ไหนใครทำงานเครียดเหมือนกันบ้าง! ผลสำรวจจาก Gallup’s State of the Global Workplace 2026 ชี้ว่า 44% ของคนทำงานทั่วโลกมีความเครียดอย่างมากในแต่ละวัน
ยุคที่ความเครียดในการทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่เคยสงสัยกันไหมว่า.. ทำไมลีดเดอร์บางคนถึงยังรับมือกับสภาพแวดล้อมตึงเครียดได้แบบไม่หมดไฟ แถมยังดูจะเติบโตได้ดีขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย ทั้ง ๆ ที่ก็เจอกับการเปลี่ยนแปลง และความท้าทายเหมือนกัน?
คำตอบที่หลายคนคงคิดกันในใจ คงไม่พ้นเรื่องของ ‘ความอดทน’ เพราะคนนั้นอดทนได้มากกว่า เลยสู้ความตึงเครียดและอุปสรรคได้ดีกว่า แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่ทั้งหมด ความอดทนเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือเรื่องของการปรับตัวของอารมณ์ที่มีความยืดหยุ่น หรือที่เรียกกันว่า ‘Emotional Resilience’
หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ ทักษะการปรับตัวต่อความเครียด อุปสรรค และความท้าทายได้ดี แบบที่ไม่เสียแรงจูงใจ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญที่ลีดเดอร์จำเป็นต้องมีในยุคนี้เลย เพื่อที่จะสามารถรับมือกับสถานการณ์สุดตึงเครียดได้อย่างมีทิศทาง ลุกจากความล้มเหลวได้เร็ว และเดินหน้าไปต่อได้อย่างมั่นคงนั่นเอง
คำถามต่อมาก็คือ แล้วลีดเดอร์ควรรับมือ หรือปรับอารมณ์แบบไหนเพื่อให้มันยืดหยุ่นพร้อมรับสถานการณ์ความท้าทาย และความไม่แน่นอนมากมายได้
บทความนี้เราเลยรวบรวม 3 วิธี ที่จะช่วยให้ลีดเดอร์สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนได้อย่างมั่นคงไม่หมดไฟ ผ่านการปรับอารมณ์ให้ยืดหยุ่น
1. ต้องสำรวจอารมณ์ตัวเองให้ไว และรีบดับไฟความเครียดให้เร็ว
สิ่งที่ลีดเดอร์มักจะมองข้ามไป คือการหันมาสำรวจใจตัวเองในแต่ละวัน เพราะบางครั้งลีดเดอร์อาจจะปล่อยให้ความรู้สึกเครียด ความกดดัน หรือความผิดหวังที่มันอยู่ข้างในใจสะสมโดยไม่รู้ตัว เพราะคิดว่าอดทนต่อไป เดี๋ยวทุกอย่างก็จะคลี่คลายเอง
แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่แบบนั้น การสะสมความเครียด และซ่อนความเหนื่อยไว้ข้างในกลับส่งผลเสียทำให้ลีดเดอร์หมดไฟได้เร็วกว่าเดิมมาก ๆ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ลีดเดอร์ต้องทำ คือการหันมาสำรวจตัวเองตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้เข้าใจอารมณ์ที่เป็นอยู่ และรู้ว่าควรจะจัดการกับมันอย่างไร
บทความจาก Forbes บอกไว้ว่า การทบทวน และสำรวจตัวเองจะช่วยให้ลีดเดอร์เข้าใจความรู้สึกข้างใน และความเครียดของตัวเองได้ดีขึ้น และลึกขึ้น ซึ่งมันจะช่วยให้ลีดเดอร์สามารถควบคุมอารมณ์ และรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้มีทิศทางมากขึ้น
ซึ่งลีดเดอร์สามารถทบทวนตัวเองในประจำวันได้ผ่านคำถามง่าย ๆ เช่น
- วันนี้มีเรื่องเครียด หรือเรื่องไหนที่ไม่เป็นไปอย่างที่คิดบ้าง?
- อารมณ์ไหนที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในวันนี้ และเพราะอะไรมันถึงเป็นแบบนั้น?
- มีอะไรบ้างที่จะทำแตกต่างจากวันนี้ เพื่อให้มันดีขึ้นกว่าเดิม?
คำถามง่าย ๆ ทบทวนตัวเองแบบนี้ จะเป็นตัวช่วยที่ทำให้ลีดเดอรรู้ทันอารมณ์ของตัวเองมากขึ้น และสามารถสร้างความยืดหยุ่นให้กับมันได้มากขึ้นตามมา
2. ลองมองหาเรื่องดี ๆ แม้จะเป็นวันที่เจอกับอุปสรรค
การที่ลีดเดอร์จะมีอารมณ์ที่สามารถยืดหยุ่นปรับตัวได้อยู่เสมอนั้นต้องมาจากการเปลี่ยนมุมมองต่อการทำงานในแต่ละวัน ปฏิเสธไม่ได้ในโลกการทำงาน จะไม่มีอุปสรรค ความท้าทาย หรือความล้มเหลว แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าอุปสรรคที่เกิดขึ้นคืออะไร แต่คือลีดเดอร์มองอุปสรรคนั้นแบบไหนมากกว่า
เพราะสิ่งที่จะทำให้ลีดเดอร์สามารถมีความยืดหยุ่นทางอารมณ์ได้ ไม่ใช่การมองโลกแง่ดีแบบเกินร้อย แต่คือการมองโลกแง่ดีตามความเป็นจริง หรือก็คือการมองหาเรื่องดี ๆ ที่ซ่อนอยู่ในอุปสรรคที่เจอนั่นเอง
เพราะทุกอุปสรรคที่เจอ จะมีบทเรียนดี ๆ ที่อยู่ข้างในเสมอ ดังนั้นถ้าลีดเดอร์ลองมองมันในมุมที่ดี แทนที่จะไปโฟกัสในสิ่งที่แย่ ก็จะช่วยให้รักษาไฟในใจลีดเดอร์ให้มันไม่มอดได้ และยังช่วยให้การตัดสินใจ หรือรับมือสถานการณ์ที่มีความเปลี่ยนแปลง และความเครียดสูงได้อย่างมีทิศทางด้วยเช่นกัน
บทความจาก Fast Company แนะนำว่า มีหนึ่งเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมาก ในการรับมือกับทั้งเรื่องที่แย่ และเรื่องที่ดี คือความรู้สึกอิ่มเอมใจ หรือ Gratitude ที่ขอบคุณเรื่องดี ๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ เพราะมันจะทำให้ลีดเดอร์มองข้ามอุปสรรคไป และมองเห็นว่าอะไรคือสิ่งที่ตัวเองพัฒนา
เทคนิคที่ลีดเดอร์สามารถเอากลับไปทำตามได้เลยคือ ลองเขียนไดอารี่ในทุก ๆ วันแล้วลองเขียนสิ่งที่วันนี้รู้สึกว่าทำมันได้ดีออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ก็เขียนออกมาให้หมด แล้วลองดูว่า เพราะอะไรถึงทำมันออกมาได้ดี และเก็บความรู้สึก หรือการกระทำเหล่านั้นไว้ ทำในวันต่อ ๆ ไปในการทำงาน
การเขียนลงไดอารี่จะทำให้ลีดเดอร์ได้เห็น ‘เรื่องดี ๆ’ ที่จับต้องได้ในแต่ละวัน และทำให้ลีดเดอร์มีแรงก้าวไปต่อในวันที่ท้อ และเครียดได้
3. สร้างความสัมพันธ์กับคนรอบข้างให้ดี เพื่อให้รู้สึกว่ามีคนที่คอยสนับสนุน
เรื่องสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้ลีดเดอร์ไม่หมดไฟ คือการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง ไม่ว่าจะกับเพื่อนร่วมงาน หรือหัวหน้างานก็ตาม ถึงจะดูเป็นเรื่องเล็ก หรืออาจจะมองว่ามันดูไม่ได้เกี่ยว แต่จริง ๆ แล้ว ความสัมพันธ์รอบข้างนั้นส่งผลต่อพลังใจของคนเราอย่างมาก เพราะมันทำให้รู้ว่าตัวของเรานั้นยังมีคนคอยสนับสนุน
Sarah Wright (ศาสตราจารย์จาก University of Canterbury) เคยบอกไว้ว่า ความโดดเดี่ยวในที่ทำงานจะทำให้ความเครียดที่มีเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ productivity ในการทำงาน และคุณภาพของงานที่ทำต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงยังมีโอกาสที่สูงมากที่พนักงานจะลาออกจากองค์กรอีกด้วย ซึ่งมันย้ำว่าเรื่องของ ‘ความสัมพันธ์’ นั้น ‘สำคัญ’ มาก แบบที่ลีดเดอร์อาจจะคิดไม่ถึงเลยก็ว่าได้!
เหมือนที่งานวิจัยของ Harvard Study of Adult Development ที่แสดงให้เห็นว่า ตัวแปรเดียวที่ทำให้มนุษย์มีสุขภาพ และความสุขในระยะยาวได้ดีที่สุด ไม่ใช่เงินทอง ชื่อเสียง หรือสติปัญญา แต่มันคือคุณภาพของความสัมพันธ์ต่างหาก ดังนั้นสิ่งสำคัญอีกหนึ่งเรื่องที่ทำให้ลีดเดอร์นั้นสามารถมีความยืดหยุ่นทางอารมณ์ได้ ส่วนหนึ่งไม่ได้มาจากตัวเองอย่างเดียว แต่คนรอบข้างยังมีผลกับสิ่งนี้ด้วยเช่นกัน
ดังนั้นลีดเดอร์ที่มีความยืดหยุ่นจะตั้งใจลงทุนกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ว่าจะใครก็ตาม เพื่อส่งเสริมให้ทั้งตัวเอง และอีกฝ่ายได้รู้ว่ายังมีคนที่อยู่ข้าง ๆ คอยสนับสนุนในวันที่เครียด กดดัน หรือผิดหวัง และนั่นจะทำให้อาการหมดไฟของทั้งสองฝ่ายลดลงตามมา
ความยืดหยุ่นทางอารมณ์ในสภาพแวดล้อมที่มีความเครียดสูง ไม่ได้เกิดขึ้นมาเองแบบไม่มีสาเหตุ แต่มันต้องผ่านการฝึกฝน การทบทวน การเปลี่ยนมุมมองต่อเรื่องราวต่าง ๆ ที่เจอ รวมถึงการมองหาความสัมพันธ์ที่ดี เพื่อช่วยให้มีแรงเดินไปข้างหน้าต่อได้อย่างมั่นคง ซึ่งทั้ง 3 ข้อนี้ก็จะเป็นวิธีการฝึกที่จะช่วยให้ลีดเดอร์รับมือกับสถานการณ์ตึงเครียดได้อย่างมีทิศทางโดยที่ไม่หมดไฟไปก่อน
แปล เรียบเรียง: ธัญวรัตน์ ปกรณ์รัศมี
ที่มา
- Emotional resilience is becoming the most valuable skill. Here’s why
- Why Emotional Resilience is a Key Skill for Future Leaders and Managers
- Social Health at Work: Why Connection Is a Foundation for Enduring Value