เส้นทางในการทำธุรกิจไม่เคยมีคำว่าง่าย ตั้งแต่วันที่เริ่มปั้นแบรนด์ให้มีตัวตน ขยายแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง จนถึงโจทย์ที่ยากที่สุดคือ ‘การต่อยอดให้แบรนด์เติบโต’
เพราะไม่ใช่ทุกแบรนด์ที่ส่งต่อให้ทายาทแล้วจะรอด และไม่ใช่ทุกธุรกิจที่จะขยายสเกลแล้วจะรุ่ง คำถามคือ แล้วต้องมีวิธีคิด หรือกลยุทธ์แบบไหนล่ะ? ถึงจะเปลี่ยนแบรนด์เดิมให้เติบโตได้ไกล และยั่งยืน
พาไปถอดบทเรียนในการต่อยอดธุรกิจจาก 2 แบรนด์ดัง ในเซสชัน Scale up the Legacy ต่อยอดธุรกิจ คิดให้ใหญ่กว่าเดิม โดยคุณเมธัส ชัยมงคลานนท์, เจ้าของแบรนด์ แก้วบูทีค, คุณพราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช, ผู้บริหาร ชาตรามือ และอาจารย์ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย, ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด และอดีตกรรมการรายการ “SME ตีแตก” ในงาน The Entrepreneur Forum 2026
ต่อยอดธุรกิจด้วยการเปลี่ยนแบรนด์ ‘ร้านขายของฝาก’ ให้กลายเป็น ‘ร้านขนมไทยที่คนกินได้ทุกวัน’ ในฉบับของ ‘แก้วบูทีค’
จุดเริ่มต้นไอเดียการทำ ‘ขนมไทยพรีเมียม’ มาจากคุณเพชร (เจ้าของแบรนด์ แก้วบูทีค) ทายาทรุ่นที่ 2 ที่สืบทอดกิจการร้าน ‘แก้ว’ ร้านของฝากจากจังหวัดกาญจนบุรี เริ่มตั้งคำถามว่า ‘ทำไมขนมไทยไม่ใช่สิ่งที่คนอยากกินในชีวิตประจำวัน แต่เป็นขนมที่คนอยากซื้อไปฝากมากกว่า’ เลยจุดประกายในการสร้างแบรนด์ที่ว่า ‘จะเอาขนมไทยกลับมาอยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทยทุกคนให้ได้’ ผ่าน 3 ขั้นตอน คือ
1. ฐานลูกค้าเป็นใคร
ซึ่งลูกค้าเก่าของแบรนด์ ‘แก้ว’ เองมักจะเป็นกลุ่มลูกค้า Gen Y และ Baby Boomers เป็นหลัก
2. วิเคราะห์ธุรกิจที่ทำอยู่
แบรนด์ ‘แก้ว’ เป็นธุรกิจร้านขายของฝาก ที่คนซื้ออาจไม่ได้ใช้เอง
3. ตัวตนของธุรกิจคืออะไร
คนมักจดจำแบรนด์ ‘แก้ว’ จากร้านขายของฝาก และ ‘แก้วมะขาม’ มากกว่าตัวตนของแบรนด์
เมื่อรู้ 3 เรื่องนี้แล้ว หลังจากนั้นคุณเพชรเลยตัดสินใจ เปิดแบรนด์ใหม่ด้วยการสร้างตัวตนที่ชัด มอบประสบการณ์ให้ลูกค้า พร้อมกับตัวสินค้าที่มีคุณภาพ จึงกลายมาเป็น ‘แก้วบูทีค’ ในวันนี้ ซึ่งแบรนด์เองยังรักษากลุ่มลูกค้าเดิมได้อย่างเหนียวแน่น และสามารถขยายตลาดไปสู่กลุ่ม Gen Z ได้อีกด้วย
เสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจ ผ่านวิธีคิด และการตัดสินใจ ในมุมมองของ ‘ชาตรามือ’
‘ชาตรามือ’ แบรนด์ชาไทยที่เติบโตไกลระดับโลก ทางคุณแพรว (ผู้บริหาร ชาตรามือ) หรือทายาทรุ่นที่ 3 มองว่า หัวใจสำคัญของการต่อยอด คือการตั้งคำถามว่า ‘ตลาดตอนนี้ต้องการอะไร’ และ ‘สิ่งที่แบรนด์มีมันตอบโจทย์เรื่องนั้นมากน้อยแค่ไหน’
เพราะก่อนที่จะมาเป็น ‘ชาตรามือ’ ที่ทุกคนรู้จักในวันนี้ แบรนด์มีจุดเริ่มต้นจากการเอาชาไปให้คน ‘ทดลองชิม’ ในงาน Exhibition ต่าง ๆ จนเกิดกระแสเรียกร้องให้ลองทำออกมาขายเอง จุดนี้เองที่เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้แบรนด์ตั้งคำถาม และตอบมันให้ได้ ก่อนจะเริ่มต่อยอด หรือขยายธุรกิจ
นอกจากฟังเสียงของตลาดแล้ว สิ่งที่แบรนด์ให้ความสำคัญมากที่สุดคือการ ‘รักษามาตรฐาน’ ของแบรนด์ให้ดี ไม่ว่าจะส่งต่อให้ทายาทรุ่นไหน ทั้งเรื่องคุณภาพ ความจริงใจ ความซื่อสัตย์ เพื่อให้ชาทุกแก้วนั้นคุ้มค่ากับเงินที่ลูกค้าจ่ายให้กับแบรนด์นั่นเอง
ถึงจะเป็นแบรนด์ใหญ่ แต่คุณแพรวเองก็ยอมรับว่ามีสิ่งที่ต้องปรับปรุงและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำงาน ระบบการทำงานหลังบ้านของแบรนด์ หรือเรื่องของพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด แบรนด์เองก็ต้องปรับเรื่องการพัฒนาสินค้า เช่น การทำสินค้าให้ Healthy มากขึ้น, ขยายช่องทางจัดจำหน่ายให้เพิ่มขึ้น และการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่หลากหลายขึ้น
ความท้าทายของการเป็น ‘แบรนด์ไทย’ ที่อยากขยายไปสู่ ‘ตลาดต่างประเทศ’
สำหรับ ‘ชาตรามือ’
ชาตรามือเองตอนนี้มีการขยายไปสู่ต่างประเทศเพิ่มขึ้น ล่าสุดคือการเปิดหน้าร้านใหม่ที่เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งการไปเติบโตในตลาดต่างประเทศของชาตรามือ แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบคือ แบบผลิตภัณฑ์ และแบบหน้าร้าน
ส่วนความท้าทายของที่เจอมักมาจากการไปเปิดหน้าร้านมากกว่า โดยมี 2 เรื่องหลักที่ต้องระวัง ประกอบด้วย
1. ระบบการทำงานหลังบ้าน พอเป็นการไปเปิดที่ต่างประเทศ ทำให้บางครั้งไม่สามารถไปควบคุมการทำงานได้ด้วยตัวเองเหมือนที่ประเทศไทย และระบบของแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน ซึ่งทางคุณแพรวเองก็มีบินไปดูงานที่ต่างประเทศอยู่บ่อย ๆ เพื่อรักษามาตรฐานของแบรนด์ให้คงที่
2. การทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ต่างประเทศ จุดนี้เป็นจุดที่ยากที่สุด เพราะไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายจะทำให้แบรนด์เป็นยังไง เลยเป็นสิ่งที่ต้องตัดสินใจให้ดีว่าพาร์ตเนอร์ที่จะเลือก ต้องไม่ใช่แค่มีเงินทุนและประสบการณ์ แต่ต้องเข้าใจในตัวตนที่แบรนด์เป็นด้วย
สำหรับ ‘แก้วบูทีค’
ตอนนี้แก้วบูทีค มีสาขาที่ประเทศไทยอยู่ 8 สาขา และมีเป้าหมายใหญ่ที่อยากไปตลาดต่างประเทศเหมือนกัน เพื่อให้คนต่างประเทศรู้จัก ‘ขนมไทย’ มากยิ่งขึ้น
คุณเพชร เล่าว่า เคยได้มีโอกาสไปเปิด Pop Up Store ที่ประเทศอินโดนิเซีย ซึ่งผลตอบรับค่อนข้างดี แบรนด์เลยมองว่านี่อาจเป็น Next Stage ในอนาคตที่อยากไปให้ถึง ส่วนในตอนนี้ก็หันมาตั้งใจ และใส่ใจในการพัฒนาสินค้า และระบบการทำงานหลังบ้าน เพื่อให้พร้อมต่อการขยายธุรกิจ
รวม 4 คำแนะนำในการทำธุรกิจยุคนี้ สำหรับคนที่อยากให้ธุรกิจเติบโต
1. ถ้าอยากทำธุรกิจให้สำเร็จ ต้องอย่ายึดติดกับสูตรสำเร็จ
ยุคนี้ทำธุรกิจต้องไม่ติด Framework เพราะเมื่อไหร่ที่เรามัวแต่ยึดติด มันจะล็อกความคิดของเรา บางแบรนด์กว่าจะพัฒนามาเป็น Framework บางครั้งมันก็อาจจะช้าไป ดังนั้นเราต้องคิดตามบริบทแทน เพื่อให้ทันกับทุกสถานการณ์
2. อย่ารอให้ทุกอย่างพร้อมแล้วค่อยทำ เพราะถ้าคิดว่าจะทำ แปลว่า ‘เราพร้อมแล้ว’
สำคัญที่สุดคือการลงมือทำ และลองทำ เมื่อได้ทำแล้วมันจะมีบทเรียนมากมายที่เราจะได้กลับมา แต่ถ้ารอให้ทุกอย่างพร้อม สุดท้ายเราก็จะไม่ได้ทำ หรือถ้าทำก็อาจจะไม่ได้ทำอะไรที่สร้างคุณค่าให้กับตลาดได้จริง
3. ตกผลึกให้ได้ว่าเราเป็นใคร ลูกค้าต้องการอะไร และทำไมลูกค้าถึงรักเรา
คนทำธุรกิจต้องรู้ก่อนว่า ตัวตนแบรนด์คืออะไร ลูกค้าต้องการอะไร และทำไมลูกค้าถึงรักเรา ถ้าเราตอบ 3 เรื่องนี้ได้แล้ว ก็ต้องรักษา DNA ของแบรนด์เอาไว้ เพื่อเป็นจุดแข็งที่แบรนด์ไหนก็เลียนแบบไม่ได้ อีกเรื่องที่สำคัญ คือการเตรียมระบบหลังบ้านให้ดี การที่เราจะขยายร้าน ระบบก็ต้องพร้อมในทุกสถานการณ์ และลดความผิดพลาดของคนให้น้อยที่สุด
4. เรียนรู้แนวคิดให้เข้าใจ แล้วลืมมันไปให้หมด
บางครั้งการที่เราได้ฟังบทเรียน หรือตัวอย่างการทำธุรกิจเยอะ ๆ อาจเป็นข้อเสียได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นฟังได้ เรียนรู้ได้ แต่อย่าเก็บเรื่องพวกนี้ไว้ในหัว อย่าไป Copy ในสิ่งที่คนอื่นทำ ต้องสร้างมันขึ้นมาในแบบของเราเอง เพราะไม่มีความสำเร็จไหนที่เหมือนกัน
The Entrepreneur Forum 2026
Session: Scale up the Legacy ต่อยอดธุรกิจ คิดให้ใหญ่กว่าเดิม
โดย คุณเมธัส ชัยมงคลานนท์, เจ้าของแบรนด์ แก้วบูทีค
คุณพราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช, ผู้บริหาร ชาตรามือ
อ.ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย, ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด และอดีตกรรมการรายการ “SME ตีแตก”