไหม ไลก์ไหม ดูกี่วิ วัดในทุก ๆ เรื่อง และคำนวณว่ามันเยอะพอมาตรฐานของช่องหรือเปล่า ถ้าไม่เยอะพอ ก็จะหยุดให้ส่งต่อ
ซึ่งกลับกันถ้ากลุ่ม Sample ดูชอบ และเยอะพอ มันจะถูกส่งต่อไปอีก Wave ที่มากกว่ากลุ่มแรก 4-5 เท่า
💡 Tips สั้น ๆ ของการทำคอนเทนต์จากแพลตฟอร์มต่าง ๆ
- Facebook ต้องทำคอนเทนต์อะไรก็ได้ที่ให้คนแชร์ต่อได้
- TikTok เอาเป็น AI-based ทำคลิปให้ถูกใจ AI ให้ได้ ดูว่า AI ชอบคลิปแบบไหนจากตรงไหน
- YouTube ยังคงให้ความสำคัญกับเวลาในการดูอยู่
ก่อนปิดท้ายเซสชันคุณเอ็มได้แง้มแนวทางของแพลตฟอร์มต่าง ๆ ในปี 2026 ไว้ด้วย
- Facebook และ Instagram ปีนี้ Reels คือปราการอันดับ 1 ที่ให้ความสำคัญ
- TikTok ปีนี้จะดันเรื่อง Shopping คุณภาพ และยาวขึ้นกว่าเดิม
- YouTube ปีนี้เน้นเรื่อง Community ช่องไหนที่ทำได้ดี จะถูกดัน, เรื่องของคุณภาพของคลิป ส่วน Shorts ในปีนี้อาจจะยังไม่ถูกดัน
iCreator Camp Gen 3 Presented by Sony
WEEK 1: Storytelling & Branding
Session: Beyond the Algorithm เปิดโลกอินไซต์แพลตฟอร์ม 2026
โดย คุณเอ็ม ขจร เจียรนัยพานิชย์ จาก RAiNMaker