รู้จัก 4 วิธีตั้งขอบเขต เพื่อช่วยคนอื่นอย่างพอดี แบบที่ไม่เหนื่อยตัวเองเกินไป

บางทีความเอาอกเอาใจคนอื่นที่มากไป จะเป็นสิ่งที่ขัดขวางไม่ให้เราเติบโตในอาชีพได้ รวม 4 วิธีตั้งขอบเขต เพื่อช่วยคนอื่นอย่างพอดี แบบที่ไม่เหนื่อยตัวเองเกินไป

Last updated on พ.ย. 6, 2026

Posted on พ.ย. 6, 2026

หลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่า ถ้าเราเป็นคนที่พร้อมช่วยเหลือคนอื่นตลอดเวลา ไม่ว่าตอนนั้นจะมีงานที่ต้องทำ หรือติดภารกิจอยู่ คือสิ่งที่จะทำให้คนอื่นอยากทำงานด้วย และอาจจะทำให้มีโอกาสเติบโตในสายงานได้ แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่แบบนั้น

Amy Morin (นักจิตวิทยา) บอกเราว่า บางทีความเอาอกเอาใจคนอื่นที่มากเกินไป จะเป็นสิ่งที่ขัดขวางไม่ให้เราเติบโตในอาชีพได้ และก็ได้แชร์ให้ฟังว่า คนที่เคยมาปรึกษาบอกว่า การพยายามทำให้คนอื่นพอใจตลอด ทำให้หัวหน้ามองว่าเธอเป็นคนไม่มีทักษะความเป็นผู้นำ 

พฤติกรรมแบบนี้มีชื่อเรียกว่า People Pleaser หรือภาวะที่เราแคร์ความรู้สึกของคนอื่นเป็นหลัก เช่น ไม่กล้าปฏิเสธเพราะเกรงใจ หรือกลัวจะเสียความสัมพันธ์

ลองนึกภาพตามง่าย ๆ ว่า ถ้าสมมติว่าเวลาทำงาน คนอื่นบอกให้เราทำอะไร เราก็ทำตามทุกอย่าง หรือพยายามหาวิธีทำให้คน ๆ นั้นพอใจ สิ่งนี้แหละคือสิ่งที่บอกว่าเราไม่มีทักษะความเป็นผู้นำ เพราะถ้าเราใช้เวลาไปเพื่อเอาอกเอาใจคนอื่นมากเกินไป เราก็จะโฟกัสสิ่งสำคัญได้น้อยลง

ทางออกของเรื่องนี้คือการที่เราจะต้องหาวิธีในการช่วยคนอื่นอย่างพอดี แบบที่ไม่เสียตัวตน ไม่เหนื่อยตัวเองมากเกินไป ซึ่งสามารถทำได้จากการ ‘กำหนดขอบเขต’ ผ่าน 4 วิธีนี้ 

1. ต้องกล้าวางขอบเขตงานให้ชัด เพื่อไม่ให้งานแทรกมาแซงงานหลัก

ปัญหาใหญ่ที่ทำให้เราละเลยสิ่งที่ตัวเองให้ความสำคัญก็คือ ทำทุกอย่างที่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตของตัวเอง งานแผนกนู้นก็ทำให้ได้ งานแผนกนี้ก็ช่วยได้ดี สุดท้ายงานที่ตัวเองต้องทำกลับไม่ดีแทน

งานต่าง ๆ ที่อยู่นอกเหนือกรอบที่ควรทำนี่แหละ คืออีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ผลงานของเราออกมาไม่ดี และไม่ส่งผลต่อการเติบโต ดังนั้นก่อนจะรับงานที่ไม่เกี่ยวกับหน้าที่เข้ามา ให้ลองประเมินจากเป้าหมายก่อนว่า งานแทรกนี้มันไปกระทบกับ Priority งานหลักของเราแค่ไหน มันสำคัญมากขนาดนั้นหรือเปล่า? 

เช่น ถ้าทำงานทีมคอนเทนต์ แล้วมีแผนกอื่นส่งงานมาให้ช่วยทำ แทนที่จะรีบรับทำจนงานตัวเองพัง ให้ลองชั่งน้ำหนักว่า ถ้ารับงานนี้มา คอนเทนต์ที่ต้องปล่อยจะช้าไปกี่ชั่วโมง เพื่อให้เราเห็นภาพว่าขอบเขตของเราคืออะไร และอะไรบ้างที่สามารถช่วยได้หรือไม่ได้


2. การปฏิเสธไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว แต่เป็นการเคารพในตัวเอง 

“ได้สิ ได้เลย จัดมา” คือสิ่งที่ทำให้คนชอบเอาอกเอาใจคนอื่นเป็นบ่อยมาก ๆ แทนที่จะรีบตกลงกับทุกอย่างลองใช้เวลาสักนิ๊ด เพื่อคิดก่อนว่าอยากทำเรื่องนี้จริง ๆ หรือเปล่า และมันสำคัญมากพอไหม?

ฝึกง่าย ๆ ด้วยการเริ่มพูดให้ชินปากก่อนว่า “ขอเวลาคิดเรื่องนี้ก่อนนะ” เวลามีคนมาบอกว่า “ช่วยทำเรื่องนี้หน่อยได้ไหม” หรือ “อยากให้ช่วยทำตรงนี้หน่อยสิ” 

อีกหนึ่งเรื่องที่เราต้องปรับด้วย ไม่ใช่แค่พูดว่าขอตัดสินใจ แต่ให้เข้าใจด้วยว่าการปฏิเสธ ไม่ใช่การแสดงความไม่เคารพ แต่มันคือการแสดงออกถึงการเคารพตัวเอง 

Adam Grant ผู้เขียนหนังสือ Think Again: The Power of Knowing What You Don't Know เคยบอกว่า การพูดคำว่า “ไม่” ไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว แต่คือการปกป้องตัวเอง การกำหนดขอบเขตไม่ได้เกี่ยวกับทำให้คนอื่นผิดหวัง แต่มันคือยืนหยัดเพื่อตัวเอง 

เช่น เวลาเจอคนเดินมาแทรกงานด่วน ตอนที่เรากำลังติดงานสำคัญอยู่ แทนที่จะรีบตอบตกลง ให้เปลี่ยนมาใช้คำพูดว่า “เดี๋ยวขอดูก่อนนะว่าสามารถแทรกงานนี้ได้ไหม แล้วเดี๋ยวบอกอีกที” การทำแบบนี้จะทำให้เราได้เลิกนิสัยรับทุกงานมาทำแบบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องทำจริง ๆ หรือแค่เพื่อให้คนอื่นพอใจ

จัดลำดับงานให้ดี ตรวจสอบเป้าหมายให้ชัด ก็จะช่วยให้เราเลือกตอบรับการทำงานได้ถูกจุดมากขึ้น แบบไม่ต้องทำทุกงานที่ไม่ได้อะไรกลับมาเลย นอกจากความพอใจของคนที่ขอให้เราช่วย


3. กล้าที่จะคิดต่าง เพื่อให้งานออกมาสร้างสรรค์มากขึ้น

เราไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับทุกคน และทุกเรื่อง เพราะทุกคนมีความเห็นเป็นของตัวเอง ดังนั้นไม่ต้องแกล้งทำเป็นเห็นด้วย หรือพยักหน้าทุกครั้งที่มีคนพูดความเห็น

บทความจาก Fast Company บอกเราว่า ต้องพูดแสดงความคิดเห็นออกมาบ้าง เริ่มต้นด้วยประโยคง่าย ๆ ก็ได้ เช่น ขอเสนออีกมุมเพิ่มเติมได้ไหม หรือ เห็นด้วยนะ แต่แอบกังวลเรื่องนี้นิดนึง เพื่อให้รู้ว่าเราเองมีความคิดที่ไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด

Jonathan H. Westover, PhD (ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาองค์กร) บอกเราว่า ความได้เปรียบทางการแข่งขันขององค์กรไม่ได้มาจากความเห็นที่เหมือนกัน แต่มาจากการเอาความหลากหลายทางความคิดสร้างสรรค์มาใช้ให้เกิดประโยชน์มากกว่า 

หมายความว่า การเห็นต่างไม่ใช่เรื่องที่ผิด กลับกันมันยังทำให้การทำงาน หรือประสิทธิภาพของงานออกมาดีกว่าเดิมด้วย ดังนั้นการทำให้คนอื่นพอใจด้วยการเห็นด้วยกับคน ๆ นั้นทุกเรื่อง อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่องานหรือคน ๆ นั้นได้

เช่น ถ้ามีเพื่อนมาปรึกษาว่าอยากทำคอนเทนต์ด้วยการหยิบมีมฮิตมาเล่น โดยที่ยังไม่รู้บริบทที่แท้จริง แทนที่จะเห็นด้วยแล้วบอกให้ทำเลย ลองบอกเพื่อนให้ลองไปหาข้อมูล หาที่มาของมีมนี้ก่อน เพื่อทำคอนเทนต์ให้ตรงจริตมากขึ้น และไม่ผิดบริบท 


4. อย่ามัวแต่ทำให้คนอื่นพอใจ จนลืมเซฟใจตัวเอง

คุณรวิศ หาญอุตสาหะ (CEO, Srichand และ Mission To The Moon) เคยแชร์ว่า ทริคการจัดการที่ใช้บ่อย ๆ ในการจัดการเรื่องต่าง ๆ คือการแบ่งกระดาษออกเป็น 2 ฝั่ง แล้วให้เขียนสิ่งที่ควบคุมได้ กับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ลงไป เขียนเสร็จให้ฉีกฝั่งที่ควบคุมไม่ได้ออกไป แล้วโฟกัสในสิ่งที่ทำได้ก็พอ ซึ่งเรื่องนี้ก็เช่นกัน

ความผิดหวังเป็นเรื่องของความรู้สึก และความรู้สึกเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ดังนั้นจงหันมาโฟกัสกับสิ่งที่ทำได้ดีกว่า เพื่อนร่วมงานอาจจะผิดหวังตอนเราปฏิเสธที่จะช่วยทำงาน เพราะเราเองก็มีงานที่ต้องทำส่ง เจ้านายผิดหวังถ้าเราต้องใช้เวลาการทำงานเพิ่มกว่าเดิม แต่สิ่งสำคัญก็คือ ‘เราสามารถปล่อยให้คนอื่นผิดหวังได้’

การจัดการความรู้สึกสบายใจของทุกคน ไม่ใช่หน้าที่จำเป็นต้องทำ แต่ความซื่อสัตย์และสิ่งที่เราให้ความสำคัญต่างหากคือสิ่งจำเป็น ดังนั้นอย่ากลัวเวลาที่คนอื่นจะผิดหวัง ถ้าเราเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง

ลองเริ่มฝึกง่าย ๆ ด้วยการบอกตัวเองว่า ไม่เป็นไรที่จะปล่อยให้คนอื่นรู้สึกแย่บ้าง บอกสิ่งที่ต้องการไม่ใช่เรื่องผิด และเลือกในสิ่งที่ต้องการจริง ๆ การทำแบบนี้จะช่วยให้เราสามารถเลิกเป็นคนที่พยายามทำให้คนอื่นพอใจตลอดเวลาได้มากขึ้น และทำให้จิตใจเราสงบมากขึ้นด้วย

เช่น เวลาหัวหน้าทักมาช่วยทำงานด่วน แต่ไม่ด่วนจริงในช่วงวันหยุด แทนที่จะรีบเปิดโน๊ตบุ๊คทำงานให้เลย ลองเลือกตอบว่า “เดี๋ยววันจันทร์ตอนเช้าจะรีบทำให้”ถึงช่วงแรก ๆ อาจจะขัดใจหัวหน้าในตอนแรก แต่การทำแบบนี้จะช่วยให้เราเซฟเวลาที่จะอยู่กับตัวเอง แทนการเอาเวลาพักไปทำงาน 


การตั้งขอบเขตแบบนี้จะทำให้เราเลิกเป็นคนที่เอาอกเอาใจคนอื่นมากเกินไป และมีเวลากลับมาดูแลใจมากกว่าเดิม ซึ่งจะช่วยให้การทำงานของไม่บั่นทอนจิตใจ รวมถึงยังทำให้สามารถเติบโตในสายงานได้ด้วย

จากคำถามที่ว่าคนแบบไหนจะได้เลื่อนตำแหน่งก่อนกัน ไม่มีอะไรยืนยันว่าแบบไหนถูก หรือแบบไหนผิด แต่สิ่งที่ยืนยันได้ก็คือว่า การพยายามทำให้คนอื่นพอใจ ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เราได้เลื่อนตำแหน่ง 

ดังนั้นถ้าเรารู้จักตั้งขอบเขตงานให้ชัด, กล้าปฏิเสธแบบไม่รู้สึกผิด, กล้าออกความเห็นในสิ่งที่ไม่เห็นด้วย และปล่อยให้คนอื่นรู้สึกผิดหวังบ้าง จะช่วยให้เราสามารถ ‘จัดการกับงาน’ ได้มากขึ้น และอาจทำให้หัวหน้ามองว่าเรามีทักษะความเป็นผู้นำมากพอก็เป็นได้

💡
ลองเช็กให้ดี ๆ นะว่าวันนี้ คุณเป็น People Pleaser อยู่หรือเปล่า?

เรียบเรียง: ธัญวรัตน์ ปกรณ์รัศมี

ที่มา

trending trending sports recipe

Share on

Tags