ทุกวันนี้คนหนึ่งคนไม่ได้มีหน้าที่เดียวอีกต่อไป เราต้องเป็นทั้งคนทำงาน เป็นลูก เป็นพ่อแม่ เป็นหัวหน้า เป็นลูกน้อง และเป็นคนที่ยังต้องดูแลหัวใจตัวเองไปพร้อมกัน ดังนั้นคำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “จะทำงานให้ดีได้ยังไง” แต่เราต้องถามด้วยว่าจะใช้ชีวิตกับทุกบทบาทเหล่านี้อย่างไร โดยที่งานยังปัง และชีวิตไม่พังตามไปด้วย
อยากให้ทุกคนลองทำความเข้าใจ ใช้เวลาต่อจากนี้ค่อย ๆ อ่านวิธีคิดในการใช้ชีวิตยุคนี้ ผ่าน 7 เรื่องสำคัญจากคำแนะนำของพี่จี๊ด ปัทมาวลัย รัตนพล Chief Executive Advisor at S&P Syndicate PCL
1. เมื่อหนึ่งคน หลายบทบาท แล้วงาน กับความสุขส่วนตัว มันจะไปด้วยกันได้อย่างไร
คนเราไม่ได้มีบทบาทเดียว เรามีทั้งชีวิตทำงาน ชีวิตส่วนตัว เป็นลูกน้อง เป็นเจ้านาย เป็นลูก เป็นพ่อแม่ เป็นเพื่อน เป็นคนรัก ทุกอย่างมันถูกมัดรวมกัน จนแทบจะแยกจากกันไม่ออก การจะ balance ทุกบทบาท ให้ชีวิตมีความสุข อยากให้ลองนึกถึงนักแสดงมืออาชีพ ที่เค้าพูดกันว่าชีวิตคนก็เหมือนละคร มันคือแบบนั้นเลย เราก็เหมือนนักแสดงคนหนึ่ง ที่ต้องรับหลายบทบาทนักแสดงที่ประสบความสำเร็จคือคนที่เข้าถึง และอินกับบทบาทนั้นในช่วงเวลานั้น ถ้าเราเข้าใจสิ่งนี้แบบที่นักแสดงเข้าใจ เราจะเล่นบทนั้นได้ดี แต่ที่คนเรามีปัญหาทุกวันนี้ เพราะเราแยกบทบาทตัวเองไม่เป็น
เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า วันนี้เราตื่นมา เราจะรับบทอะไร วันที่เราตื่นไปทำงาน เราก็ต้องรับบทคนทำงาน ที่ต้องตั้งใจ มุ่งมั่น มันอาจจะเครียด จะอึดอัดหน่อย แต่มันก็คือบทบาทคนทำงาน วันที่เราไปเที่ยว เราก็รับบทสบายใจ ผ่อนคลาย รอรับความสนุกที่จะเกิดขึ้น แต่เราชอบที่จะเล่นแค่บทเดียว เราอยากสนุก อยากสบายในวันที่เราต้องรับบทคนทำงาน เราไปเอาความสบายเป็นที่ตั้ง ในบทที่เราต้องตั้งใจ ต้องอึดอัดหน่อย ๆ มันก็เหมือนเราเล่นผิดบท ผิดฝาผิดตัว มันเลยเป็นปัญหา เพราะเราดันเอาบทคนไปเที่ยว ไปเล่นในที่ทำงาน
ทางแก้คือ เราต้องตั้งความคาดหวัง ความตั้งใจในแต่ละวันก่อนว่า ตื่นมาวันนี้เราจะรับบทบาทอะไร เราจะเล่นเป็นใคร แล้วบทนั้นมันต้องเล่นยังไง เป็น Mind Prepare เตรียมจิตใจให้พร้อมไปก่อนเลย เช่น วันนี้เราจะรับบทนางเอก จะไปใส่จริต ใส่อารมณ์แบบนางอิจฉามันก็ไม่เหมาะ หรือตอนวันหยุด อยู่บ้าน เราคือพ่อแม่ เราคือลูก ก็อีกบทหนึ่ง ตอนอยู่ที่ทำงาน เราเป็นเจ้านาย เป็นลูกน้อง ก็อีกแบบหนึ่ง ตั้งจิตให้ดีว่าวันนี้จะเป็นใคร รับบทไหน แล้วเล่นให้เนียน
2. ชีวิตจริงอาจไม่มี Work-Life Balance แบบเป๊ะ ๆ
โลกของคนทำงานไม่มีคำว่า Work Life Balance มันมีแต่คำว่า Work Life Integration หรือ Work Life Harmony ที่มันไม่ได้กำหนดแค่ 9-5 เท่านั้น แต่ชีวิตที่ดีคือการทำให้เรื่องงาน และชีวิตส่วนตัวมันกลมกลืนกันได้อย่างลงตัวมากกว่า เรากินข้าวปาตี้อยู่กับเพื่อน แต่ตอบ Line เจ้านายแป๊ปนึง แล้วก็กลับมาสังสรรค์กับเพื่อนต่อ หรือบางคนไปเที่ยว ก็พกคอมไปทำงานได้
ชีวิตงาน กับส่วนตัวมันไม่ได้จำเป็นที่ต้องแยกขาดจากกันขนาดนั้น แล้วมันก็ไม่ได้แบ่งแบบ 50-50 เป๊ะ ๆ ด้วย มันอยู่ที่เราที่จะจัดสรร ให้ทุกอย่างมันผสมผสานลงตัวกับชีวิตเราได้ยังไงมากกว่า มันคือตัวเราที่แต่ละคนต้อง control your own destiny
เรื่องพวกนี้เป็น Mindset ทั้งนั้น ถ้าเรามองว่ามันผสมผสาน มัน blend กันได้ เราก็มีความสุขที่จะ find tune ให้ตัวเอง แต่ถ้าไปมองว่ามันต้องเป๊ะ มันต้องครึ่งครึ่ง เวลางานห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมายุ่ง เวลาส่วนตัวห้ามมีเรื่องงานเข้ามาแทรก ซึ่งในชีวิตจริงมันแทบเป็นไปไม่ได้ แล้วพอเราไม่ได้แบบนั้น ไม่ได้แบบที่หวัง มันเลยกลายเป็นปัญหาขึ้นมาทันที
3. ความสุขในการทำงาน ไม่ได้เกิดจากทำแต่สิ่งที่ชอบอย่างเดียว รู้จักกับสมการแห่งความสุข
- Passion & Mindset ชีวิตจิตใจ ความรู้สึกนึกคิดของเรา
- Behaviour พฤติกรรม ความเคยชินที่เราถูกหล่อหลอม เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กจนโต
- Skill ทักษะที่เรามี อันนี้สำคัญมากที่ทำให้เราอยู่รอดในโลกการทำงาน
เวลาเขียน resume เราอาจจะเคยชินกับการบอกว่า เราอยู่แผนกอะไร เราเคยทำอะไรมา แต่ชื่อแผนกไม่สำคัญเท่ากับว่าเราอยู่ตรงนั้น แล้วเรามีทักษะอะไร เราทำอะไรได้บ้าง ดังนั้น Skill ไม่ใช่แค่ Knowledge มันไม่ได้สำคัญว่าคุณรู้อะไร แต่ skill คือคุณรู้ แล้วคุณต้อง execute ได้ด้วยต่างหากที่สำคัญ
จากนั้นเรามาดูที่ Mindset หรือ Passion ที่คุณมี ว่ามันตรงกับ Skill หรืองานที่คุณทำอยู่มั้ย ถ้าไม่มี มันก็ไม่มีความสุขนะ มันจะเครียด เพราะใจมันไม่ได้อยู่ตรงนั้น ใจมันไม่เทไปกับงานที่ทำ แต่ถ้าวันหนึ่ง คุณพัฒนาตัวเองจนเก่ง เอาความคาดหวังของบริษัทมาตั้ง แล้วพัฒนาตัวเองไปให้ตอบโจทย์นั้น พอคุณเรียนรู้มากขึ้น คุณเก่งขึ้น คุณทำงานคล่องขึ้น skill จะเปลี่ยน mindset คุณไปได้เอ
ศิลปินเกาหลีดัง ๆ BTS, Lisa เค้าไม่ได้เริ่มจากการเอาความสุข ความสบายมาเป็นที่ตั้ง แต่เค้าเริ่มจากความฝัน ที่เค้าอยากได้ อยากเป็นมากกว่า สิ่งนี้มันคือเป้าหมายที่ชัด และจับต้องได้ แล้วคนเหล่านี้ใช้สิ่งนี้ในการ drive performance จนประสบความสำเร็จ แล้วเค้าก็ได้รับความสุขจากสิ่งนั้น
“เรียกว่าเค้าใช้ Effort ใช้ Performance ให้เป็น Input แล้ว output ที่ได้กลับมาคือความสุข ความสำเร็จ”
ดังนั้น จงชอบงานที่คุณทำ ถ้าไม่ชอบก็ทำใจให้ชอบ เพราะวันนึงที่คุณสำเร็จ คุณจะมีสิทธิ์เลือกว่าคุณอยากทำ หรือไม่อยากทำอะไร แต่ถ้าวันนี้นู่นไม่เอา นี่ไม่ทำ แล้วคุณยังไม่สำเร็จแบบที่คุณต้องการ เราก็จะเป็นผู้ถูกเลือกตลอดไป
4. น้องๆ เด็กจบใหม่ ที่เป็น First jobber จะเตรียมตัวให้พร้อมกับการปรับตัวปรับใจแบบนี้ได้อย่างไร หรือจะทำอย่างไรให้ตัวเอง ready to change
ถ้าเรากำลังมีปัญหา เราคือคนที่อยู่ในปัญหานั้น เรามักจะเอาตัวเองออกมาไม่ได้ เราปรับเองไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่ควรมีคือ ‘โค้ช’ หรือ ‘Mentor’ เพราะคนเราทุกคน ในชีวิตเราอยากมีใครซักคนให้พูดคุยด้วยอยู่แล้ว โค้ช คือคนที่ทำให้เราเจ็บปวด เพราะเค้าอยากให้เราเก่ง ให้เราพัฒนา ก็เหมือนโค้ชกีฬา ที่เค้าจะพาเราออกจากความสบาย ออกจาก comfort zone เดิมๆของเรา แล้วช่วยเราก้าวข้ามความยาก หรืออุปสรรคที่เราอาจจะทำด้วยตัวคนเดียวไม่ได้
“โค้ชจะเป็นคนบอก What to do แต่ Mentor จะเป็นคนบอก Why you have to do it”
Mentor คือคนรับฟัง และช่วยเรา shift mindset เช่น ใน mode ที่เราไม่สบายใจ เรากดดัน เราหาทางออกไม่เจอ เค้าจะบอกเราได้ว่า Why? ซึ่งมันอาจจะเป็นที่โลก คน สิ่งแวดล้อม มันเป็นแบบนี้ เราต้องปรับ ต้องยอมรับอะไร ในเรื่องไหนก็ว่ากันไป
ส่วนใหญ่คนเป็นเจ้านาย แนวโน้มจะเป็นโค้ชมากกว่า เพราะเค้ามี skill เค้าเคยประสบความสำเร็จมาแล้ว เค้าก็จะรู้และบอกเราได้ว่าต้องทำอะไร แต่เค้าไม่จำเป็นต้องเป็น Mentor แต่การจะหาคนเป็น mentor อย่างหนึ่งเลยคือ อย่าเอาเพื่อนสนิท หรือเอาคนใกล้ตัวมาทำหน้าที่นี้ เพราะเค้าจะไม่กล้าทำร้ายจิตใจเรา ไม่กล้าตรงไปตรงมา และไม่กล้าบอกความจริงกับเรา Mentor ต้องเป็นกล้าบอกคำตอบที่ถูกต้องกับเรา แต่แน่นอนว่ามันอาจจะไม่ถูกใจเราแน่นอน ถ้าเรายอมรับตรงนี้ มันหาได้ไม่ยากหรอก
การจะไปเจอ Mentor ได้นั้น หลายคนลงทุนไปลงเรียนคอร์สต่างๆ เพื่อไปเจอคนใหม่ๆ ไปหา network system ที่พอจะมาเป็น mentor เราได้ หรือบางคนก็มีอาจารย์ที่เคยเรียนด้วยกันมา มาเป็น Mentor ให้ คือถ้าเราไม่มี เราไม่เจอ เราก็ต้อง push ตัวเองออกไปเจอคนใหม่ ๆ บ้าง
แต่ที่สำคัญเลยคือ เราต้องเขียนโจทย์เราให้ได้ก่อน เขียน problem statement ของตัวเองให้ชัดก่อน ว่าเรามีปัญหาอะไร เราอยากแก้เรื่องอะไร เขียนออกมาให้เป็นรูปธรรมจับต้องได้ เพื่อที่คนอื่นจะได้ช่วยเราได้ บางคนไม่เขียนออกมา ปล่อยให้ปัญหามันวนๆอยู่ในหัวตัวเอง ก็ไม่มีใครช่วยอะไรได้
5. ในโลกที่ทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยีได้พอ ๆ กัน สิ่งที่ทำให้ต่างคือ Execution
ทุกวันนี้คนเรามีเรื่องให้ต้องเรียนรู้มาก ถ้าอยาก success โดยเฉพาะเทคโนโลยี ไม่ว่าจะ น้อง ๆ เด็ก ๆ ยุคใหม่ โตมากับความสะดวกสบาย โอกาสที่จะชนะมันยาก เพราะอาจจะไม่เคยเจอความยากลำบากจริง ๆ ไม่เคยถูกเคี่ยวมาก่อน เพราะถ้าดูจากคนรุ่นก่อนที่ประสบความสำเร็จได้ คือผ่านเรื่องยาก ๆ มาทั้งนั้น แล้วไม่ได้มีเทคโนโลยี ไม่ได้มีตัวช่วย แบบทุกวันนี้
เทคโนโลยี/ Ai รู้ไว้คือดี และมันจำเป็นมากๆกับโลกทุกวันนี้ แต่ใช้ให้มันเป็นประโยชน์ในแต่ละบทบาท อย่าเสพย์ติด หรืออย่าตกเป็นทาสของ digital หรือ algorithm แต่สิ่งสำคัญกว่าคือ เรียนรู้แล้วต้องลงมือทำ มันคือการ Learn & Do ทุกคนเรียนรู้ได้ไม่ต่างกัน เข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆได้เหมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างคือ execution
6. คนที่ไปได้ไกล มักไม่ได้ใช้เป้าขององค์กรอย่างเดียว
ในมุมการทำงาน บริษัทต้องการอะไร อยากได้เป้าได้ยอดเท่าไหร่ บางทีเป้าสูงขึ้น แน่นอนว่างานมันยากขึ้น คนก็ไม่อยากทำ แต่ถ้าเรามีเป้าหมายของเราเอง เรามี benchmark ของตัวเอง ที่เราคอยเช็ค Performance เช็ค feedback ตัวเองอยู่เรื่อยๆ อันนี้จะทำให้เราไปได้ไกลกว่า
อย่าปล่อยให้ตัวเองว่าง พยายามหาอะไรทำ แต่ไม่ได้แปลว่าต้องทำงานตลอดเวลา เอาเวลามานั่งฟัง event แบบนี้ก็ได้ หรือไปออกกำลังกาย ไปเที่ยว มีเวลาให้ตัวเอง balance ให้ดีระหว่างเรื่อง physical และ digital และอย่าลืม ทำดีให้กับคนอื่นบ้าง อย่าเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล เราทำดีไป คนเห็นหรือไม่เห็นไม่รู้ แต่ถ้าเราทำจนเป็นนิสัยติดตัว วันหนึ่งความดีเหล่านั้นมันจะกลับมาหาเราเอง
7. Life is Right here, Right now ใช้ชีวิตกับปัจจุบันให้เต็มที่ แล้วให้วันนี้พาเราไปถึงอนาคต
จงใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันให้มาก ๆ และมองเผื่อไปถึงอนาคต วันนี้ทำอะไรได้ทำให้สุด ทำให้เต็มที่ เพื่อเป็นสะพานเชื่อมต่อไปอนาคตที่เราอยากเป็น อย่าใช้ชีวิตอยู่กับอดีต โดยเฉพาะคำพูดคนอื่นที่เค้าเคยวิพากษ์วิจารณ์ หรือพูดถึงเราในทางไม่ดี แล้วทำให้เราไม่สบายใจ อย่าไปหมกมุ่นกับมันมาก วันนั้นที่เค้าเคยพูดแบบนั้นกับเรา มันจบไปแล้ว มันเป็นอดีตไปแล้ว
สู้เรามองปัจจุบันให้ชัด คำพูดเหล่านั้นมันก็แค่บทเรียนที่ผ่านมาให้เราได้เรียนรู้ หลายครั้งที่เรามีแรงฮึด มีแรงสู้ต่อได้ บางทีมันก็ไม่ได้มาจากการที่มีคนมาพูดหวานๆ กับเรา หรือมาชมเรานะ เราแค่เก็บมันมาให้เราเดินหน้าต่อได้ แต่อย่าไปยึดติดกับมันมากก็พอ
Session: Sweet Spot of Happiness vs Performance งานปัง ชีวิตไม่พัง ทำได้จริง
โดย คุณปัทมาวลัย รัตนพล Chief Executive Advisor at S&P Syndicate PCL
สำหรับใครที่อยากรับฟังแบบจัดเต็มทุก Session สามารถรับชมย้อนหลัง ในรูปแบบออนไลน์ทุกเซสชัน ได้ตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. - 31 ต.ค. 2026

หรือถ้าใครยังไม่มีบัตร สามารถซื้อบัตรดูย้อนหลังได้ที่ Zipevent


