เคยสังเกตไหมว่า…เวลาเห็นคนเขาดีเบตกัน ทำไมบางคนจำตัวเลขได้แม่นเหมือนมีเครื่องคิดเลขอยู่ในหัว บางคนมีข้อมูล บางคนจำประเด็นเรียนรู้ไว เหมือนสมองรับข้อมูลได้ทันที!
แต่กลับกันบางคนอ่านแล้วอ่านอีก อ่านเท่าไหร่ก็ยังรู้สึกเหมือนผ่านแต่ดวงตา แต่กลับไม่ผ่านหัวแล่นสู่สมองสักที ความจริงคือ คนทำงานส่วนใหญ่ไม่ได้ ‘ขี้เกียจเรียนรู้’ แต่หลายคนแค่เหนื่อยกับการเรียนรู้แบบที่ไม่ค่อยได้ผลมากกว่า
จนทำให้คนที่อยากเรียนรู้ เผลอสรุปว่า ‘เราคงไม่เก่ง’ แต่จริง ๆ แล้ว…ปัญหาอาจไม่ใช่ความสามารถของเรา แต่อาจเป็นเพราะเราโตมากับวิธีเรียนที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ ‘คิดว่าเรียนแล้ว’ ทั้งที่ ‘สมองยังไม่ได้เรียนรู้จริง ๆ’
- เราอ่านซ้ำเพื่อให้คุ้น แล้วคิดว่าจะจำได้
- เราซ้อมท่องติด ๆ กันเพื่อให้มั่นใจ แล้วคิดว่าพร้อมแล้ว
แต่ความคุ้นชิน กับความมั่นใจ บางทีก็ไม่ได้แปลว่า “จำได้ตอนต้องเอาไปใช้จริง”
หนึ่งในบทความจาก fastcompany พูดถึงประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience) ไว้ว่า การเพิ่มพลังความจำทำได้ค่อนข้างง่าย ถ้าเราเปลี่ยนวิธีเรียนให้ถูกทาง เพราะการเรียนรู้ไม่ใช่การยัดข้อมูลเข้าหัวอย่างเดียว แต่มันคือการ “ดึง, จัดเรียง และทำให้ข้อมูลเด่นขึ้น” ในความจำระยะยาว
7 เทคนิค วิธีเรียนไว จำแม่น อยากอัปเกรดความจำ ไม่ต้องรอพรสวรรค์ แค่ปรับวิธีซ้อมให้ถูกจุด เริ่มต้นได้เพียงแค่เลือก 1 วิธีไปปรับใช้อย่างสม่ำเสมอ
1. เริ่มจากทดสอบตัวเอง (Test yourself)
งานวิจัยคลาสสิกที่ตีพิมพ์ใน Psychological Science in the Public Interest ระบุว่า การทดสอบตัวเองเป็นวิธีที่ได้ผลมากในการเร่งการเรียนรู้ เพราะทุกครั้งที่เรา “ตอบผิด” คุณไม่ได้แค่จำคำตอบที่ถูกหลังจากไปหาข้อมูลเพิ่ม แต่เรายังจำได้ด้วยว่า ‘ตรงนี้เราเคยตอบผิดนะ/เราเคยลืมจุดนี้นะ’ ซึ่งทำให้สมองมี ‘บริบทเพิ่มขึ้น’ (ยิ่งถ้าเราเป็นคนกดดันตัวเองง่าย จะยิ่งจำเหตุการณ์นั้นได้ชัดเจนมากขึ้นไปอีก)
[เทคนิคง่าย ๆ ลองฝึกได้กับตัวเอง]
- ให้เราเริ่มจากฝึกซ้อมอะไรก็ได้ โดยต้องกล้าตั้งคำถาม และกล้าตอบคำถาม ตัวอย่างเช่น ถ้าเกิดเราเป็นนักขาย ทดสอบด้วยการ ลิสต์ 4 ประเด็นหลัก ที่ต้องพูด โดยมีกฎข้อห้ามคือหากมีสคริปต์ อย่าซ้อมแบบพูดไปเรื่อย แต่ให้ทดสอบว่า หลัง Intro จบจะพูดอะไรต่อ
- เช่น ทดสอบว่าจำ ตัวเลขต้นทุน / ตารางราคา ได้ไหม
- ทดสอบการตอบคำถามที่จะเจอลูกค้าถาม หรือเหตุการณ์ข้อโต้แย้ง จากลูกค้า
หากเราทำมันอย่างสม่ำเสมอ เราจะได้ทั้งความมั่นใจขึ้นว่าเรารู้อะไรแล้ว และ เราจะรู้เร็วขึ้นว่าเรายังไม่รู้อะไร ในตอนนี้ ซึ่งเป็นหนี่งในเคล็ดลับการปรับ Mindset ไปในตัวด้วยว่า ไม่รู้ไม่ผิด แต่ต้องกล้าเรียนรู้เพื่อหาคำตอบอยู่เสมอ
2. เรียนรู้ 2–3 เรื่อง ใกล้ ๆ กัน ในเวลาเดียวกัน (Interleaving)
วิธีนี้เรียกว่า interleaving คือการเรียนหรือฝึก “ทักษะ/หัวข้อที่เกี่ยวข้องกัน” แบบสลับไปมาในช่วงเดียว แทนที่จะโฟกัสเรื่องเดียวตลอดทั้งรอบ ให้ตั้งใจฝึกหลายอย่างเรียงกัน โดยงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Educational Psychology Review เสนอแนวคิดว่า interleaving ช่วยให้สมอง แยกความต่างของแต่ละทักษะ/แนวคิดได้ดีขึ้น
เพราะถ้าเราฝึกทักษะเดียววน ๆ เราอาจทำได้แบบออโต้จนไม่ต้องคิด แต่ถ้าสลับหลายทักษะ สมองจะทำแบบไม่คิดไม่ได้ โดยกระบวนการนี้จะฝึกให้สมองของเราได้ใช้ความพยายามมากขึ้นในการเรียนรู้
ดังนั้นต้องปรับ ต้องสังเกตการเรียนรู้ของตัวเรา ซึ่งจะทำให้การเรียนรู้ ‘ลึกขึ้น’ ไม่ใช่แค่ทำได้ตามความเคยชิน ซึ่งทำได้ง่าย ๆ ลองฝึกเรียนรู้ไม่เกิน 3 เรื่อง และแบ่งเวลาการเรียนรู้เท่า ๆ กัน ซึ่งอาจจะลองใช้เทคนิค Pomodoro เข้ามาผสมผสานได้ คือ โฟกัส 25 นาที และหยุดพัก 5 นาที
3. ปรับโจทย์นิดเดียวในการเรียนรู้ จะทำให้เรียนรู้ได้ไวยิ่งขึ้น
จริง ๆ แล้วการทำสิ่งเดิมซ้ำ ๆ โดยหวังว่าจะเก่งขึ้น แท้จริงแล้วอาจไม่ช่วยให้พัฒนาเร็วขึ้นเสมอไป และบางครั้งอาจทำให้ ‘ทักษะที่เรียนรู้มาลดลง’ ได้ด้วย งานวิจัยที่อ้างถึงจาก Johns Hopkins Medicine บอกว่า การเรียนรู้เรื่องเดิมติด ๆ กัน ทำให้คุณ ทำได้ดีขึ้นจริง ในรอบถัดไป แต่สิ่งที่ได้มักเป็น ‘ความเคยชิน’ ซึ่งไม่ใช่ ‘ความเก่ง’ ที่จะปรับตัวไปใช้ได้ในสถานการณ์หลากหลาย
แต่ถ้าเรากล้าที่จะ ‘ปรับโจทย์นิดเดียว’ สมองจะต้องกลับมา คิดและปรับ มันเลยเกิดการเรียนรู้แบบลึกกว่า และไวกว่า เหตุผลก็เพราะ Reconsolidation หรือ กระบวนการที่ความทรงจำที่ถูกบันทึกไว้ในความจำระยะยาว (Long-term memory) ถูกเรียกกลับมาใช้งาน หรือเรียกง่าย ๆ ว่า เวลาเราดึงความจำเดิมขึ้นมาใช้ แล้วเจอเงื่อนไขใหม่ สมองจะอัปเดตความจำเดิม ให้แน่นขึ้น ไม่ใช่แค่ทำซ้ำ แต่สมองจะปรับตัวตามสถานการณ์
[เทคนิคง่าย ๆ ลองฝึกได้กับตัวเอง]
- ถ้าเราอยากพรีเซนต์ได้เก่งขึ้น มั่นใจมากขึ้น จำไว้ว่าอย่าซ้อมเหมือนเดิมทุกครั้ง ให้ลองซ้อมแล้ว ‘เปลี่ยน หรือ ปรับโจทย์เล็กน้อย’ เช่น
- พูดเร็วขึ้นนิด / ช้าลงนิด / เลื่อนสไลด์ไวขึ้นนิดเดียว (ให้ลองผิด ลองถูกบ่อย ๆ เพราะจะยิ่งทำให้เกิดการปรับความรู้ และเรียนรู้ไวยิ่งขึ้น)
- หรือจะลองเปลี่ยนอุปกรณ์ หรือ เปลี่ยนสถานการณ์ที่ฝึกซ้อมเล็กน้อย เช่น โปรเจกเตอร์, Clicker, ไมค์ ให้ต่างจากเดิม เพื่อให้พร้อมกับสิ่งไม่คาดคิด
- ระหว่างการซ้อมอย่าหักโหมเกินไป แบ่งซ้อมเป็นช่วง ๆ ได้ แต่ต้องอย่าลืมว่าให้พักอย่างน้อย 6 ชม. เพื่อให้ความจำได้พักในการจัดเก็บ (ถ้าวันนี้ยังไม่โอเค ค่อยซ้อมต่อวันรุ่งขึ้นได้)
เพราะทุกครั้งที่มีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย สมองของเราจะต้องปรับทุกครั้ง ซึ่งจะทำให้จำแม่นขึ้น และเก่งไวกว่าคนที่ทำแบบเดิม ๆ
4. ซ้อมพูด ซ้อมจำในหัวก็ดีนะ แต่ถ้าซ้อม “ออกเสียง” จะเห็นผลชัดดีกว่ามาก
งานวิจัยใน Journal of Experimental Psychology: Learning, Memory, and Cognition พบว่า เมื่อเทียบกับการอ่านเงียบ ๆ หรือคิดเงียบ ๆ การที่เรา “พูด” ออกมาจะเป็นกลไกที่ทรงพลังในการช่วยจำข้อมูลบางอย่าง
เหตุผลตามที่นักวิจัยอธิบายคือ สมองจะจดจำได้ดีขึ้นเมื่อเรามีส่วนร่วมแบบลงมือทำ พอเรา ‘พูด’ เราไม่ได้แค่รับข้อมูล แต่เรา ‘ผลิต’ มันออกมาด้วย ผลคือคำหรือประโยคที่เราพูดจะ เด่นชัดขึ้นในความจำระยะยาว และเลยทำให้เราจำง่ายขึ้น
ดังนั้นเมื่อรู้แบบนี้แล้วลองกลับไปฝึกได้ทันที
- อ่านในหัว = ผ่านตา เพียงอย่างเดียว
- พูดออกเสียง = ผ่านตา + ผ่านปาก + ผ่านหู สมองเลยมีร่องรอยให้จำมากกว่าเดิม
5. ไม่ไหวก็พักก่อน เรียนรู้ไปพักไป ดีกว่าเรียนอัดแล้วสมองจดจำอะไรไม่ได้เลย
อย่างที่บอกไปในข้อที่ 3 ทุกครั้งที่มีการเรียนรู้ การซ้อม การจดจำต่าง ๆ สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือ ‘การพักบ้าง’ ก่อนจะกลับมาทำซ้ำ หรือเรียนรู้อีกครั้ง โดยงานวิจัยใน Psychological Science ชี้ว่า distributed practice (การฝึกแบบเว้นระยะ) มีประสิทธิภาพกว่าการอัดเรียน อัดความรู้ยาว ๆ
[เทคนิคนี้มี 2 แนวคิดที่น่าสนใจ]
- Study-phase retrieval theory ทุกครั้งที่เราพยายาม ‘นึกอะไรสักเรื่องจากความจำ’ แล้วนึกได้สำเร็จมากขึ้น ความจำนั้นจะลืมยากขึ้น แต่กลับกันถ้าเราซ้อมจำ หรืออัดความรู้ติดต่อกันยาว ๆ รอบแล้วรอบเล่า มันจะยิ่งทำให้ความรู้อุดตัน และสะสมจนค้างอยู่ในหัว (แน่นอนว่าความจำเราจำหลายมากจนเกินไป) ทำให้จำไม่แม่น และมีโอกาสหลงลืมได้ง่ายกว่า
- Contextual variability เวลาเราจำข้อมูล สมองไม่ได้จำแค่ข้อมูล แต่จำบริบทไปด้วย ก็เหมือนกับเราฟังเพลงเก่าแล้วนึกออกว่า ตอนนั้นเราอยู่ที่ไหน เรารู้สึกยังไง พอเราเว้นระยะกลับมาซ้อมในเวลาที่ต่างออกไป สมองจะมีบริบทเพิ่มขึ้น และบริบทพวกนี้กลายเป็นตัวช่วยให้ นึกออกง่ายขึ้น จำแม่นขึ้นนั่นเอง
6. เรียนรู้ก่อนนอน → นอนหลับ → เช้าทบทวนสั้น ๆ วิธีนี้ช่วยให้จำได้นานขึ้นแบบเห็นผลจริง
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องตลกนะ เพราะมีงานวิจัยรองรับจริง ๆ โดยงานวิจัยปี 2016 ใน Psychological Science พบว่า คนที่ เรียนก่อนนอน แล้วค่อยนอน แล้วตื่นมาทบทวนเร็ว ๆ ตอนเช้า จะใช้เวลาเรียนน้อยลง แต่ความจำระยะยาวดีขึ้นถึง 50% (นี่แหละ ทำน้อยแต่ได้มากของจริง)
โดยหนึ่งเหตุผลคือสิ่งที่เรียกว่า “sleep-dependent memory consolidation” ตอนเรานอน สมองเหมือนกำลังจัดระบบความจำเพื่อประมวลผลความจำแบบออฟไลน์ เพื่อช่วยให้ความจำถูกสร้างและถูกปรับรูปแบบ ซึ่งกลายเป็นว่า มันไม่ใช่แค่นอนแล้วหายเหนื่อย แต่นอนแล้ว สมองช่วยเก็บสิ่งที่เรียนให้เป็นระเบียบขึ้น
7. การออกกำลังกาย ช่วยให้ ‘เรียนไว และ จำแม่นขึ้น’
งานวิจัยใน Scientific Reports พบว่า การออกกำลังกายระดับปานกลาง โดยคุมอัตราการเต้นหัวใจไว้ที่ 50%–80% ของระดับสูงสุด ช่วยได้มากในเรื่องของ
- การนึกย้อนความจำดีขึ้น (recall)
- การเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้ดีขึ้น (associative learning)
- เพิ่มความสามารถของสมองในการรับและเก็บข้อมูล
มีงานวิจัยอีกชิ้นใน Scientific Reports ระบุว่า การปั่นจักรยาน 15 นาที ที่ใช้กำลังประมาณ 80% (ถือว่าหนักมาก) ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด ให้ผลด้านความจำ ดีกว่าการออกกำลังกายในระดับปานกลาง 30 นาที และ 30 นาทีแบบปานกลางก็ยัง ดีกว่าไม่ออกกำลังกายเลย
มีอีกงานวิจัยใน Proceedings of the National Academy of Sciences ชี้ว่า การออกกำลังกายสามารถเพิ่มขนาดของ hippocampus หรือ สมองที่ช่วยเรื่องความจำระยะยาวในการเรียนรู้ รวมไปถึงหากใครอายุมาก ราว ๆ 60–70 ปี จะช่วยลดผลกระทบของความจำที่แย่ลงตามอายุได้อีกด้วย
ถ้าอยากให้สมองจำได้ดีขึ้น และ เรียนรู้ไวขึ้น การออกกำลังกายจะไม่ใช่แค่เพื่อร่างกายแข็งแรง หรือหุ่นดีขึ้น แต่เป็นเหมือนการ อุ่นเครื่องสมองก่อนเรียนรู้ได้อีกด้วย
สุดท้ายนี้ ก่อนจะเลื่อนไปทำอย่างอื่น อยากให้ลองถามตัวเอง 1 คำถาม
‘วันนี้คุณกำลังเรียนรู้จริง ๆ หรือแค่ ‘กำลังทำให้รู้สึกว่าเรียนแล้ว’ ?
เริ่มต้นได้ทันที! ลองเลือกทำแค่ 1 วิธีจาก 7 ข้อนี้ ไม่ต้องครบ ไม่ต้องเพอร์เฟกต์ แค่ให้สมองได้เริ่ม ‘เก็บเป็น’ สักครั้ง
แปล เรียบเรียง: กิตติภพ ปานล้ำเลิศ
ที่มา
- 7 ways to learn faster and improve your memory, backed by neuroscience
- Interleaving Helps Students Distinguish among Similar Concepts
- Study Shows Quitting Smoking Completely Is Best Way to Protect Your Health