รายงาน “State of the World’s Emotional Health 2025” โดย Gallup และ World Health Summit ทั่วทั้งโลกกำลังเผชิญอารมณ์เชิงลบ และความเครียดติดต่อกันยาวนาน!
ทั่วโลกกำลังเผชิญอารมณ์ลบมากขึ้นกว่าทศวรรษก่อน ทั้งความกังวล, เครียด, เศร้า, โกรธ และเจ็บปวดทางกายภาพ อารมณ์เหล่านี้ไม่ได้แค่ทำให้รู้สึกไม่ดีชั่วคราว แต่ส่งผลต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต และความมั่นคงของสังคม ทำไมเรื่องนี้สำคัญ เพราะอารมณ์ของผู้คนเชื่อมโยงกับ สุขภาพ และ สันติภาพ อย่างลึกซึ้ง เมื่อสันติภาพแข็งแรง ระบบสุขภาพและชีวิตประจำวันก็ทำงานได้ดีขึ้น แต่เมื่อสังคมแตกแยก ความไม่สุขและความเครียดจะกัดกร่อนทุกอย่าง
การติดตามอารมณ์เป็นเหมือน สัญญาณเตือนเร็ว ให้ผู้นำเห็นความเปราะบางของประเทศและชุมชน ก่อนจะลุกลามเป็นปัญหาใหญ่ โดยรายงานฉบับนี้จากทาง Gallup และ World Health Summit ได้สำรวจมากกว่า 140 ประเทศ สัมภาษณ์กว่า 145,000 คนในปี 2024 เพื่อติดตาม “อารมณ์ประจำวัน” เช่น ความกังวล, โกรธ, เศร้า, เจ็บปวด และความเพลิดเพลิน หรือความสุข เป็นต้น
โดยรายงานนี้หวังว่าจะสามารถช่วยให้ผู้นำ หรือคนส่วนใหญ่ อ่านแล้วเข้าใจเรื่องของภาวะอารมณ์คนทั้งโลกได้มากขึ้น ลดความเสี่ยงได้เร็วขึ้น และสร้างสังคมที่มั่นคงโดยเฉพาะภาวะสุขภาพดียิ่งขึ้น ซึ่งทาง CREATIVE TALK จะขอรวบสรุปเนื้อหาที่สำคัญ ๆ ออกมาเป็น 4 เรื่องสำคัญ
เรื่องที่ 1 : ภูมิทัศน์อารมณ์ของโลก ด้านอารมณ์เชิงลบ (Global Trends in Daily Negative Experiences)
ในปี 2024 ทาง Gallup ได้ลงไปสำรวจผู้คน โดยเฉพาะกลุ่ม adults หรือผู้ใหญ่หลายคน ว่าพวกเขาเผชิญกับอารมณ์ลบ 5 แบบ (กังวล, เครียด, ความเจ็บปวดทางกายภาพ, ความเศร้า, โกรธ) โดยสถิติส่วนใหญ่พบว่า
🔴 39% มีความกังวลมากที่สุด (Worry)
🔴 37% มีความเครียด (Stress)
🔴 32% มีความเจ็บปวดทางกายภาพ (Physical pain)
🔴 26% มีภาวะเศร้า (Sadness)
🔴 22% และสุดท้ายมีภาวะโกรธ (Anger)
จากข้อมูลนี้จะเห็นว่า แนวโน้มอารมณ์ลบที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกตลอดทศวรรษที่ผ่านมาเป็นที่รับรู้กันดี แต่ผู้นำ หรือสังคมส่วนใหญ่มักมองข้าม เพราะเน้นตัวชี้วัดเศรษฐกิจมากกว่าความเป็นอยู่ทางอารมณ์ของผู้คนในแต่ละวัน ทั้งที่อารมณ์ลบเหล่านี้ไม่ได้แค่สะท้อนความทุกข์ แต่ยัง ทำให้คนบางคนเกิดมุมมองแคบลง และบั่นทอนความสามารถในการรับมือเรื่องต่าง ๆ หรือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ซึ่งส่งผลให้คนและสังคม เปราะบางต่อความไม่มั่นคง มากขึ้น
ในขณะที่อารมณ์โดยรวมของโลกแย่ลง ความมั่นคงก็ลดลงด้วย เพราะมีความไม่สงบทางการเมืองหลากหลายประเทศ รวมถึงความขัดแย้ง และยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น ดัชนีสันติภาพโลก (GPI) ซึ่งติดตามความรุนแรงและความขัดแย้งใน 163 ประเทศ ระบุว่า การจลาจล การนัดหยุดงาน และการชุมนุมต้านรัฐบาล เพิ่มขึ้น 244% ระหว่างปี 2011–2019 (ก่อนโควิดเสียอีก)
เรื่องที่ 2 : ช่องว่างตามอายุมีผลต่ออารมณ์อย่ามาก! (Age Gaps)
เรื่องของอายุมีผลต่อภาวะทางอารมณ์ ไม่ว่าจะหน้าที่ความรับผิดชอบ การอยู่ในสังคมที่แตกต่างกัน ความกดดัน บทบาทชีวิตที่แตกต่างกัน โดยจากสถิติระบุว่า
🔴 วัยรุ่น–วัยทำงานต้น (อายุ 15–29) มีกราฟที่นำโด่งในด้าน “ความกังวล/ความเครียด/เศร้า/โกรธ” ในปี 2024 โดยเฉพาะ 2 อารมณ์ที่มากที่สุดได้แก่ กังวล (Worry) 42% และ เครียด (Stress) 40% เพราะคนกลุ่มนี้มักเจอแรงกดดันเรื่องอนาคต, งาน, รายได้ และข่าวสารในชีวิตประจำวันมากที่สุด
🔴 วัยกลางคน (อายุ 30–49) นี่คือช่วงพีกเรื่องความเครียด (Stress) แม้ตัวเลขปีล่าสุดจะออกมาที่ 36% แต่แนวโน้มหลายปีชี้ว่ากลุ่มนี้มีตัวเลขสูงที่สุดในรอบปี ซึ่งชี้ให้เห็นถึงภาระงาน, ครอบครัว, การเงินที่ทับซ้อน และหลายคนพักผ่อนไม่เพียงพอ มีปัญหาเรื่องสุขภาพ
🔴 กลุ่มผู้สูงอายุ (50+) ตัวเลขชี้ให้เห็นถึง ‘ความเศร้า และ ความกังวล’ สูงเมื่อเทียบในกลุ่มอายุ (แม้ค่าจะน้อยกว่าคนหนุ่มสาว แต่เป็นอารมณ์ที่เด่นในกลุ่มนี้) สะท้อนให้เห็นถึงความโดดเดี่ยว และความมั่นคงในระยะยาว ทั้งด้านการเงิน และสุขภาพ
เรื่องที่ 3 : เพราะอารมณ์ของผู้คนไม่เหมือนกันในแต่ละประเทศ ดังนั้น รัฐที่มีความเปราะบางมีความกดดันสูง รวมที่สุดประเทศที่ส่งผลอารมณ์เชิงลบทั้ง 4 แบบ ซึ่งความเปราะบางนี้ได้รับผลจากความขัดแย้ง
โดยรายงาน State of the World’s Emotional Health 2025 ได้ระบถึง Top 10 ประเทศที่มีผลต่ออารมณ์เชิลบทั้ง 4 แบบ ได้แก่ โกรธ (Anger), กังวล (Worry), เศร้า (Sadness) และ เจ็บปวดทางกายภาพ (Physical pain)
10 อันดับประเทศที่มีภาวะโกรธ (Anger) สูงสุด ในปี 2024 ได้แก่
- ชาด (Chad) 47%
- จอร์แดน (Jordan) 46%
- อาร์เมเนีย (Armenia) 43
- ไซปรัสเหนือ (Northern Cyprus) 42%
- อิรัก (Iraq)
- เซียร์ราลีโอน (Sierra Leone) 40%
- กินี (Guinea) 39%
- สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (Democratic Republic of the Congo) 38%
- ปาเลสไตน์ (Palestine) 38%
- อิหร่าน (Iran) 37%
โดยประเทศที่มีภาวะโกรธ (Anger) สูงสุด ส่วนใหญ่เกิดจากพื้นที่สงคราม, ความขัดแย้ง หรือความไม่มั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจต่อเนื่อง อย่างใน ชาด (Chad) ความโกรธทำสถิติสูงสุดในปี 2024 อาจสะท้อนความไม่พอใจของประชาชนหลังเหตุโรงเก็บกระสุนระเบิดในเดือนมิถุนายน และความไม่สงบจากข้อพิพาทการเลือกตั้ง
10 อันดับประเทศที่มีภาวะความกังวล (Worry) สูงสุด ในปี 2024 ได้แก่
- เซียร์ราลีโอน (Sierra Leone) 67%
- กินี (Guinea) 66%
- มอลตา (Malta) 61%
- รวันดา (Rwanda) 61%
- ชาด (Chad) 60%
- บูร์กินาฟาโซ (Burkina Faso) 59%
- โมซัมบิก (Mozambique) 59%
- ไลบีเรีย (Liberia) 58%
- มาลี (Mali) 58%
- เบนิน (Benin) 57%
โดยประเทศที่มีความกังวล (Worry) สูงสุด ส่วนใหญ่เกิดจากภาวะเปราะบางซ้อนกันในปี 2024 อย่างประเทศเซียร์ราลีโอน. กินี, ชาด และโมซัมบิก ตั้งแต่ความพยายามรัฐประหาร การปกครองโดยทหารยาวนาน ไปจนถึงการเลือกตั้งที่ขัดแย้ง และกองกำลังก่อความไม่สงบ ประเทศเหล่านี้เผชิญสถานการณ์ที่กัดกร่อนเสถียรภาพทางการเมือง ทำให้สถาบันอ่อนแอ และทำให้ประชาชนรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิตประจำวัน ความกังวลยังสูง
10 อันดับประเทศที่มีภาวะเศร้า (Sadness) สูงสุด ในปี 2024 ได้แก่
- ชาด (Chad) 58%
- เซียร์ราลีโอน (Sierra Leone) 55%
- ไลบีเรีย (Liberia) 51%
- กินี (Guinea) 50%
- สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (Democratic Republic of the Congo) 43%
- สาธารณรัฐคองโก (Republic of the Congo) 43%
- จอร์แดน (Jordan) 42%
- กัมพูชา (Cambodia) 41%
- อิหร่าน (Iran) 41%
- อิรัก (Iraq) 41%
โดยประเทศที่มีความเศร้า (Sadness) สูงสุด ส่วนใหญ่เกิดจากประเทศที่เพิ่งผ่านความขัดแย้งหรือยังคงเผชิญความไม่มั่นคง โดยเฉพาะชาด (Chad) ที่ทำสถิติสูงสุดในปี 2024 ตอกย้ำความกดดันทางอารมณ์ในประเทศที่สถาบันและสังคมเปราะบางมาก
10 อันดับประเทศที่มีภาวะความเจ็บปวดทางกายภาพ (Physical Pain) สูงสุด ในปี 2024 ได้แก่
- เซียร์ราลีโอน (Sierra Leone) 70%
- ชาด (Chad) 67%
- เซเนกัล (Senegal) 61%
- กินี (Guinea) 57%
- ไลบีเรีย (Liberia) 56%
- ไนเจอร์ (Niger) 56%
- อียิปต์ (Egypt) 55%
- จอร์แดน (Jordan) 54%
- มอริเตเนีย (Mauritania) 54%
- เบนิน (Benin) 53%
โดยประเทศที่มีความเจ็บปวดทางกายภาพ (Physical Pain) สูงสุด ส่วนใหญ่เกิดจากประเทศที่มีความขัดแย้งไม่จบสิ้น ซึ่งทำให้เกิดภาวะทุพโภชนาการ (Malnutrition) หรือภาวะที่ร่างกายได้รับสารอาหารหรือพลังงานในปริมาณที่ไม่เหมาะสม รวมไปถึงเข้าถึงระบบสุขภาพได้ยาก และการรักษาที่เข้าไม่ถึง ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรัง
เรื่องที่ 4 : ในทางกลับกันประเทศที่มี Enjoyment มากที่สุด ส่งผลให้ฐานเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตดีขึ้น
โดยรายงาน State of the World’s Emotional Health 2025 ได้ระบถึง Top 11 ประเทศที่มีผลต่ออารมณ์เชิงบวก ดังนี้
11 อันดับประเทศที่มีความสุข (Enjoyment) สูงสุด ในปี 2024 ได้แก่
- เดนมาร์ก (Denmark) 93%
- ปารากวัย (Paraguay) 92%
- อินโดนีเซีย (Indonesia) 91%
- เม็กซิโก (Mexico) 90%
- กัวเตมาลา (Guatemala) 88%
- ไอซ์แลนด์ (Iceland) 88%
- ปานามา (Panama) 88%
- อุซเบกิสถาน (Uzbekistan) 88%
- คอสตาริกา (Costa Rica) 87%
- ชิลี (Chile) 86%
- มาเลเซีย (Malaysia) 86%
โดยรายงานยังระบุอีกว่า ในบางประเทศก็มีการส่งเสริมวัฒนธรรมให้ผู้คนมีความสุข ซึ่งจากสถิตินี้จะเห็นว่าความร่ำรวย หรือ ความปลอดภัย ไม่ใช่ตัวกำหนดความสุขของคนในประเทศ แต่สิ่งที่กำหนดจริง ๆ คือ ประเทศที่ให้ความสำคัญกับความไว้เนื้อเชื่อใจในสังคม วัฒนธรรมการเชื่อมโยง และการให้เกียรติกัน โดยเฉพาะประเทศอย่าง เดนมาร์ก, ปารากวัย, อินโดนีเซีย มักติดอันดับสูงมาอย่างต่อเนื่อง
แปล เรียบเรียง: กิตติภพ ปานล้ำเลิศ
ที่มา