ตัวไหนเก่งยังไงบ้าง! OpenAI ปล่อย GPT-6 Sol และ Luna เมื่อ AI เริ่มแบ่งงานกันทำเหมือนมีทีมเป็นของตัวเอง

Last updated on ก.ย. 23, 2026

Posted on ก.ย. 23, 2026

ล่าสุด! OpenAI ไม่แผ่ว เปิดตัว GPT-6 Sol และ GPT-6 Luna ต่อจาก GPT-6 Astra ทำให้ตระกูล GPT-6 ไม่ได้มีแค่ตัวที่เก่งที่สุดแต่มีโมเดลที่ถูกวางให้เหมาะกับระดับความยาก ความเร็ว และต้นทุนของงานที่ต่างกัน

OpenAI อธิบายโมเดลตัวเทพก่อนหน้าอย่าง Astra เหมาะกับโจทย์คลุมเครือ, การวิเคราะห์ลึก และงานใหญ่ที่ซับซ้อน, ส่วน GPT-6 Sol  เป็นตัวใช้งานประจำสำหรับงานเขียน Coding และงานที่ต้องใช้ Judgment ส่วน GPT-6 Luna เน้นงานที่กำหนดขอบเขตชัด งานคัดกรอง และ Automation ที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ

มัดรวม สรุปเนื้อหาของฝั่งบ้าน OpenAI เพื่อการตัดสินใจในการเลือกใช้ AI ให้เหมาะสมกับงานของทุกคน

1. GPT-6 Sol เหมาะกับงานจริงในทุกวันที่ยังต้อง ‘คิดและตัดสินใจ’

OpenAI เรียก Sol ว่า “Great everyday driver” สำหรับ Writing, Coding และงานที่ต้องใช้ Judgment และใน Model Catalog ระบุว่าโมเดลนี้ถูกสร้างมาสำหรับ Complex Coding และ Agentic Workflows โดยเฉพาะ

เช่น เราอาจจะไม่ได้ต้องการแค่สรุปข่าวนี้ แต่ต้องการ อ่านข่าวหลายแหล่ง → เช็กข้อเท็จจริง → หา Insight → วิเคราะห์ผลกระทบ → เขียนเป็นคอนเทนต์ งานแบบนี้ต้องมีการเลือกและตัดสินใจระหว่างทางอยู่ตลอด

Sol จึงเหมาะกับงานอย่างการ Research ประจำวัน, Fact-check, Writing และ Editing ที่ต้องคิด, Coding, วิเคราะห์เอกสาร หรือ Workflow ที่ต้องใช้ Judgment มากกว่าการทำตามคำสั่งแบบตรงไปตรงมา

  • OpenAI แนะนำ GPT-6 Sol ระดับ Low สำหรับงานเขียนและแก้ไขที่มีขอบเขตชัด รวมถึง Fact-checking
  • ส่วน Medium เหมาะกับ Research, Coding และ Workflow ที่ต้องการทั้ง Judgment และความครบถ้วน
  • Extra High ใช้กับงานวิเคราะห์ลึก ตรวจสอบอย่างละเอียด หรือ Review เอกสาร ข้อมูล และ Code

2. ตัวต่อมาคือ GPT-6 Luna เหมาะกับงานที่โจทย์ชัด ทำบ่อย หรือมีปริมาณมาก และต้องการคุมงบ

GPT-6 Luna ถูกนิยามว่าเป็น โมเดลที่มีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับงานที่โจทย์ชัด ทำซ้ำบ่อย และมีปริมาณเยอะ เช่น งานคัดแยกข้อมูล, งานดึงข้อมูลม งานตรวจเบื้องต้น หรือ Automation ที่ต้องรันซ้ำ ๆ ดังนั้น Luna เหมาะกับงานที่รู้ชัดว่าต้องทำอะไร และต้องทำแบบเดิมซ้ำ ๆ จำนวนมาก

ซึ่งวิธีที่จะทำให้การใช้ GPT-6 Luna ได้เต็มประสิทธิภาพคือเราต้องมีโจทย์ที่ชัดมากพอ เช่น

→ สั่งให้ GPT-6 Luna อ่านข้อความเหล่านี้แล้วแยกชื่อ บริษัท และอีเมลออกมา
→ สั่งให้ GPT-6 Luna จัด Feedback ลูกค้าเข้าหมวดตามกติกานี้→ สั่งให้ GPT-6 Luna แก้ 5 จุดในเอกสารนี้ตาม Brief
→ สั่งให้ GPT-6 Luna ปรับข้อความทั้งหมดให้อยู่ใน Format เดียวกัน
→ สั่งให้ GPT-6 Luna ทำ Automation แบบเดิมทุกวัน 

  • OpenAI แนะนำ Luna ระดับ Low สำหรับ Fine-grained Edits, ปัญหาที่กำหนดขอบเขตชัด และ Simple Data Extraction
  • ขณะที่ Medium รองรับการสร้างงานจาก Brief ที่ชัดและการแก้หลายส่วนให้สอดคล้องกันได้
  • ส่วนระดับ Extra High สามารถไปถึงงานที่ต้องค้นหา Context หลายแอป จัดลำดับความสำคัญ และแก้โจทย์ที่มี Constraints ชัดได้ด้วย

3. ย้อนกลับมาที่ GPT-6 Astra นี่คือโมเดลตัวท็อปสุดของบ้าน OpenAI ณ เวลานี้

OpenAI เรียก GPT-6 Astra ว่า โมเดลที่มีความสามารถสูงที่สุดของตระกูล GPT-6 สำหรับงาน end-to-end ที่ยาก และระบุว่าเด่นด้าน Computer Use, Browsing, Software Engineering, Science และ Professional Work รวมถึง Workflow ที่ต้องทำงานต่อเนื่องหลายขั้นผ่าน Code, Browser และซอฟต์แวร์ต่าง ๆ

ดังนั้นถ้าใครทำงานในด้านนี้ อาจจะเหมาะกับการนำ GPT-6 Astra ไปใช้

  • Deep Research ที่ไม่ได้ต้องการแค่สรุป แต่ต้องอ่านหลายแหล่งและหาข้อสรุปจากภาพรวม
  • Strategy ที่โจทย์มีหลายปัจจัย ไม่มีคำตอบตายตัว และต้องคิดผลกระทบหลายด้าน
  • งานใหญ่หลายขั้นที่ต้องคิดทุกขั้น เช่น ต้องค้นข้อมูลหลายแหล่ง, เจอข้อมูลขัดกัน, วิเคราะห์ว่าอะไรน่าเชื่อ แล้วตัดสินใจว่าจะเดินงานต่ออย่างไร
  • Complex Coding หรือ Software Engineering ที่ต้องเข้าใจระบบขนาดใหญ่และแก้ปัญหาต่อเนื่อง
  • Deliverable สำคัญ ที่มี Requirement เยอะและต้องรักษารายละเอียดจำนวนมาก

ใน Model Selection Guide OpenAI แนะนำ Astra ระดับ Medium สำหรับโปรเจกต์ใหญ่ที่ต้องใช้ Context กว้างและต้องการผลลัพธ์ครบถ้วน ส่วนระดับ Extra High เหมาะกับการวิเคราะห์ที่หนักขึ้นและ Deliverable ซับซ้อนที่มีข้อกำหนดเข้มงวด แต่สิ่งสำคัญคือ ไม่ได้แปลว่า Astra ต้องถูกเลือกทุกครั้งที่งาน สำคัญ ถ้างานนั้นชัดเจนและโมเดลที่เล็กกว่ายังทำได้ตามมาตรฐานที่ต้องการ การเลือก Astra ก็อาจเป็นการใช้ความสามารถมากเกินความจำเป็น


แล้วคนใช้ ChatGPT ทั่วไปต้องเลือกซื้อ 3 ตัวนี้ไหม?

คำตอบคือไม่ต้องซื้อ Astra, Sol หรือ Luna แยกทีละตัว เพราะคนทั่วไปยังจ่ายเป็นค่าสมาชิก ChatGPT ตามแพ็กเกจเหมือนเดิม ส่วนสิทธิ์ใช้แต่ละโมเดลขึ้นอยู่กับแพ็กเกจและพื้นที่การใช้งานที่ OpenAI เปิดให้

ตอนนี้ Sol และ Luna เริ่มเปิดใน ChatGPT Work และ Codex สำหรับแพ็กเกจ Plus ขึ้นไป ขณะที่ Free และ Go สามารถทดลอง Luna ผ่าน Desktop app ได้ ส่วนฝั่งนักพัฒนาและองค์กรสามารถเลือกทั้ง Sol และ Luna ผ่าน API ได้แล้ว 


สำหรับใครที่สนใจ หรืออยากดูแพคเพิ่มเติมว่าเหมาะกับแบบไหน ก็สาดไปสมาชิกที่ลิงก์ด้านล่างได้เลย
https://chatgpt.com/th-TH/pricing

ส่วนใครสายนักพัฒนาดูประสิทธิภาพ และราคาเพิ่มเติมได้ลิงก์นี้
https://developers.openai.com/api/docs/models/compare


ที่มา

trending trending sports recipe

Share on

Tags