ถ้าคุณเคยหลุดเข้าไปในโลกที่ไม่แน่ใจว่าคือความจริง หรือความฝัน ใน Inception มา หรือเคยได้ยินประโยคเด็ดสำคัญอย่าง “กฎข้อที่ 3 ของนิวตัน วิธีเดียวที่จะก้าวไปข้างหน้าได้ คือต้องทิ้งบางสิ่งไว้ข้างหลัง” และเคยตื่นตาตื่นใจกับระเบิดสุดยิ่งใหญ่ที่ทำขึ้นมาจริง ๆ ใน Oppenheimer นั่นแปลว่า.. คุณต้องรู้จัก ‘เสด็จพ่อโนแลน’ อย่างแน่นอน
ในโลกภาพยนตร์ถ้าจะให้นึกถึงผู้กำกับชายที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ รับประกันเลยว่าจะต้องมีชื่อของ Christopher Nolan ขึ้นมาเป็นชื่อแรก ๆ แน่นอน และในปี 2026 นี้ เสด็จพ่อของเรากลับมาอีกครั้ง พร้อมความยิ่งใหญ่ด้วยการหยิบเรื่องราวที่เล่ากันมายาวนานอย่าง มหากาพย์โอดิสซี The Odyssey เอามาเล่าเป็นหนังยาวครั้งแรก หลังจากรอคอยที่จะได้ทำหนังเรื่องนี้มากว่า 20 ปี!
แต่คำถามที่เราอยากชวนทุกคนคิดก็คือว่า.. Christopher Nolan เขาทำยังไง ให้การเล่าเรื่องแทบจะทุกเรื่องดึงดูด น่าสนใจ และทำให้เราอยากตีตั๋วเข้าไปดูในโรงตลอดเลย?
เจาะเบื้องหลัง 8 วิธีคิดการเล่าเรื่องจากผู้กำกับชื่อดังระดับโลก มาดูกันว่าในหัวของเขาคิดอะไร ถึงสร้างงานที่แตกต่าง และเป็นที่น่าจดจำของคนทั่วโลก
1. เริ่มต้นที่ความรู้สึก ก่อนการนึกถึงโครงเรื่องเต็ม
ผู้กำกับแต่ละคนมักมีลายเซ็นการเล่าเรื่องที่เป็นของตัวเอง Nolan เองก็เช่นกัน หนังทุกเรื่องของเขาถูกถ่ายทอดด้วยสเกลเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ทั้งด้านของงานสร้างและเนื้อหา แต่ความลับก็คือ Nolan ไม่ได้เริ่มต้นการคิดคอนเซปหนังด้วยพล็อตเรื่อง หรือโครงเรื่อง!
แต่เริ่มจากการมองว่า ความรู้สึกแบบไหน ที่เขาอยากส่งให้คนดู ดังนั้นก่อนที่จะเขียนบท Nolan จะเขียนสรุปอารมณ์ และความรู้สึกทั้งหมดที่อยากให้คนดูได้รับในการดูออกมาใส่กระดาษ หรือ Post-it รวมถึงเขียนวิธีด้วยว่าต้องทำยังไงถึงจะให้คนดูรู้สึกถึงสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อได้แบบเต็มร้อย และเมื่อบทเขียนเสร็จไปจนถึงขั้นตอนถ่ายทำ Nolan ก็จะพกกระดาษที่เขียนถึงอารมณ์ของเรื่องไว้ตลอด เพื่อให้มั่นใจว่าแต่ละ scene มันส่งอารมณ์ไปถึงคนดูได้จริง ๆ เพราะอารมณ์จะเป็นสิ่งที่กระตุ้นคนดู ทั้งให้อยากดู อยากรู้ อยากติดตามนั่นเอง
ใน The Odyssey เขาก็ยังยึดหลักของวิธีคิดนี้ โดยการให้ Hoyte Van Hoytema (ผู้กำกับภาพที่ร่วมงานกันมาตั้งแต่ Dunkirk) แบกกล้อง IMAX 70 mm. ไว้บนบ่าและขึ้นไปถ่ายบนเรือจริง ๆ เพราะต้องการให้คนรู้สึกถึงการเจอกับอันตรายที่ดิบเถื่อน น่ากลัว และหดหู่
Nolan กล่าวใน Time Magazine ว่า “เราสามารถทำให้คนดูรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว และรู้สึกใกล้ชิดกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ เช่น พายุ ทะเลที่มีคลื่นรุนแรง และลมที่พัดกระโชกแรง เราต้องการให้ผู้ชมอยู่บนเรือร่วมไปกับพวกโอดิสซีอุส รู้สึกกลัวมหาสมุทร กลัวความโกรธของเทพโพไซดอน ในแบบที่ตัวละครรู้สึก”
🔑 ในมุมของการทำงานก็เช่นกัน การทำบางอย่างโดยไม่มีหมุดหมายตั้งเป้าตอนสุดท้ายไว้ก่อน ก็เหมือนการที่เราแล่นเรือในทะเลแบบไม่มีทิศทาง โดนลมจากจุดไหนมาก็ไหลไปตามแรง ดังนั้นสิ่งสำคัญของวิธีคิดนี้จาก Nolan ก็คือการที่เราต้องตั้งต้นด้วยสิ่งที่เราอยากสื่อสารให้ดี ยึดหลักนั้นเอาไว้ให้มั่นคง และลงมือทำมันตามที่คิด
2. เอาไอเดียจากต่างสายงาน มาผสมผสานเพื่อสร้างสิ่งใหม่
เมื่อได้ความรู้สึกที่ต้องการส่งให้คนดูแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนของการประกอบโครงสร้างของเนื้อเรื่องทั้งหมด Nolan มักวางโครงสร้างหนังตามกรอบการทำงานของดนตรีที่เรียกว่า ‘เสียงเชพเพิร์ด (The Shepard Tone)’
หรือคือชุดตัวโน้ตที่ไต่ระดับขึ้น เปรียบเหมือนการไต่ระดับของเรื่องราวให้เข้มข้นเรื่อย ๆ ไปจนถึงฉาก Climax
ซึ่งเรามักจะได้ยินมันในหนังแทบทุกเรื่องของ Nolan ตั้งแต่ The Prestige, The Dark Knight, Interstellar, Dunkirk, Oppenheimer และล่าสุดอย่าง The Odyssey ก็มีดนตรีนี้ด้วยเช่นเดียวกัน ผ่านฝีมือของ Ludwig Göransson (นักแต่งเพลง และโปรดิวเซอร์เพลงที่เคยออกแบบเสียงให้ใน Oppenheimer) ซึ่งจะเข้ามาช่วยขยี้อารมณ์ความรู้สึกของคนดูให้อิน และรับรู้ถึงความพยายามที่ต้องแลกมาด้วยเลือด เหงื่อ น้ำตา และการเสียสละ ในการเดินทางกลับบ้านของโอดิสซีอุส
สะท้อนให้เห็นว่าคนที่มีความคิดสร้างสรรค์มากที่สุดในโลกบางคน สร้างสรรค์ไอเดียต่าง ๆ ด้วยการให้สมองเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ที่อาจมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อย่างเช่น การได้ยินดนตรี และการเอาโครงสร้างนั้นมาปรับใช้กับภาพยนตร์
🔑 ในแง่ของการทำงาน คนที่คิดสร้างสรรค์เก่งที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่คิดใหม่ในทุกเรื่อง แต่คือการมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างสองสิ่ง ที่ดูไม่เข้ากัน และเอามาเชื่อมโยงกันให้เกิดสิ่งใหม่ได้ ดังนั้นการหาไอเดียในการคิดงานใหม่ ๆ ลองมองหาสิ่งที่ไม่เข้ากัน ให้ลองเชื่อมกันดู ไม่แน่มันอาจจะสร้างผลลัพธ์ใหม่ที่เราคาดไม่ถึงก็เป็นได้
3. ปล่อยไอเดียให้ตกตะกอน แล้วค่อยย้อนกลับมาทบทวน
เมื่อได้ทั้งความรู้สึก โครงเรื่อง จนก่อเป็นไอเดียหนังหนึ่งเรื่องแล้ว Nolan กลับบอกเราว่า เราจำเป็นต้องมีเวลาเพื่อให้ไอเดียนั้นได้หายใจบ้าง ไม่ใช่ทุ่มเทให้แบบเต็มกำลัง
ความหมายก็คือ เมื่อเราเอาไอเดียบางอย่างมารวมกันได้เป็นรูปร่างแล้ว ลองวางไว้ให้มันอยู่ตรงนั้น และลองเดินออกไปทำสิ่งอื่น ๆ แล้วย้อนกลับมาดูว่าอีกครั้งว่า สิ่งไหนบ้าง ที่ยังให้ความรู้สึกว่าถูกต้องเหมาะสมอยู่และสิ่งไหนบ้างที่พอดูอีกที มันไม่เหมาะแล้ว
Nolan กล่าวว่า “กระบวนการสร้างสรรค์ต้องใช้เวลาในการจดจ่อที่เข้มข้น แต่มันก็ต้องการเวลาเพื่อหยุดพัก และปล่อยให้สมองได้เคี่ยวไอเดียให้เข้าที่ ลองวิ่งโดยไม่มีเพลงฟัง ออกไปเดินเล่นโดยไม่มีโทรศัพท์ หรือแค่สังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างเงียบ ๆ ลองให้เวลาสมองได้ล่องลอย และคิดเรื่อยเปื่อยบ้าง”
🔑 บางครั้งเมื่อเราต้องคิดไอเดียใหม่ขึ้นมาหนึ่งครั้ง เรามักจะใช้เวลาในการจดจ่อกับมันเป็นเวลานาน จนทำให้สมองไม่ได้พักอย่างสะสม ซึ่งมันส่งผลให้สมองตัน หรือไอเดียออกมาไม่สดใหม่ ดังนั้นหลักการของ Nolan คือการให้เวลาสมองได้พัก และค่อยกลับมาทบทวนอีกครั้งตอนสมองเฟรชแล้วว่า สิ่งไหนคือสิ่งที่เราจะทำจริง ๆ
4. เปลี่ยนมุมมองให้หลากหลาย เพื่อขยายมิติของเรื่องราว
เมื่อผ่านการตรวจสอบดูจนออกมาเป็นไอเดียที่ดีได้แล้ว ขั้นตอนสำคัญไม่แพ้กันก็คือ การเขียนบทภาพยนตร์ที่สุดซับซ้อน แต่ก็ยังน่าติดตาม ฉบับ Nolan
มีหนังหลายเรื่องของ Nolan ที่มักจะเล่นกับเส้นเรื่องเวลา หรือสิ่งที่คิดไปเอง อย่างใน Memento, Inception และ Interstellar เขามักจะดีไซน์ scene ต่าง ๆ ออกมาโดยการคิดว่าตัวเองเป็นคนดู และนั่นทำให้เขาชอบเล่นกับองค์ประกอบของภาพให้ออกมาแปลกใหม่ และน่าสนใจเสมอ ๆ หรือบางครั้งก็ทำให้คนดูสงสัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ Nolan คิดมาหมดแล้ว! เช่น ดู Memento อยู่ก็คิดว่า นี่เรื่องจริงหรือคิดไปเองเนี่ย?
เพราะฉะนั้นลายเซ็นที่เด่นชัดของ Nolan ก็คือการถ่ายทอดมุมมอง ที่เขียนจากข้างในออกไปข้างนอก เขาแนะนำว่า เมื่อคุณกำลังเขียน ลองพยายามมองผลงานนั้นจากมุมมองที่ต่างกันออกไป ในฐานะคนอ่าน ในฐานะตัวละคร หรือในฐานะคนที่พึ่งดูเป็นครั้งแรกก็ได้ และมันจะช่วยให้เราคิด และเขียนในลักษณะที่แตกต่างไปจากเดิมได้ มากกว่าที่เรามองเห็นตัวเองในฐานะผู้เขียนผลงานอย่างเดียว
🔑 สำหรับการทำงานบางครั้งเรามักจะยึดติดกับบทบาทหน้าที่เดียว ซึ่งบางครั้งมันทำให้เราอาจคิดสร้างสรรค์ได้แต่ในมุมเดิม มิติเดิม แต่ถ้าเราลองสวมหมวกเป็นคนอื่น ๆ ดู เราอาจจะมองเห็นมุมต่าง ๆ ที่เราไม่เคยเห็น และสามารถหยิบมาสร้างสรรค์งานได้หลายมิติมากขึ้นก็ได้
5. สร้างงานให้มีกิมมิก เพื่อกระตุ้นความคิดให้คนอยากติดตาม
นอกจากงานเขียนบทที่ซับซ้อนแล้ว งานสร้าง หรือการออกแบบฉากของ Nolan ก็ถือว่าซับซ้อนไม่แพ้กัน ลองนึกฉากต่อสู้ที่โถงทางเดินหมุนใน Inception หรือทุกฉากของ Tenet ที่ดูแล้วโคตรจะงง โคตรจะซับซ้อน ต้องดูหลาย ๆ ครั้งกว่าจะเข้าใจเนื้อเรื่อง
แต่รู้ไหมว่า ความซับซ้อนเหล่านี้แหละ คือตัวกระตุ้นให้คนดูสงสัย อยากเข้าใจ อยากดูรู้เรื่อง จนต้องถามเพื่อนในโซเชียล หรือดูซ้ำอีกรอบ
และเมื่อเราดูหนังของ Nolan ครั้งที่สองเราก็มักจะมองเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ต่างจากครั้งแรก และมันจะทำให้เราค่อย ๆ เข้าใจเนื้อเรื่องมากขึ้น Nolan เคยพูดเอาไว้ว่า เขาเชื่อมั่นว่าคนดูของเขา จะพยายามลงมือถอดรหัส และคลี่คลายเรื่องราวทั้งหมดออกมาได้ และนั่นเลยทำให้เขาสร้างหนังที่ซับซ้อนขนาดนี้ 😂
🔑 สิ่งสำคัญก็คือ เวลาคิดงานหรือพรีเซนต์ ลองเติมกิมมิกหรือมิติให้เนื้องานน่าค้นหา ให้คนฟังอยากติดตามต่อ และเปิดสเปซให้เขาได้ใช้ถาม ได้หาคำตอบด้วยตัวเอง
6. ก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัย เพื่อสร้างขีดจำกัดใหม่ให้ตัวเอง
การสร้างหนังของ Nolan แต่ละเรื่องมักผ่านองค์ประกอบข้างบนมาทั้งหมด แต่ในข้อนี้เราจะพามาเจอความแตกต่าง คือการฉีกข้อจำกัดของการทำงานแบบเดิม ๆ ของตัวเอง ด้วยการทำหนังหลากหลายแนว ตั้งแต่ Insomnia (Thriller/Mystery), Interstellar (Sci-Fi), Oppenheimer (Biographical/Thriller) และล่าสุดอย่าง The Odyssey (Action/Fantasy)
Nolan เชื่อว่าการแหกกฎไม่ใช่เรื่องน่าสนใจ แต่การสร้างกฎใหม่ขึ้นมาต่างหาก ที่จะทำให้สิ่งต่าง ๆ น่าตื่นเต้นขึ้น นั่นเลยทำให้เขาผลักดันขอบเขตข้อจำกัดที่มีอยู่ในสถานะปัจจุบัน และไม่กักตัวเองอยู่ในกฎแบบเดิม ๆ แทนที่ Nolan จะเลือกแหกกฎแค่เพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้แก่วงการภาพยนตร์ แต่เขากลับสร้างกฎของตัวเองขึ้นมาพร้อมกับภาพยนตร์ทุกเรื่อง เพื่อเล่าเรื่องราวในรูปแบบที่สดใหม่ และเต็มไปด้วยนวัตกรรมอยู่เรื่อย ๆ
อย่างใน The Odyssey เองก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ Nolan ทุ่มสุดตัว ทั้งในแง่ของโปรดักชั่น (ออกแบบเซตฉากเมืองขึ้นมาใหม่, สร้างหุ่นจำลองไซคลอปส์โพลีฟีมัสจริง), ด้านงานภาพ (ใช้กล้อง IMAX 70 mm. ถ่ายเต็มเรื่อง ขึ้นเขา ขึ้นเรือ หรือในถ้ำ) จนทำให้ทั้งนักแสดงนำในเรื่อง รวมถึงผู้บริหารที่อนุมัติงานสร้างก็ต้องบอกเป็นคำเดียวกันว่า หนังเรื่องนี้มันข้ามขีดจำกัดของ Nolan แบบสุด ๆ
🔑 ในการทำงานบางครั้งเมื่อเราอยู่ในกรอบของกฎเกณฑ์ที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยมากเกินไป มันอาจทำให้เราพลาดโอกาสใหญ่ ๆ ที่จะเข้ามาหาได้ สิ่งที่ Nolan บอกเราก็คือ ไม่ใช่ให้เราแหกกฎเดิมที่เคยทำ แต่คือการให้เราสร้างกฎใหม่ เพื่อปลดล็อกศักยภาพในตัวของเราในแบบที่เราอาจไม่เคยลองมาก่อน และบางทีการก้าวออกจากกรอบเดิม ๆ นี้ มันอาจทำให้เราสร้างสรรค์งานที่ยิ่งใหญ่แบบ Nolan ก็เป็นได้
7. สวมหมวกคิดให้สุดทาง แล้วลงมือทางสร้างให้เกิดขึ้นจริง
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Nolan เป็นผู้กำกับที่โดดเด่นและแตกต่างในยุคนี้ คือการที่เขาสามารถสร้างฉาก และหนังออกมาจากตัวหนังสือได้อย่างไม่น่าเชื่อ นั่นเป็นเพราะว่า Nolan สวมหมวกสองใบ
หมวกใบแรกคือ คนเขียนบท > เขามักเขียนบทด้วยอิสระแบบเต็มสูบ ไม่มีกรอบ ไม่มีอะไรมาครอบจินตนาการทั้งนั้น จะเล่าเรื่องอวกาศ หรือจะเป็นโลกในความฝัน ก็สามารถเกิดขึ้นได้
หมวกใบที่สอง คือ ผู้กำกับ > เมื่อได้บทภาพยนตร์สุดล้ำมาแล้ว จากนั้นในฐานะผู้กำกับเขาก็มามองหาต่อว่า จะทำอย่างในบทภาพยนตร์ได้อย่างไร
วิธีคิดนี้ยังเป็นสิ่งที่ Hoytema (ผู้กำกับภาพ) ยึดถือด้วยเหมือนกัน ถ้าเราย้อนไปในปี 2023 ฉากที่เราเห็นระเบิดในเตาปฏิกรณ์ ของ Oppenheimer ก็ถูก Hoytema สร้างเลนส์ขึ้นมาใหม่เพื่อถ่ายทำโดยเฉพาะ และผลิตฟิล์มขาวดำจาก Kodak ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เป็นภาพที่ Nolan อยากได้มากที่สุด
ความทะเยอทะยาน และไม่ยอมแพ้ต่อสิ่งที่ดูเป็นไปไม่ได้ของทั้ง Nolan, Hoytema และทีมงานคนอื่น ๆ คือสิ่งที่พาให้หนังหลาย ๆ เรื่องของออกมาอย่างสมบูรณ์ และเป็นที่น่าจดจำ ซึ่งเขาก็ยังย้ำอีกว่า ถ้าเราต้องการสร้างภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยม มันไม่ใช่แค่มีบทภาพยนตร์ที่ดี แต่มันจำเป็นต้องยอมรับ และรับมือความเสี่ยงมากมายตลอดเส้นทางได้ด้วย
🔑 ในการทำงาน บางครั้งเราอาจเจออุปสรรคที่ทำให้เราอาจรู้สึกว่ามันไม่มีทางทำได้ แต่ถ้าเราไม่ยอมแพ้ และหาทางออกที่จะไปถึงเป้าหมายให้ได้ สุดท้ายเราก็จะไปถึงได้ สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าอุปสรรคคืออะไร แต่คือ เราพร้อมที่จะสู้ไหม มากกว่า
8. หาคู่หูที่รู้ใจ และร่วมสร้างสรรค์งานไปด้วยกัน
สิ่งสำคัญของหนังทุกเรื่องของ Nolan คือสิ่งที่ช่วยตอกย้ำเราว่า ไม่มีงานสร้างสรรค์ไหนที่จะสามารถทำสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว เพราะมันยังต้องอาศัยทีมดูแลภาพ ดูแลสถานที่ ออกแบบงานสร้าง ดูแลเสียง และฝ่ายอื่น ๆ
ดังนั้นสิ่งที่ Nolan ใช้ในการทำงานทุกครั้ง คือการหากลุ่มเพื่อนที่พร้อมสร้างสรรค์งานไปด้วยกัน ทั้ง Hoytema (ผู้กำกับภาพ) ที่พร้อมแบกกล้องหนักเกือบ 300 กิโลกรัมไว้บนบ่า, Hans Zimmer และ Ludwig Göransson (นักแต่งเพลง) ที่พร้อมสร้างดนตรีประกอบให้กับหนังได้อย่างละเอียดทุกตัวโน้ต, Andrew Jackson ที่ลงทุนสร้างหุ่นจำลองไซคลอปส์โพลีฟีมัสสูงถึง 18 เมตร รวมถึงทีมสร้างฉากเมืองต่าง ๆ ใน The Odyssey
Nolan บอกไว้ว่า จงหาใครสักคนที่เข้าใจวิสัยทัศน์ของเรา และชวนพวกเขาเข้ามาตั้งแต่ในช่วงเริ่มต้นที่สุดในสิ่งที่เราจะทำเพราะยังไงสองหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว
🔑 สะท้อนกลับมาในมุมมองของการทำงาน ในทุก ๆ องค์กร จะไม่สามารถสร้างความสำเร็จได้ถ้าเราทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว ไม่มีใครคอยช่วยเหลือ ดังนั้นสิ่งที่ Nolan อยากบอกก็คือ จงหาคนที่มีวิสัยทัศน์ตรงกันกับเรา ชวนเขาเข้ามาร่วมงาน และผลักดันความฝัน หรือเป้าหมายไปด้วยกัน เพื่อที่จะสร้างโอกาสของความสำเร็จได้มากกว่าการทำคนเดียว
‘มหากาพย์โอดิสซี The Odyssey’ เข้าฉายแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์ชมตัวอย่างได้ที่
อ่านบทความนี้จบ แล้วก็ไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ จากภาพยนตร์ของเสด็จพ่อกันได้เลย!
แปล เรียบเรียง: ธัญวรัตน์ ปกรณ์รัศมี
ที่มา
- The Profile Dossier: Christopher Nolan, the Visionary Behind Cinema's Best Psychological Thrillers
- Christopher Nolan Has Been Dreaming of The Odyssey for More Than 20 Years
- The sound illusion that makes Dunkirk so intense
- ‘The Odyssey’ Review: Christopher Nolan’s Monumental Epic Reckons With War’s Cost And The Terrible Ache Of Homecoming
- Christopher Nolan Shot ‘The Odyssey’ Entirely With Imax Cameras by Creating New Equipment So ‘You Can Shoot a Foot’ Away From an Actor’s Face and ‘Get Usable Sound’