ตอนนี้หลาย ๆ ประเทศให้คนทั่วไปกักตุนน้ำ อาหารอย่างน้อย ๆ ให้พอสำหรับ 72 ชั่วโมง หรือมากสุดก็เตรียมให้ใช้ชีวิตได้ถึง 14 วัน
แต่ความเสี่ยงนี้ไม่ได้เกิดแค่กับคนทั่วไป เพราะสำหรับคนทำธุรกิจนี่ก็เป็นโจทย์สำคัญเหมือนกัน แล้วถ้าวันนี้ ความไม่แน่นอนมีมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วคนทำธุรกิจควรกักตุน หรือเตรียมอะไรให้อยู่รอดได้ในช่วงเวลานี้?
บทความนี้ CREATIVE TALK จะมาเปิดคู่มือฝ่าวิกฤตที่คนทำธุรกิจต้องรู้ ผ่านมุมมองของคุณรวิศ หาญอุตสาหะ CEO, Srichand และ Mission To The Moon ที่ไม่ใช่แค่รู้ว่าผลกระทบคืออะไร แต่คือธุรกิจต้องปรับตัวไปทางไหนเพื่อไปต่อได้
บทเรียนที่ 1 - ยิ่งความไม่แน่นอนมีมาก ธุรกิจก็ต้องมีภาระที่น้อย เพื่อให้ขยับตัวได้ไว และยืนได้อย่างมั่นคง
วิกฤตมาพร้อมความเสี่ยงรอบด้าน เพราะมีความไม่แน่นอนสูง แต่สิ่งที่จะทำให้ธุรกิจยังรอดได้ในช่วงเวลานี้ คือธุรกิจที่ตัวเบาและแข็งแรง ควบคู่กัน
สิ่งที่ทำให้ธุรกิจของเรา ‘ตัวเบา’ มาจาก 2 เรื่องหลัก คือ การมี Fixed Cost น้อย และการไม่มีหนี้ เพราะเมื่อธุรกิจของเรามี 2 อย่างนี้ จะช่วยให้เราขยับตัว หรือปรับแผนโครงสร้างของธุรกิจได้ง่ายกว่า ที่สำคัญคือพอมี Fixed Cost ที่ไม่เยอะ จะช่วยให้เราสามารถซื้อ หรือได้สินค้าบางอย่างมาในราคาที่ถูกลง เพื่อสร้างโอกาสให้ธุรกิจได้อีกด้วย
ส่วนความ ‘แข็งแรง’ ของธุรกิจ คือการดูเรื่องของ Balance Sheet หรืองบดุล ถ้าส่วนนี้ของธุรกิจมั่นคง แข็งแรงมากพอ ก็จะสู้กับวิกฤตได้ในระยะเวลาที่นาน
💡 Tips: ถ้าคุณเป็นคนทำธุรกิจ อย่ารับคนมากเกินไป, อย่าลงทุนกับเรื่องที่ไม่จำเป็น เพราะจะทำให้ Fixed Cost ของคุณเยอะ ซึ่งธุรกิจคุณก็จะตัวหนัก และนั่นทำให้คุณจะขยับตัวยากในยามวิกฤต
บทเรียนที่ 2 - ทำธุรกิจอย่าพึ่งรีบท้อ แต่ต้องสู้ต่อให้ถึงที่สุด
วิกฤตที่เข้ามาไม่ได้กระทบกับธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง แต่ส่งผลกระทบต่อทุก ๆ ธุรกิจ ดังนั้นถ้าคุณไม่ท้อ สู้ต่อ ผ่านมันไปให้ได้ สุดท้ายคุณคือผู้รอด
คุณรวิศ บอกเราว่า “ช่วงเวลาวิกฤตมันจะมีเรื่องกวนใจเยอะ ถ้าเกิดว่าทั้งบริษัทท้อก็จะสู้ยาก แต่ถ้าเกิดว่าไม่ท้อ วิธีในการสู้ก็จะมีแรงมากกว่า”
💡 Tips: คนทำธุรกิจต้องไม่ยอมแพ้ และต้องสู้ต่อให้สุดทาง เพื่อให้ทั้งธุรกิจหาทางแก้ไขปัญหา วิธีรับมือ และผ่านวิกฤตไปได้
บทเรียนที่ 3 - ธุรกิจขาดทุนได้ แต่ห้ามขาดเงินสดเด็ดขาด
อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ธุรกิจต้องเตรียมไว้เสมอ ไม่ใช่แค่ช่วงวิกฤตแต่คือทุกช่วงของการทำธุรกิจ คือ ‘เงินสด’ เหมือนคำพูดที่ว่า “Revenue is vanity, Profit is sanity, Cash Flow is reality” แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้น ก็คือ คนทำธุรกิจวันนี้บริหารเงินสดได้ดีพอแล้วหรือยัง?
เทคนิคการบริหารเงินสดในมือ มันคือการที่ต้องรู้ว่าเงินอยู่ส่วนไหนบ้าง, เก็บเงินจากลูกหนี้ได้ไหม และเงินสดจากธนาคารจะเอามาบริหารต่อยังไง
🔥 Forecast Accuracy ไม่ค่อยแม่น ทำให้เงินไปอยู่กับสต๊อกที่ขายไม่ดีมากไปไหม
🔥 มียอดขายเยอะมาก แต่เก็บเงินจากลูกหนี้มาไม่ได้หรือเปล่า
🔥 มี Credit Line ธนาคาร ไม่ได้แปลว่าจะใช้เงินได้หมด เผลอ ๆ ถ้าเงินไม่อยู่ในมือ ก็อาจจะถูกตัด Credit Line ได้เหมือนกัน
ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ธุรกิจต้องดู และเตรียมให้พร้อมด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดของธุรกิจทุกช่วงเลย
💡 Tips: คนทำธุรกิจต้องรู้ว่าเงินที่เข้ามา หรือเงินที่ออกไปเป็นมันอยู่ตรงส่วนไหนบ้าง และจะหารายได้มาจากช่องทางไหนเพิ่ม
บทเรียนที่ 4 - ถ้าวิกฤตทำให้คนซื้อน้อยลง ก็ต้องเอาสินค้าไปหาคนที่พร้อมซื้อ
การที่วิกฤตจะเกิด ไม่ใช่ว่ายอดขายของทุกธุรกิจจะกลายเป็นศูนย์เลยทันที แต่มันจะชะลอตัว หรือซื้อน้อยลงแทน
ซึ่งการสร้างยอดขายในช่วงวิกฤต เพื่อให้ธุรกิจไปต่อได้ มีอยู่ 4 วิธี คือ
- ขายของเดิมให้คนเดิม ซึ่งก็คือพื้นฐานที่ทุกธุรกิจทำ
- ขายของเดิมให้คนใหม่ เช่น ส่งออกไปขายตลาดอื่นแทน หรือหาสินค้าที่ลูกค้ามีกำลังซื้อไหวในกลุ่มอื่น
- ขายของใหม่ให้คนเดิม เช่น การออกคอลเลกชันใหม่ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มใหม่
- ขายของใหม่ให้คนใหม่ เช่น การออกคอลเลกชันใหม่ เพื่อขายลูกค้ากลุ่มใหม่
สิ่งที่เราต้องถามตัวเองก็คือ ถ้าคนไม่ซื้อสินค้าแบบนี้แล้ว เขาอยากซื้ออะไร การตั้งคำถามแบบนี้ ก็จะช่วยให้หาทางสร้างยอดขายได้
💡 Tips: ทุกธุรกิจมีปัญหาในตัวเองอยู่แล้ว เพราะสินค้าบางอย่างก็ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนต้องการในบางช่วงเวลา แต่สิ่งสำคัญที่จะทำให้เราสร้างยอดขายได้คือการสร้างสินค้า และเอาสินค้าไปหาคนที่พร้อมซื้อ
บทเรียนที่ 5 - ทุกวิกฤตรับมือได้ ถ้ารู้ว่า ‘ต้องทำอะไรก่อน’
ไม่มีปัญหาครั้งไหนเหมือนกันเป๊ะ หรือมีในตำรา นั่นเลยเป็นเรื่องที่ต้องใช้ประสบการณ์ และหาวิธีในการรับมือใหม่ ๆ ตลอด แต่แนวทางที่สำคัญในการแก้ปัญหาก็คือ ‘เราต้องจัดการอะไรก่อน’
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเจอปัญหาเรื่องสงคราม ที่มันมากระทบต้นทุน วิธีการแก้ปัญหาก็คือ ต้องหาทางเจรจากับ Supplier เพื่อหาทางออกว่า จะเพิ่มจำนวนการสั่งได้ไหม หรือจะทำยังไงให้ประสิทธิภาพมันมากขึ้น เป็นต้น แต่อันดับแรกต้องรู้ก่อนว่า ปัญหาที่เจอคือเรื่องอะไร เพื่อหาวิธีการรับมือได้ถูก
💡 Tips: ถ้าอยากรู้ว่าปัญหานี้ต้องแก้ด้วยแบบไหน ถ้าเป็นคนทำธุรกิจที่ยังไม่มีประสบการณ์ สิ่งที่ช่วยได้คือการอ่านหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจเยอะ ๆ โดยเฉพาะหนังสือที่มาจากประสบการณ์ตรง เพราะนั่นจะทำให้นักธุรกิจมองเห็นแนวทางการแก้ปัญหาคร่าว ๆ ที่สามารถเอามาปรับใช้ได้ หรือหา Mentor ที่ผ่านวิกฤตมาก่อนก็จะช่วยให้คำแนะนำเราได้เหมือนกัน
บทเรียนที่ 6 - จิตใจต้องเข้มแข็งอย่าเปราะบาง ถ้าอยากผ่านสิ่งที่ขวางทางไปได้
Mindset ที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะคนทำธุรกิจ หรือคนทำงานทั่วไปต้องมีเลยเวลาเจออุปสรรค คือต้องแข็งแกร่ง และยืดหยุ่น
ความแข็งแกร่ง คือ จิตใจต้องเข้มแข็งมาก ๆ และไม่ยอมแพ้เวลาเจอปัญหา เพราะปัญหาเป็นเรื่องคู่กับการทำงานอยู่แล้ว
ความยืดหยุ่น คือ ต้องยอมรับว่าบางสิ่งจะไม่เหมือนเดิม บางสิ่งที่เคยมีอาจจะไม่มี และพร้อมที่จะปรับตัวตลอดเวลา
คุณรวิศ บอกเราว่า
“คนที่ไม่ยอมแพ้ ส่วนใหญ่แล้วมันจะหาทางรอดจนได้”
💡 Tips: การจะสร้าง 2 เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย สิ่งที่ทำได้ คือการฝึกทำของยากในทุก ๆ วัน เมื่อทำของยากจิตใจเราจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น และยืดหยุ่นมากขึ้น พร้อมปรับตัวในสถานการณ์ต่าง ๆ มากขึ้น
บทเรียนที่ 7 - ผลลัพธ์การันตีไม่ได้ แต่สิ่งที่การันตีได้คือ ‘ตัวเราทำอะไรได้’
การเตรียมรับมือก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องเผื่อพื้นที่ให้ worst case ด้วย เพราะผลลัพธ์เป็นสิ่งที่คาดเดายาก และไม่สามารถการันตีได้ แต่สิ่งที่การันตีได้คือ ‘สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้’
สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ว่าเราทำอะไรได้ และเราต้องทำให้เต็มที่ เพราะถ้าเราทำแบบไม่ตั้งใจ สุดท้ายเรามองกลับมาก็จะเสียดาย แต่ถ้าทำเต็มที่ เราจะไม่เสียดาย ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมันอาจจะเสียหาย หรืออาจจะต้องปิดธุรกิจ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเริ่มใหม่ไม่ได้
เพราะสิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ผลลัพธ์ แต่คือเหตุผลของการเลือกทำของเราเอง ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คุณรวิศมองว่า เป็นเรื่องสำคัญที่สุด
💡 Tips: ไม่ว่าจะเจอวิกฤตอะไร ทำให้เต็มที่เพื่อให้ย้อนกลับมามองแล้วจะไม่รู้สึกเสียดายทีหลัง เพราะสุดท้ายสิ่งสำคัญไม่ใช่ผลลัพธ์ แต่คือเหตุผลตั้งต้นของการเลือกทำธุรกิจของเราเองต่างหาก เพราะถ้าเราอยากทำธุรกิจ ต่อให้ธุรกิจปิดกิจการไป เราก็จะสามารถเริ่มใหม่ได้เรื่อย ๆ
สัมภาษณ์, เรียบเรียง: ธัญวรัตน์ ปกรณ์รัศมี