เคยสงสัยกันไหมว่า.. ทำไมโค้ชตอนลงสนามทีไร มักจัดการไม่เก่งเท่าตอนอยู่นอกสนาม?
หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า ‘โค้ชลงสนาม’ ใช้ในเรื่องความรักบ่อย ๆ แต่จริง ๆ แล้วคำนี้ยังใช้ได้กับการทำงานได้ด้วยเหมือนกัน
บทความจาก Entrepreneur บอกไว้ว่า “ผู้นำมักทึกทักเอาเองว่าแค่วิเคราะห์จากข้างสนาม ก็สามารถลงไปเล่นในเกมได้ แม้จะอยู่ภายใต้แรงกดดันก็ตาม แต่ความเป็นจริงมีหลายอย่างที่บอกเราว่า มันไม่ได้เป็นแบบนั้น ” เพราะการวิเคราะห์หรือตัดสินจากภายนอกนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่การลงมือจัดการกับปัญหาภายใต้แรงกดดันจริงนั้น มันยากกว่ามาก
ปัญหาของการที่ผู้นำหลายคนมักพังทลายภายใต้แรงกดดัน ไม่ใช่เพราะว่าไม่เก่ง หรือไม่มีความสามารถ แต่เป็นเพราะคิดว่า แค่การวิเคราะห์ หรือมองจากภายนอกก็รู้วิธีที่จะรับมือกับมันได้แล้ว แต่พอเจอความกดดัน หรือเกิดปัญหาจริง ๆ ก็จะเจอกับเรื่องอื่น ๆ เข้ามาขวาง เช่น มีข้อมูลไม่ครบ เวลาไม่พอ และมีข้อจำกัดมากกว่าที่คิดไว้ ทำให้หลักการหรือวิธีแก้ปัญหาที่เคยคิดว่าจะแก้ได้ ก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งหมด จนสุดท้ายต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปแทน
ยกตัวอย่างจากกรณีการแข่งขันใน 2026 Canadian Grand Prix Sprint ที่เพิ่งเกิดขึ้น Toto Wolff (หัวหน้าทีม Mercedes) เคยไม่สนใจ และละเลยความสำคัญของกฎมะละกอ (Papaya Rules) ซึ่งเป็นกรอบการทำงานในการจัดการการแข่งขัน ของทีม McLaren ไป เพราะมองว่าเป็นแผนการเล่นที่ไม่จำเป็น
แต่แล้วก็ต้องคิดใหม่ เพราะกรอบการตัดสินใจนั้นสร้างขึ้นจากการเรียนรู้ความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และที่สำคัญเป็นการผิดพลาดของ Mercedes เองด้วย คือทีม McLaren เอาบทเรียนนั้นมาออกแบบสำหรับการรับมือกับการแข่งใหม่ และให้ทุกคนเข้าใจตรงกันว่าควรตัดสินใจยังไงตอนเจอความกดดดัน
และสิ่งไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น พอ Mercedes ต้องเจอกับการแข่งขันกันเอง ของ George Russell และ Kimi Antonelli จนสุดท้าย Toto จึงต้องเข้าไปจัดการสถานการณ์ด้วยตัวเอง ซึ่งเรื่องนี้ก็สะท้อนให้เขาได้เข้าใจว่า เมื่อความกดดันเกิดขึ้น สิ่งที่ช่วยให้รับมือได้ ไม่ใช่การตัดสินใจเฉพาะหน้า แต่คือการมีกรอบการทำงานที่สร้างขึ้นไว้ก่อนที่ปัญหาจะเกิด เพื่อรองรับปัญหาได้อย่างเป็นระบบ
รายงานจาก McKinsey & Company ยิ่งตอกย้ำเรื่องนี้ว่า การตัดสินใจทุกครั้งไม่ได้มีความสำคัญเท่ากัน แต่ผู้นำมักใช้กระบวนการเดียวกันในทุกการตัดสินใจ เพราะฉะนั้นเราควรออกแบบเพื่อตรวจสอบ ‘ความกดดัน’ และ ‘วิธีรับมือ’ ให้เจาะจงเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งนั่นคือการสร้าง ‘กรอบการทำงานที่พร้อมรับแรงกดดัน’ ให้ดี เพื่อให้สามารถรับมือกับแรงกดดันได้ตรงจุด และแม่นยำมากขึ้น
แล้วกรอบการทำงานที่พร้อมรับแรงกดดัน เราควรออกแบบ หรือจัดการมันอย่างไร
เราจะพามาดู 2 วิธีคิด จาก McKinsey & Company ที่จะทำให้เราเป็น ‘โค้ช’ ตัวจริง ที่เก่งทั้งนอกสนาม และในสนาม
1. วางแผนผังการตัดสินใจ แล้วลอง ‘ซ้อมรับแรงกดดัน’ ที่จะเจอ
อย่างที่บอกไปตอนต้นว่าผู้นำหลายคนไม่ได้พลาดเพราะไม่มีความสามารถ แต่เป็นเพราะเจอข้อจำกัดหลายด้าน ที่ไม่เคยคาดคิดว่ามันจะมี จนทำให้หลักการ หรือวิธีแก้ปัญหาไม่สามารถเอามาใช้ได้ทั้งหมด
สิ่งที่ McKinsey & Company แนะนำคือ การกำหนดให้ชัดว่าแต่ละขั้นตอนมีใครบ้างที่ต้องรับผิดชอบ และงานต้องส่งต่อยังไง รวมถึงใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ทุก ๆ ฝ่ายสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงหรือความกดดันไปในทิศทางเดียวกัน และรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และเรื่องสำคัญคือ การวางแผนเพื่อตั้งรับความกดดันที่จะเกิดต้องไม่ซับซ้อนจนเกินไป ต้องเรียบง่าย และเข้าใจตรงกันมากที่สุด เพื่อไม่ทำให้การสื่อสารผิดพลาด และทำให้การแก้ปัญหาเกิดขึ้นได้รวดเร็ว และแม่นยำมากขึ้น
2. จำลองสถานการณ์ให้เหมือนจริง แล้วตั้งรับเหมือนสิ่งที่คิดว่าจะเจอ
เมื่อวางแผนการรับมืออย่างดีแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ผู้นำเอาชนะแรงกดดันได้ ก็คือลองเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ความกดดันนั้น ลองเอามาใช้จริง เพื่อรับรู้ถึงความกดดันจริง ๆ ไม่ใช่มีแค่แผนบนกระดาษ
McKinsey & Company เรียกกระบวนการนี้ว่า ‘การปล่อยน้ำให้ไหลผ่านท่อ (Run water through the pipes)’ ซึ่งเป็นการจำลองสถานการณ์ความกดดันจริง เพื่อทดสอบว่าแผนที่วางไว้เพื่อแก้ปัญหา มันแก้ได้จริง หรือแก้ไม่ได้เลย
ในการทำช่วงแรกของการจำลองสถานการณ์ มันมักจะทำให้เราเห็น ‘รูรั่ว’ ชัดขึ้น แต่หากเราไม่จำลองสถานการณ์และคิดว่าเราจัดการได้ พอถึงหน้างานที่เกิดปัญหาจริง ๆ เราอาจแก้ไขมันไม่ทันแล้ว
ดังนั้นยิ่งเราจำลองสถานการณ์ และเห็นรูรั่วเร็วเท่าไหร่ การแก้ไขปัญหา การปรับปรุงก็จะยิ่งเร็วขึ้นตาม และพอถึงวันที่ต้องเจอความกดดันจริง ผู้นำรวมถึงทีมงาน ก็จะสามารถรับมือกับมันได้แม่นยำ และมั่นใจมากขึ้น
เหมือนกับที่ Brendan Keegan นักธุรกิจชาวอเมริกัน เคยบอกไว้ว่า “จงสร้างกรอบการทำงานขึ้นมา และทดสอบความกดดันให้กับระบบของก่อนที่ความกดดันจริง ๆ จะมาถึง และจงตรวจสอบให้แน่ใจว่าแผนการที่มี สามารถจัดการได้จริง ๆ”
เพราะความเป็นผู้นำ คือการทดสอบการลงมือปฏิบัติจริง ไม่ใช่แค่การมีคำพูดสวยหรู สิ่งที่ทำให้เราลงแข่งได้ไม่ได้มีแค่การมองจากภายนอก แต่คือการเจอสถานการณ์นั้นจริง ๆ เพราะผู้นำหลายคนจะคิดกรอบการตั้งรับ เมื่อเจอปัญหาแล้ว แทนที่จะเริ่มตั้งกรอบตั้งแต่ต้น
ดังนั้น เมื่อเรามีโครงสร้างการจัดการ และกรอบที่ชัดเจน พร้อมทดสอบความกดดันให้กับระบบก่อนที่ความกดดันจะมาถึงตั้งแต่แรก จึงเป็นสิ่งที่สำคัญและข้อได้เปรียบ ที่ทำให้เราก้าวข้ามความกดดันไปได้
ที่มา
- Why Leaders Break Under Pressure — and How Pre-Built Decision Frameworks Prevent It
- Six traps that sabotage your team’s decision making
- Untangling your organization’s decision making