รู้จักกับดัก Busyness ที่ทำให้ผู้นำยุ่ง จนไม่มีเวลา ‘นำ’

สิ่งที่ Busyness ขโมยไปจากผู้นำ ไม่ใช่แค่เวลา แต่คือพื้นที่ในการคิด สิ่งที่องค์กรต้องการจากผู้นำ ไม่ใช่แค่คนที่ทำงานเยอะขึ้น แต่คือคนที่มองเห็นว่า ธุรกิจควรเดินไปทางไหนต่อ

Last updated on มิ.ย. 2, 2026

Posted on มิ.ย. 2, 2026

“Just because you can doesn’t mean you should.”

แปลแบบง่าย ๆ คือ แค่เราทำได้ ไม่ได้แปลว่าเราควรเป็นคนทำ ประโยคนี้อาจฟังดูธรรมดา แต่ในโลกการทำงานทุกวันนี้ มันกำลังกลายเป็นคำเตือนสำคัญสำหรับผู้นำหลายคน

เพราะหลายองค์กรกำลังเจอกับภาวะที่เรียกว่า ‘Busyness’ หรือความยุ่งตลอดเวลา, ยุ่งจนประชุมชนประชุม แต่คำถามคือ ความยุ่งเหล่านี้กำลังพาองค์กรไปข้างหน้าจริงไหม หรือแค่ทำให้เรารู้สึกว่าเรายังควบคุมทุกอย่างได้อยู่


Busyness ไม่ใช่ Leadership

ในช่วงที่ธุรกิจต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น AI ที่พัฒนาเร็วขึ้น ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ต้นทุนที่ผันผวน พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป หรือคู่แข่งใหม่ที่เข้ามาเร็วกว่าเดิม

สิ่งที่องค์กรต้องการจากผู้นำ ไม่ใช่แค่คนที่ทำงานเยอะขึ้น แต่คือคนที่มองเห็นว่า ธุรกิจควรเดินไปทางไหนต่อปัญหาคือ เมื่อโลกข้างนอกไม่แน่นอน ผู้นำจำนวนมากมักตอบสนองด้วยการทำให้มากขึ้น, ประชุมมากขึ้น, เช็กงานมากขึ้น, ลงไปแก้เองมากขึ้น เพราะความยุ่งให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังควบคุมสถานการณ์ได้

มันให้ความรู้สึกเร่งด่วน ให้ความรู้สึกว่ามี Action และให้ความรู้สึกว่าเรายังเป็นคนสำคัญในระบบ แต่ความรู้สึกว่าควบคุมได้ ไม่ได้แปลว่าเรากำลังนำได้ดีนะ

บางครั้ง มันอาจเป็นแค่กลไกป้องกันตัวเองของผู้นำที่กำลังไม่แน่ใจว่าจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างไร


ยิ่งยุ่ง ยิ่งไม่มีพื้นที่สำหรับการคิดเชิง Strategic

สิ่งที่ Busyness ขโมยไปจากผู้นำ ไม่ใช่แค่เวลา แต่คือพื้นที่ในการคิด เพราะ Strategic Thinking ต้องใช้ Space ต้องมีเวลาพอที่จะมองตลาด มองเทรนด์ มองเทคโนโลยี มองพฤติกรรมคน และตั้งคำถามแบบ “What if”

  • ถ้า AI เปลี่ยนวิธีทำงานของลูกค้าเร็วกว่าเดิม เราควรปรับอะไร
  • ถ้าต้นทุนสูงขึ้นเรื่อย ๆ โมเดลธุรกิจเดิมยังไหวไหม
  • ถ้าคู่แข่งรายใหม่เข้ามาแบบไม่ใช้โครงสร้างเดิม เราจะป้องกันตัวเองอย่างไร

คำถามเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นในปฏิทินที่แน่นตั้งแต่เช้าจรดเย็น ไม่เกิดขึ้นระหว่างการประชุมที่ทุกคนรีบสรุปเพื่อไปประชุมต่อ และไม่เกิดขึ้นถ้าผู้นำยังจมอยู่กับงานรายวันที่ควรถูกส่งต่อให้ทีมรับผิดชอบ

มี Metaphor หนึ่งที่น่าสนใจจาก Ron Heifetz แห่ง Harvard Kennedy School คือ ผู้นำต้องรู้จักออกจาก ‘Dance Floor’ แล้วขึ้นไปบน ‘Balcony’

Dance Floor คือพื้นที่ของการลงมือทำ เห็นรายละเอียด เห็นจังหวะเฉพาะหน้า แต่ Balcony คือจุดที่ทำให้เราเห็นทั้งระบบ เห็นแพตเทิร์น เห็นว่าใครกำลังเคลื่อนอย่างไร และอะไรคือสิ่งที่กำลังเปลี่ยน

ปัญหาของผู้นำจำนวนมากคือ เราอยู่บน Dance Floor นานเกินไป จนลืมขึ้น Balcony และเมื่อเราไม่เห็นภาพใหญ่ เราก็เริ่มตัดสินใจจากปัญหาเฉพาะหน้า แทนที่จะตัดสินใจจากอนาคตที่กำลังมาถึง

อีกด้านหนึ่งที่น่าคิดคือ หลายครั้งที่ผู้นำยุ่งมาก ไม่ใช่เพราะงานเยอะจริงอย่างเดียว แต่เพราะกำลังเข้าไปทำงานแทนคนอื่น บางทีเรากำลังชดเชย Performance ที่ยังไม่ดีพอของทีม บางทีเรากำลังแบกรับงานที่ควรมีเจ้าของชัดเจน บางทีเรากำลังแก้ปัญหาด้วยการลงไปทำเอง แทนที่จะคุยเรื่อง Capability, Accountability และ Ownership อย่างตรงไปตรงมา

ในระยะสั้น วิธีนี้อาจทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น แต่ในระยะยาว มันทำให้ทีมไม่โต ผู้นำไม่หลุดจากงานเดิม และองค์กรไม่สามารถขยับไปสู่สิ่งใหม่ได้จริง

ผู้นำจึงต้องกล้าถามตัวเองว่า งานที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้ เป็นงานที่เราต้องทำจริงไหม หรือเป็นงานที่เราทำ เพราะเราทนเห็นมันไม่สมบูรณ์ไม่ได้ 

นี่คือจุดต่างระหว่างผู้นำที่ “ทำเยอะ” กับผู้นำที่ “นำเป็น”

ทำไงให้กลายเป็นคนไม่ Busyness

1. ถามใหม่ว่า บทบาทของเราคืออะไรกันแน่

ก่อนจะจัดการเวลา ผู้นำต้องจัดการบทบาทของตัวเองก่อน ลองถามว่า ตอนนี้องค์กรต้องการอะไรจากเรา เราคือคนที่ควรลงไปแก้ทุกเรื่อง หรือคือคนที่ควรสร้างความชัดเจนให้ทีมเดินต่อได้ 

เราคือคนที่ควรเป็นคอขวดของการตัดสินใจ หรือคือคนที่ควรออกแบบระบบให้คนอื่นตัดสินใจได้ดีขึ้น เมื่อบทบาทชัด การใช้เวลาก็จะชัดขึ้น

2. แยกให้ออกว่าอะไรคือ Urgent และอะไรคือ Strategic

งานด่วนไม่ได้แปลว่าสำคัญเสมอไป และงานสำคัญจำนวนมากก็ไม่ได้ส่งเสียงดัง เช่น การคิดโมเดลธุรกิจใหม่ การวางคนให้ถูกบทบาท การอ่านสัญญาณตลาด หรือการเตรียมองค์กรให้พร้อมกับเทคโนโลยีที่กำลังมา

ถ้าผู้นำให้เวลาทั้งหมดกับเรื่องด่วน ธุรกิจจะไม่มีใครเหลือไปดูเรื่องสำคัญ

3. เลิกทำงานที่คนอื่นควรเป็นเจ้าของงาน

นี่อาจเป็นข้อที่เจ็บที่สุด เพราะหลายครั้งผู้นำเข้าไปทำแทน ด้วยความหวังดี หรือเพราะอยากให้งานออกมาดี แต่การทำแทนไม่ใช่การพัฒนาทีม

สิ่งที่ควรทำคือทำให้เจ้าของงานชัดขึ้น มาตรฐานชัดขึ้น และ Feedback ชัดขึ้น ไม่ใช่ดึงงานกลับมาไว้ที่ตัวเองทุกครั้งที่รู้สึกไม่มั่นใจ

4. จองเวลา Balcony Time แบบจริงจัง

ถ้าการคิดเชิงกลยุทธ์สำคัญพอ ก็ต้องมีที่อยู่ในปฏิทิน ไม่ใช่รอให้ว่างแล้วค่อยคิด ผู้นำควรมีเวลาที่ไม่ใช่ประชุม ไม่ใช่ตอบแชท ไม่ใช่รีวิวงานรายวัน แต่เป็นเวลาสำหรับมองภาพใหญ่ ตั้งคำถาม และคุยกับคนที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ได้


💡
เพราะธุรกิจจะเปลี่ยนไม่ได้ ถ้าผู้นำไม่มีเวลามองการเปลี่ยนแปลง

ในวันที่โลกธุรกิจเปลี่ยนเร็ว การยุ่งอาจทำให้เรารู้สึกดีชั่วคราว แต่ไม่ใช่คำตอบของ Transformation ผู้นำที่พาองค์กรผ่านจุดเปลี่ยนได้ดี ไม่ใช่คนที่มีประชุมมากที่สุด ตอบแชตเร็วที่สุด หรือทำงานแทนทีมได้เก่งที่สุด

แต่คือคนที่รู้ว่า เวลาและพลังของตัวเองควรถูกใช้กับอะไร รู้ว่าเมื่อไหร่ควรลงไปบน Dance Floor และเมื่อไหร่ต้องถอยขึ้น Balcony เพื่อมองทั้งระบบ

เพราะสุดท้าย Busyness อาจทำให้เราดูเหมือนกำลังเคลื่อนไหวตลอดเวลา แต่ Strategic Thinking ต่างหาก ที่ทำให้องค์กรรู้ว่าควรเคลื่อนไปทางไหน

มาเปลี่ยนความ Busy ให้มี Strategy ด้วยกันที่งาน SUPALAI Presents CREATIVE TALK CONFERENCE 2026 ‘The Festival of Futuristic Minds เทศกาลคนมองไกล คิดต่าง สร้างอนาคต’


📅 19-20 มิถุนายน 2026
📍 PARAGON HALL
บัตร Early Bird ราคา 1,890.-
🔗 จองบัตรได้เลยที่ zipevent

CREATIVE TALK CONFERENCE 2026 The Festival of Futuristic Minds | Zipevent - Inspiration Everywhere
CREATIVE TALK CONFERENCE 2026 The Festival of Futuristic Minds -

ที่มา

trending trending sports recipe

Share on

Tags