หนึ่งในความท้าทายที่ผู้นำหลายคนต้องเจอเมื่อทำธุรกิจ คือการ ‘Transformation’ ขององค์กร เพื่อต้องการให้ได้เปรียบในการแข่งขันที่มากขึ้น เลยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทั้งรูปแบบการทำงาน, เทคโนโลยี และวัฒนธรรม แต่บางครั้งผู้นำในหลายองค์กรกลับมองข้ามความกังวลของพนักงาน จนส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงไม่สำเร็จอย่างที่หวัง
จากงานวิจัย Emergn พบว่า 50% ของพนักงานกล่าวว่า ความล้มเหลวของการเปลี่ยนแปลงเกิดจากผู้นำที่ไม่เข้าใจความกังวลของพนักงาน คำถามที่ตามมาคือ แล้วผู้นำควรทำอย่างไร ถ้าไม่อยากให้การเปลี่ยนแปลงขององค์กรล้มเหลว?
บทความ Fast Company กล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงที่สำเร็จไม่ได้เกิดจากวิธีการเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับวิธีคิด การตัดสินใจ การสื่อสาร และการลงมือทำในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอนของผู้นำรวมกัน”
ในบทความนี้เราเลยจะพามารู้จักกับ 6 บทเรียนสำคัญในการขับเคลื่อนการ Transformation องค์กร โดยคุณ Anil Chintapalli (Managing Partner of Human Capital Development) ดังนี้
1. อย่าเปลี่ยนแปลงธุรกิจเพียงเพราะความเร่งรีบ แต่ให้เปลี่ยนเพราะความชัดเจน
บทเรียนแรกที่ผู้นำควรทำ คือ การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน ก่อนจะเริ่มเปลี่ยนแปลงอะไร หลาย ๆ องค์กรมักเริ่มเปลี่ยนแปลงเพราะตื่นตระหนก เช่น ตอนผลประกอบการลด มีแรงกดดันจากการแข่งขันเพิ่มขึ้น หรือเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ซึ่งหากมองดูดี ๆ แล้วการเปลี่ยนแปลงที่ได้ผลส่วนใหญ่ ไม่ได้เป็นเพราะเหตุผลข้อนี้ แต่คือการเปลี่ยนแปลงที่มี ‘ความชัดเจนในเป้าหมาย’ ต่างหาก ผู้นำที่แข็งแรงทางความคิด จะสามารถใช้การเปลี่ยนแปลง เพื่อเพิ่มคุณค่าทางธุรกิจได้
ลองสร้างความชัดเจนด้วย 3 คำถามง่าย ๆ ก่อนคิดจะเปลี่ยนแปลงองค์กร ประกอบด้วย
- ทำไมถึงต้องเปลี่ยน? (เช่น เป็นเรื่องสำคัญ หรือหากไม่เปลี่ยนจะส่งผลเสียที่ตามมา)
- เป้าหมายจริง ๆ ของการเปลี่ยนแปลงคืออะไร? (เช่น ยกระดับคุณค่าขององค์กรให้เพิ่มขึ้น)
- จะทำอย่างไรให้ไปถึงเป้าหมายนั้น? (เช่น ต้อง Upskill ให้กับคนในทีมเพิ่ม เพื่อให้ทีมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น)
2. การลงมือทำคือก้าวสำคัญกว่าแผนที่สมบูรณ์
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘การวางแผน’ ทั้งในเรื่องของกลยุทธ์ และการทำงานถือเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ถ้าวางแผนมากเกินไป และไม่ลงมือทำ การเปลี่ยนแปลงก็ไม่สำเร็จ และหนึ่งเรื่องที่ผู้นำควรทำความเข้าใจ คือ ‘การเปลี่ยนแปลงมักไม่เป็นไปตามแผน’
ผู้นำที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงสำเร็จคือ คนที่ให้ความสำคัญกับ ‘ความก้าวหน้า และปรับตามผลจริง’ มากกว่าการนั่งรอให้กลยุทธ์สมบูรณ์แล้วค่อยดำเนินการ เช่น เรียนรู้จากสถานการณ์ที่เจอ, สร้างความยืดหยุ่นในกลยุทธ์ที่วางไว้, มอบอำนาจให้ทีมได้ตัดสินใจ และ Feedback อย่างตรงไปตรงมา การปรับแบบแผนตามสิ่งที่เกิดขึ้นจริง จะช่วยให้ทีมปรับตัวได้รวดเร็วขึ้น รวมถึงรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดีขึ้นด้วย
เช่น การปรับโครงสร้างการสื่อสารขององค์กร แทนที่จะรอวางแผนให้สมบูรณ์ แล้วเปลี่ยนพร้อมกันทั้งองค์กร แต่ผู้นำจะเลือกทดลองเปลี่ยนวิธีการทำงานกับทีมใดทีมหนึ่งก่อน เพื่อดูปัญหาหน้างาน แล้วรีบปรับแก้ เพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละทีม
3. วัฒนธรรมขององค์กร คือจุดกำหนดความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลง
บทเรียนต่อมาคือการยอมรับว่า ‘วัฒนธรรมขององค์กร’ เป็นหนึ่งในสิ่งที่กำหนดความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลง ยิ่งผู้นำทำให้วัฒนธรรมมั่นคง และแข็งแกร่งเท่าไหร่ ความสำเร็จก็จะตามมาเท่านั้น และที่สำคัญผู้นำควรแสดงออกผ่านการกระทำ ไม่ใช่แค่คำพูด
เพราะทีมจะคอยสังเกตอยู่เสมอว่า ผู้นำเปิดรับไอเดียใหม่ ๆ หรือสนับสนุนการทำงานของทีมมากน้อยแค่ไหน เพื่อตรวจสอบตัวเองว่ายังเหมาะกับวัฒนธรรมขององค์กรนี้หรือเปล่า ผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่สำเร็จ มักลงทุนกับการสื่อสาร การสร้างทักษะ และความเชื่อใจ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทีมรู้สึกสอดคล้อง ซึ่งจะทำให้การเปลี่ยนแปลงยั่งยืนยิ่งขึ้น
เช่น สร้างวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็น ผู้นำอาจเลือกพูดคุย และรับฟังความกังวลของทีมโดยตรง แทนการสั่งให้ทีมทำตามอย่างเดียว เพื่อสร้างความเชื่อใจว่าเสียงของทุกคนมีความหมาย และทำให้ทีมรู้สึกปลอดภัยที่จะก้าวไปพร้อมกับกับองค์กร
4. ใช้ความไวของ AI เพื่อขับเคลื่อนให้ธุรกิจไปได้ไกลกว่าเดิม
การเข้ามาของ AI เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ ทุก ๆ ธุรกิจไม่ว่าจะวงการไหน ก็มักใช้ AI เพราะมันสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ช่วยในการตัดสินใจ รวมถึงสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว เพราะ AI จะมีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อใช้มันให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร ผู้นำควรหาให้ได้ว่า จุดไหนที่ AI จะเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน หรือทำให้ประสบการณ์ลูกค้าดีขึ้น
การนำ AI เข้ามาเปลี่ยนการทำงานแบบเดิมให้เป็นระบบที่สามารถปรับตัว และเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ดังนั้นหากผู้นำสามารถรวมการทำงานของ AI เข้ากับกลยุทธ์ขององค์กรได้ ก็จะช่วยให้ความได้เปรียบทางการแข่งขันเพิ่มขึ้นตามมา
เช่น หากธุรกิจที่มีข้อมูลลูกค้าจำนวนมาก ผู้นำลองเปลี่ยนจากให้ทีมไล่เช็กประวัติทีละคเป็นการใช้ AI ช่วยแยกแยะ และวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าเพื่อนำเสนอโปรโมชันที่ตรงใจได้ทันที ซึ่งช่วยลประหยัดเวลาให้ทีม เพื่อให้มีเวลาไปโฟกัสกับการบริการที่จำเป็น
5. เอา AI มาใช้เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง
เมื่อผู้นำรู้แล้วว่าควรนำ AI มาใช้ให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ บทเรียนข้อนี้คือการรวม AI เข้ากับระบบงานจริง องค์กรจำเป็นต้องปรับโครงสร้างขั้นตอนการทำงาน ฝึกอบรมทีม และวางระบบตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่า AI สามารถทำงานได้
เช่น ทีมการตลาดนำ AI มาช่วยสรุป Insight จัดกลุ่มความเห็น และวิเคราะห์ความพึงพอใจ แล้วให้ทีมนำข้อมูลมาวางกลยุทธ์แก้ปัญหาให้ลูกค้าในโปรเจกต์ต่อไป การทำแบบนี้จะสามารถมอบผลลัพธ์ที่จับต้องได้ และทำให้ทีมสามารถทำงานได้เร็วขึ้นอีกด้วย
6. มอง AI ให้เป็นกลไกในการสร้างนวัตกรรมที่ต่อเนื่อง
สร้างความต่อเนื่องด้วยการใช้เทคโนโลยี บทเรียนสุดท้ายคือ การมอง AI เป็นกลไกที่สร้างนวัตกรรม ที่ยังคงพัฒนาได้ไม่สิ้นสุด เช่น การปรับปรุงโมเดล ให้ตอบสนองความต้องการของตลาด ผู้นำต้องสร้างวัฒนธรรมในการทดลอง และการเรียนรู้
คุณ Anil Chintapalli กล่าวว่า
“แผนงานของผมเน้นย้ำเรื่องการใช้ AI ไม่ใช่แค่เพื่อผลกำไรระยะสั้น แต่เพื่อความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ในระยะยาว องค์กรที่ยอมรับ AI เป็นขีดความสามารถด้านนวัตกรรมต่อเนื่องจะรักษาความโดดเด่น ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง และสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนได้”
เช่น เปลี่ยนจากการใช้ AI ในการสรุปงาน มาเป็นการสร้างระบบที่ให้ AI ได้วิเคราะห์เทรนด์การทำงานและพฤติกรรมลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่าน Data เพื่อให้ทีมทดลองปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้ทุกอย่างเรียลไทม์ การทำแบบนี้จะช่วยให้องค์กรได้เรียนรู้ และสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้ต่อไปเรื่อย ๆ
เพราะการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่เป็นกระบวนการที่องค์กรต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมทักษะการเรียนรู้ การปรับตัว และการสร้างคุณค่า
แปล เรียบเรียง: ธัญวรัตน์ ปกรณ์รัศมี
ที่มา
- Transformation Fatigue: More than half of employees have considered leaving their jobs due to frequent and failed transformations
- 6 Leadership lessons from large-scale business transformations