ยกตัวอย่างผู้เขียนเองเป็นคนเปลี่ยนงานไม่บ่อย ตอนเตรียมเนื้อหานี่ลองนับอายุงานของตัวเองแล้วก็ตกใจว่านี่เราเป็นมนุษย์งานมา 21 ปี แบบไม่มีหยุด gap year ใดๆ
ที่จริงแล้วการที่เราทำงานในที่ไหนนาน ๆ มีข้อดีทั้งกับตัวเราเองและองค์กรอยู่หลายเรื่องนะคะ
- ตัวเราเองได้พัฒนาความรู้และทักษะ จาก Knowledge กลายเป็น Know How สามารถ Train คนอื่นได้ สุดท้ายจะพัฒนามาเป็น Wisdom แนวทางที่เป็นเอกลักษณ์เป็นลายเซ็นต์ของเราเอง
- ได้พัฒนา Connection ในระดับที่เป็น Partnership ไม่ใช่แค่ Vendor ผ่านการทำงานมาด้วยกันหลายๆ งาน จะรู้จักมากกว่าแค่ว่าเค้าทำอะไรได้ แต่จะกลายเป็นว่าเราทำธุรกิจอะไรด้วยกันได้
- องค์กรได้พนักงานที่ TRUST ได้ เชื่อในฝีมือ เชื่อใจว่าทีมงานคนนี้รู้มาตรฐานที่องค์กรต้องการ เป็นตัวแทนได้
- การทำงานราบรื่น ไม่ต้องคอยสอนใหม่ การที่ทีมงานเปลี่ยนบ่อยๆ การทำงานก็ต้องคอยปรับใหม่เรื่อยๆ รอยต่อของการส่งมอบงาน
- Process การทำงานจะแม่นยำมากขึ้น เพราะผ่านการปรับปรุงมาแล้วหลายครั้ง เช่น Sales Report เอกสารต่างๆ
แล้วจะทำยังไงให้เราอยู่กับงานได้นาน ๆ งั้นเรามาลองทำให้ตัวเอง "ตกหลุมรักงาน ให้เหมือนตกหลุมรักแฟน" กันผ่านเทคนิค 5 อย่างที่เก็บมาฝากกัน
1. สร้าง Deep Passion ด้วยการทำให้งานกับสิ่งที่เรารักเป็นเรื่องเดียวกัน
ทบทวนตัวเราเองว่า ตอนที่เลือกมาทำงานนี้ งานนี้มีคุณสมบัติของสิ่งที่เรารักติดมาใช่ไหม
- งานนี้เป็นสิ่งที่เราให้ค่า เช่น เราเลือกที่จะเป็น Designer เพราะเราชอบในศิลปะ ใช้เวลาเรียนและฝึกฝนเรื่องนี้มาจากมหาวิทยาลัย
- งานนี้เป็นสิ่งที่เราสนใจ เพราะเราสนใจในศิลปะจนแทบจะเป็นเนื้อตัวของเราตลอดเวลา ข้าวของที่ใช้ หรือเรามองใคร เราก็มักจะสังเกตการนำเสนอ การใช้สี ตัวหนังสือแทบจะตลอดเวลา
- งานนี้เป็นเป้าหมาย เพราะเรามี idol ของเรามาแต่เด็กว่าเราอยากจะเป็นศิลปินที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับ ภาพวาดของฉันต้องอยู่บนเสื้อยืดที่วางขายในร้านค้า อยู่บนตัวศิลปินสักคน
❤️ ถ้าเทียบกับความรัก ก็เหมือนกับอะไรนะที่ทำให้เราตกหลุมรักคนนี้เค้ามีอะไรที่ตรงกับสเปกของเราบ้าง
2. มองหาสิ่งที่จะทำให้ทั้งเราและงาน เป็น Better version ขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อเรารักสิ่งไหน เรามักจะชอบตัวเองเวลาทำสิ่งนั้น เพราะเรารู้สึกว่าเราเป็นคนที่ดีขึ้น เป็นคนที่เราชอบยิ่งขึ้นเมื่อได้ทำสิ่งนั้น ความรู้สึกนี้คือ เรารู้สึกได้ว่าเราได้ค้นพบ Better version ของเรานั่นเอง
เวลาที่เราอยากจะเป็น Better version ในเรื่องไหน เรามักจะทำอยู่ 3 อย่างด้วยกันค่ะ
- เรามักจะตั้งกิจวัตรที่ควรเป็นและทำสิ่งนั้นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อฝึกทักษะให้เราทำเรื่องนั้นได้ดีขึ้นเรื่อยๆ
- เรามักจะพูดคุยกับ supervisor อยู่เสมอ เพื่อขอคำแนะนำ เทคนิคการทำงาน หรือขอความรู้เพิ่มเติม เพื่อที่จะทำให้งานของเรามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หัวหน้างานคือคนที่เห็นเราและงานของเราอย่างใกล้ชิด จะเป็นคน reflect ให้เราได้ดี
- อัพเดทความรู้และเทรนด์จากโลกภายนอกบ้าง ลง class เรียนแบบเจอคนอื่น ไปงาน conference แบบที่ได้เจอคนอื่น เพื่อที่จะได้รู้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่ดีแล้ว หรือยังดีขึ้นได้อีก หรือมีอะไรที่รอให้เราได้ลงมือทำอีกบ้าง
❤️ ถ้าเทียบกับความรัก ก็เหมือนเราอยากจะพัฒนาความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น และชอบตัวเองเวลาที่อยู่ด้วยกัน มันดีกว่าอยู่คนเดียวเป็นไหน ๆ
3. เต้นไปกับจังหวะที่เหมาะสมของ Work และ Life อยู่เสมอ
เราต้องทำความเข้าใจอย่างหนึ่งว่า งาน และ ชีวิต จะมีจังหวะที่เปลี่ยนแปลงได้อยู่เสมอ
บางช่วงงานหนักจริง เช่น ช่วงงานใหญ่ของบริษัท บางช่วงเราก็ต้องดูแลชีวิตมากจริง เช่น ชีวิตมีการเจ็บป่วย หรือครอบครัวต้องการเวลาไปพักผ่อนร่วมกันปีละครั้ง ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดกับการที่จะทำให้ Work และ Life จะต้องเท่าเทียมกันเท่านั้น
เมื่อไหร่ที่เราพยายามรักษาความเท่าเทียมแล้วเราทำไม่ได้ เราจะมีความคิดที่จะ “เอาคืน” ให้กับช่วงเวลาที่ขาดหายของสิ่งนั้นเสมอ เช่น ถ้าช่วงไหนงานหนัก เราจะพยายามเอาคืนให้กับการพักผ่อน ถ้าช่วงไหนลาพักร้อนไปนานๆ เราจะพยายามเฆี่ยนตีให้ตัวเองรีบทำงานให้คุ้มกับวันลาที่หายไป
❤️ ถ้าเทียบกับความรักก็เหมือนเราเข้าใจช่วงชีวิตต่าง ๆ ของคู่รักของเรา มียุ่งบ้าง ว่างบ้าง สนุกบ้าง ไม่เคร่งเครียดคาดหวังความ perfect จนเกินไป
4. มี Growth Mindset เห็นว่าทุกอย่างมีการเติบโตได้เสมอ
แต่ถ้าเราเต้นไปกับจังหวะชีวิต อย่าง “เข้าใจ” ว่าชีวิตและงานก็มีจังหวะที่หนักและสบาย คละกันไป หนักวันนี้ วันหน้าก็อาจจะเบา หรือถ้าไม่เบา เราก็สามารถเดินไปพูดคุยกับหัวหน้า เพื่อหาทางออกหรือวิธีการที่ดีขึ้นได้
❤️ ถ้าเทียบกับความรักก็เหมือนกับเราวางแผนอนาคต และปรับเปลี่ยนแผนนั้นร่วมกันกับคู่รักของเราได้นั่นเอง
5. หมั่นหาเรื่องเฉลิมฉลองเรื่องสนุก ๆ ด้วยกัน
เช่น Anniversary การเป็นพนักงานครบกี่ปี, Outing ปีนี้ไปที่ไหน, แต่งตัวเป็น Theme ด้วยกัน, วันเกิดเพื่อน พี่ น้อง วันเกิดบริษัททำอะไรกันดี
❤️ ถ้าเทียบกับความรักก็เหมือน หา moment ที่น่าจดจำด้วยกัน มีเรื่องพิเศษ มีเหตุการณ์พิเศษ ให้จดจำช่วงเวลาที่ดีด้วยกันนั่นเอง