ในยุคที่ทุกอย่างดูรวดเร็วไปหมด ลีดเดอร์ในวันนี้ลองสำรวจตัวเองให้ดีว่า.. คุณได้รับฟังทีมได้อย่างเต็มที่แล้วหรือยัง?
ลีดเดอร์หลายคนอาจมองข้ามความสำคัญของการ ‘ฟัง’ ไปโดยไม่รู้ตัว เพราะมัวแต่คิดว่าตัวเองต้องเป็นผู้ให้อยู่เสมอ จนเผลอลืมเป็นผู้รับฟังในสิ่งที่ทีมสื่อสาร ทำให้งานต้องสะดุด เพราะเข้าใจไม่ตรงกัน หรือบางครั้งเมื่อทีมอยากสื่อสารอะไร เราก็มักจะมีคำตอบในใจที่รออยู่ก่อนที่ทีมจะได้ถาม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ‘การฟัง’ เป็นหนึ่งใน ‘กลยุทธ์สำคัญ’ ที่ช่วยพาทีมไปได้ไกลกว่าเดิม
3 เรื่องเพื่อเปลี่ยนจาก ‘การฟังให้ได้ยิน’ มาเป็น ‘การฟังเพื่อเข้าใจ’
1. ด้านความคิด (Cognitive) คือ การใส่ใจทั้งสิ่งที่แสดงออกชัดเจนกับสิ่งที่ซ่อนอยู่ มารวมเข้าด้วยกัน เพื่อให้เข้าใจความหมายทั้งหมด (เช่น สังเกตน้ำเสียง หรือสายตาตอนที่พูด)
2. ด้านอารมณ์ (Emotional) คือ เปิดใจในการฟังด้วยความสงบ และจัดการกับความรู้สึกของตัวเองไม่ให้กระทบต่อเรื่องที่กำลังคุย (เช่น ความรู้สึกเบื่อ หรือหงุดหงิดระหว่างที่ฟัง)
3. ด้านพฤติกรรม (Behavioral) คือ การแสดงความสนใจและความเข้าใจ ผ่านทั้งคำพูดและการกระทำ (เช่น การพยักหน้า การมองตา)
ซึ่งเมื่อลีดเดอร์ฟังอย่างเข้าใจ จะช่วยให้รับรู้สิ่งที่ทีมสื่อสารได้ลึกมากขึ้น ทั้งผ่านคำพูด และท่าทาง ซึ่งส่งผลให้ทีมรู้สึกถูกรับฟัง, ถูกใส่ใจ, มีพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็น รวมถึงไว้วางใจในตัวลีดเดอร์เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันลีดเดอร์เองก็จะได้เห็นมุมมองใหม่ ๆ ในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ และมองเห็นจุดบอดบางอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
บทความจาก Forbes เขียนไว้ว่า “เมื่อลีดเดอร์ตั้งใจฟัง ทีมจะรู้สึกสบายใจมากขึ้นในการแบ่งปันไอเดีย ความกังวล และข้อเสนอแนะ ซึ่งเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จของทีม”
รวม 5 วิธีช่วยให้ลีดเดอร์ฟังได้อย่างเข้าใจ ไม่ใช่แค่เข้าหู
1. โฟกัสสิ่งที่ ‘เขาต้องการจะบอก’ มากกว่า ‘สิ่งที่เราต้องการจะพูด’
ขั้นตอนแรกของการจะเป็นผู้ฟังที่ดี ต้องเริ่มจากการให้ความสนใจกับการพูดคุยนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่ความต้องการจะพูด แต่คือการโฟกัส ‘สิ่งที่อีกฝ่ายจะบอก’ สำหรับลีดเดอร์เองถึงแม้จะรู้สึกว่าคำพูดของตัวเองมีความสำคัญมากแค่ไหน แต่ก็ต้องหยุดไว้ และเน้นไปที่การ ‘ทำความเข้าใจมุมมองของทีม’ เป็นสิ่งที่ควรทำมากกว่า
เช่น เมื่อทีมเดินเข้ามาปรึกษาปัญหา แทนที่ลีดเดอร์จะรีบสวนกลับด้วยคำพูดที่มีในหัว ให้ลองตั้งใจฟังให้จบก่อน เพื่อจับใจความให้ได้ว่าสิ่งที่ทีมอยากบอกจริง ๆ คืออะไร เพื่อให้รับรู้สิ่งที่ทีมอยากสื่อสารได้ตรงประเด็นที่สุด
2. เปลี่ยนจาก ‘คนตัดสิน’ ให้เป็น ‘คนขี้สงสัย’
เมื่อเราสนใจ และตั้งใจฟังอย่างแท้จริง ไม่แปลกเลยที่เราจะรู้สึก ‘สงสัย’ ในเรื่องของบทสนทนานั้น ๆ ซึ่งความสงสัยนี้เองจะช่วยให้อยากรับรู้เรื่องราวต่อไปได้ โดยที่ไม่รู้สึกอยากตัดสินหรืออยากตอบสิ่งนั้นแทน ซึ่งเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้การพูดคุยมีความลึกซึ้งมากขึ้น สำหรับลีดเดอร์เอง เมื่อรู้สึกสงสัย อาจทำได้โดยการถามคำถาม ‘ปลายเปิด’ เพื่อให้ทีมได้รู้สึกว่ากำลังถูกสนใจ และถูกรับฟังอยู่
เช่น ตอนทีมเสนอไอเดียใหม่ แทนที่ลีดเดอร์จะบอกว่า ‘แบบนี้เคยลองแล้วไม่เวิร์ก’ อาจเปลี่ยนเป็นการหยุดฟังและถามว่า ทำไมถึงอยากทำไอเดียนี้, มองเห็นอะไร, เจออะไรที่น่าสนใจ ซึ่งเป็นการเปิดพื้นที่ให้ทีมได้มีโอกาสพูดสิ่งที่ต้องการเพิ่มขึ้น
3. กุญแจสำคัญที่ทำให้ทีม ‘เปิดใจ’ คือ ความจริงใจ และความถ่อมตัว
การเป็นลีดเดอร์ไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นคนควบคุมทิศทางของการพูดคุย หรือมีคำตอบในทุกเรื่องที่ทีมสงสัย กลับกันแล้วความจริงใจ ความถ่อมตัว และความใจกว้างกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้การฟังมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การเป็นลีดเดอร์ที่เปิดกว้างจะช่วยส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี ทำให้ทีมรู้สึกมีคุณค่า รวมถึงสร้างไว้วางใจ และสนับสนุนการทำงานร่วมกันที่มีความหมายมากขึ้นได้
เช่น เมื่อเจอปัญหาที่ลีดเดอร์ยังไม่รู้คำตอบ แทนที่จะทำเป็นรู้แล้วสั่งให้ลองแบบนั้น ลองพูดตรง ๆ ว่า ‘ยังไม่เคยเจอเหมือนกัน’ แล้วชวนทีมคิดและลองไปพร้อมกัน เพื่อให้ทีมรู้สึกมีส่วนร่วม
4. ทบทวนความจำเป็นก่อนพูด ด้วยเทคนิค ‘W-A-I-T’
เคล็ดลับนี้คือตัวย่อ W-A-I-T มาจาก Why Am I Talking ซึ่งจะเป็นตัวช่วยยับยั้งการเข้าไปในบทสนทนาของอีกฝ่ายที่กำลังพูดอยู่ เพื่อเป็นการป้องกันการขัดจังหวะที่ไม่จำเป็น สำหรับลีดเดอร์เองการใช้ตัวย่อนี้เพื่อเตือนตัวเองในบางช่วงก็จะช่วยให้มีส่วนร่วมกับทีมอย่างตั้งใจมากกว่าหาคำตอบในหัวระหว่างที่ทีมกำลังพูด เช่น
- เรื่องนี้จำเป็นต้องพูดตอนนี้ไหม?
- เรื่องนี้ฉันจำเป็นต้องเป็นคนพูดไหม?
- เรื่องนี้จำเป็นต้องพูดต่อหน้าคนกลุ่มนี้ไหม?
5. อยากเข้าใจที่ทีมสื่อสาร ต้องดูผ่าน ‘ภาษากาย’ และ ‘สไตล์’ ที่ทีมเป็น
นอกจากการฟังสิ่งที่ทีมต้องการพูดแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นคือ ลีดเดอร์ต้องพยายามฟังในสิ่งที่ทีมไม่ได้พูดด้วยเช่นกัน ซึ่งลีดเดอร์จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ภาษากาย สไตล์การสื่อสาร และสไตล์การบริหารจัดการของทีม ความใส่ใจที่มากกว่าแค่ฟังคำพูด แต่รู้ถึงความรู้สึกข้างใน จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของลีดเดอร์ในการเป็นคนที่ให้การสนับสนุน และมีความใส่ใจทีมอย่างแท้จริง
เช่น เมื่อทีมได้รับโจทย์ยากและไม่ถนัด ลีดเดอร์อาจต้องคอยดูอยู่ห่าง ๆ เพื่อสังเกตท่าทีของทีม ถ้าเห็นว่าเริ่มเครียด หรือต้องการความช่วยเหลือเมื่อไหร่ จะได้หาจังหวะเข้าไปช่วยซัพพอร์ตได้ถูกเวลา
การ ‘ฟัง’ อย่างตั้งใจเป็น ‘พลัง’ สำคัญที่ลีดเดอร์ยุคใหม่ต้องมี เพราะจะช่วยสร้างพื้นที่ให้ทีมได้สื่อสาร, รู้สึกถูกรับฟัง, มีคุณค่า และได้รับการเคารพ
แปล เรียบเรียง: ธัญวรัตน์ ปกรณ์รัศมี
ที่มา
- The Art of Active Listening
- Leadership Without Ego: The Power Of Listening To Lead
- Top 5 Tips To Master Active & Intentional Listening