คุณไม่ได้ขี้เกียจ คุณแค่ถูกบังคับให้ทำงานผิดเวลา เจาะงานวิจัยและ 5 เหตุผลที่พิสูจน์ว่า Night Owls ไม่ได้ด้อยกว่าใคร

คนทำงานจำนวนมากถึง 30% ที่เพิ่งจะเริ่มปิ๊งไอเดียเริ่ด ๆ หลังจากเวลาทำงานสิ้นสุดลง แต่ระบบออฟฟิศยังคงบังคับให้ทุกคนอยู่ในกรอบ 9-to-5 เหมือนกัน บทความนี้จะเจาะลึกว่าวิทยาศาสตร์พูดถึงอะไร และองค์กรควรปรับตัวอย่างไรเพื่อดึงศักยภาพที่แท้จริงออกมา

Last updated on ส.ค. 9, 2026

Posted on ส.ค. 9, 2026

🦉ทำไมไอเดียที่ดีที่สุด มักชอบมาตอนดึก ?

เชื่อว่ามีไม่น้อยเลยที่เวลาก่อนจะเข้านอน หรือตอนดึก ๆ ไอเดียชอบมา แต่กลับกันเวลาตื่นเช้าที่ต้องทำงานกลับไม่มา หรือหลายครั้งต้องใช้ไอเดียในระหว่างทำงาน ก็คิดไม่ออก เดินแล้วเดินอีก กินแล้วกินอีก ก็ยังคิดไม่ออก ใครที่เป็นแบบนี้ สันนิษฐานได้เลยว่า เราไม่ใช่คนไม่มีไอเดีย หรือคนขี้เกียจนะ

โดยบทความจาก Fast Company ได้หยิบยกประเด็นที่น่าสนใจว่า กลุ่มคนทำงานสายครีเอทีฟและนวัตกรรมที่เป็น Night Owl (มนุษย์นกฮูก) ซึ่งกรอบเวลาเข้างานแบบเดิม 9-to-5 หรือเก้าโมงเช้า ถึงห้าโมงเย็น ไม่ได้ตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ และจะยิ่งทำให้คนที่เป็นมนุษย์นกฮูกไม่มีประสิทธิภาพลงไปขึ้นทุกวัน โดยมีทั้งงานวิจัยและหลักการทางวิทยาศาสตร์รองรับ

🦉ความท้าทายใหม่ขององค์กร เมื่อคนแต่ละประเภทคิดงานได้แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา 

โดยมีผลสำรวจปี 2025 จาก Adobe Express ที่เก็บข้อมูลจาก 1,500 คนทำงานในสหราชอาณาจักรได้เผยอินไซต์ของช่วงเวลาที่สมองแล่นที่สุด (Creative Peak) ไว้ได้อย่างน่าสนใจดังนี้

  • 31% ความคิดสร้างสรรค์สูงสุดมักมาในตอนเช้า
  • 19% พบว่าความคิดสร้างสรรค์มาในช่วงบ่าย
  • 17% ความคิดสร้างสรรค์มักมาในตอนเย็น
  • 13% ความคิดสร้างสรรค์มักมาในตอนกลางคืน

นั่นหมายความว่า มีคนทำงานจำนวนมากถึง 30% ที่เพิ่งจะเริ่มปิ๊งไอเดียเริ่ด ๆ หลังจากเวลาทำงานสิ้นสุดลงไปแล้ว ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงเกือบจะเท่ากับกลุ่มนกตื่นเช้าเลยทีเดียว ผลลัพธ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าในขณะที่ข้อกำหนดของออฟฟิศส่วนใหญ่ยังคงรันไปตามเวลาปกติ แต่ธรรมชาติของสมองคนทำงานอีกเกือบครึ่งองค์กรกลับเพิ่งเริ่มต้นทำงานได้ดีที่สุดหลังจากเวลานั้น ซึ่งนี่เป็นโจทย์สำคัญที่ท้าทายการออกแบบรูปแบบการทำงานในอนาคตเป็นอย่างมาก

🦉เมื่อวิทยาศาสตร์บอกว่า ‘มนุษย์นกฮูก’ ถูกลิขิตมาให้คิดต่าง

การที่บางคนสมองแล่นในช่วงเวลากลางคืนไม่ใช่แค่เรื่องของความชอบส่วนตัว แต่วิทยาศาสตร์ระบุว่าสิ่งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุกรรม, โครงสร้างยีนที่กลายพันธุ์ หรือนาฬิกาชีวิตธรรมชาติ (Circadian Rhythm) ของแต่ละบุคคลที่แตกต่างกัน

งานวิจัยในปี 2024 จาก Imperial College London โดย Dr. Raha West ค้นพบว่า 

ผู้ใหญ่ที่มีพฤติกรรมกระตือรือร้นในตอนกลางคืน มักจะทำคะแนนการทดสอบความสามารถทางสติปัญญา (Cognitive Tests) ได้ดีกว่ากลุ่มคนที่ตื่นเช้า

ซึ่งโครโนไทป์หรือนาฬิกาชีวิตเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมองโดยตรง หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ คนทำงานสร้างสรรค์นอกเวลาหลายคนก็คือผู้ที่สร้างความยิ่งใหญ่ให้กับโลกใบนี้ เช่น

  • Bob Dylan แต่งเพลงที่ดีที่สุดในตอนกลางคืน
  • Carl Jung, Franz Kafka, Prince และ Picasso มักจะโหมงานหนักหลังความมืดมาเยือน
  • Fiona Apple นิยามตัวเองว่าเป็นสัตว์หากินกลางคืน
  • Taylor Swift เขียนอัลบั้ม Midnights ที่ทุบสถิติโลกในช่วงหลังค่ำคืนอันมืดมิด

ทว่า ความเป็นจริงในปัจจุบันคือชีวิตในออฟฟิศยุคใหม่ไม่ได้ถูกเซ็ตระบบมาเพื่อรองรับจุดแข็งของคนทำงานหลังเลิกงานเหล่านี้เลย

🦉Solution สำหรับคนทำงาน ปรับวิธีบริหารเวลาในยุคที่โลกไม่เอื้ออำนวย

สำหรับคนทำงานที่เป็น Night Owl แต่ยังต้องเผชิญกับระบบการทำงานแบบเดิม ๆ นี่คือแนวทางการปรับตัวที่ช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ควรแยกงานประสานงาน ออกจากงานสร้างสรรค์

โดย Jared Plumb ผู้จัดการฝ่ายเนื้อหาของ InFlow Inventory เข้าใจว่ายุคนี้เรามักทำงานสลับกันไปมา ไหนจะต้องประสานงาน ไหนจะประชุม ไหนจะต้องคิดงาน โดยเขาแนะนำว่า เราควรจะแยกงานที่ต้องทำร่วมกับทีม เช่น การประชุม หรือการโทรศัพท์ ออกจากงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้ได้

ปรับความคาดหวังในแต่ละช่วงเวลา

Toni Ferrara มืออาชีพด้านสื่อและเจ้าของธุรกิจ อธิบายว่าช่วงเวลางาน 9-to-5 เธอมักจะให้ความสำคัญกับงานที่เน้นความสามารถในการผลิต (Productivity) มากกว่าความคิดสร้างสรรค์ เธอจึงปรับเปลี่ยนตารางชีวิต โดย ช่วงกลางวัน จะใช้ไปกับการแก้ปัญหาให้ลูกค้า แต่ ช่วงกลางคืน จะเป็นเวลาสำหรับการเขียน การตัดต่อ การวิจัย และการคิดเชิงกลยุทธ์โดยไม่มีสิ่งรบกวน

ใช้ประโยชน์จากความต่างของ Time Zone

Johan Konst เจ้าของ EUSA PR ในอัมสเตอร์ดัม เล่าว่า ไอเดียที่ดีที่สุดของเขามักจะมาตอน 23.00 น. ถึง 01.00 น. ซึ่งตรงกับเวลาทำงานของฝั่งสหรัฐอเมริกาพอดี เขาจึงเรียนรู้ที่จะไม่คาดหวังงานสร้างสรรค์ที่ดีที่สุดในช่วงเวลาออฟฟิศปกติ แต่เลือกที่จะสร้างงานตอนกลางคืนแทน

* ข้อควรระวัง: การปรับตัวในลักษณะนี้อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงที่ทำให้คนทำงานช่วงดึกต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งหากบริษัทใส่ใจในความมีชีวิตชีวาและสุขภาวะของพนักงาน องค์กรเองก็จำเป็นต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน

🦉Solution สำหรับองค์กร - วิธีบริหารและสนับสนุนพนักงาน Night Owl ให้ได้งานสูงสุด

ตารางเวลาแบบ 9-to-5 อาจไม่ตอบโจทย์คนจำนวนมาก เช่น พนักงานที่เป็นพ่อแม่ที่ต้องคอยรับส่งลูกตามเวลาโรงเรียน และในแง่ของการดึงศักยภาพสูงสุดของพนักงาน ระบบนี้ก็อาจใช้ไม่ได้ผลกับคนกลุ่มใหญ่ องค์กรจึงควรปรับเปลี่ยนโครงสร้างดังนี้ 

1. กำหนดช่วงเวลาทับซ้อน (Common Core Hours)

องค์กรสามารถบล็อกเวลาสั้น ๆ ในแต่ละวันสำหรับการประชุมและการตัดสินใจร่วมกันของทีม ส่วนเวลาที่เหลือนอกเหนือจากนั้น ปล่อยให้พนักงานได้ทำ Deep Work ในช่วงเวลาที่สมองของพวกเขาทำงานได้ดีที่สุด

2. นำโมเดลการทำงานที่ไหนหรือเมื่อไหร่ก็ได้ (Asynchronous Work) มาใช้

การเปิดโอกาสให้ทำงานแบบ Asynchronous หรือ เน้นการสื่อสารที่ไม่ต้องโต้ตอบในทันที ช่วยลดเสียงรบกวนและเพิ่มเวลาการทำงานที่ต่อเนื่อง เรียกง่าย ๆ ว่าไลน์เด้ง เมลเด้ง หรือมีคนเรียก สิ่งเหล่านี้คือตัวร้ายที่ส่งผลเสียให้โฟกัสหลุดได้ทันที.โดยมีข้อมูลจากงานวิจัยในปี 2022 โดย Next Work Innovation สถาบันคลังสมองของเยอรมนี พบเรื่องที่น่าตกใจว่า คนทำงานสายความรู้ หรือ Knowledge Workers ถูกขัดจังหวะเฉลี่ยสูงถึง 15 ครั้งในทุก ๆ 1 ชั่วโมง หรือทุก ๆ 4 นาที ซึ่งเสียงรบกวนและสิ่งขัดจังหวะในที่ทำงานนี้ ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของคนที่กำลังพยายามสร้าง Flow State ในการทำงาน

3. ผลลัพธ์ที่พิสูจน์แล้วว่าระบบ Asynchronous ช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์

งานวิจัยในปี 2023 จาก Harvard Business Review โดยนักสังคมวิทยา Aruna Ranganathan ที่ศึกษาประสิทธิภาพของนักร้องหญิง 49 คนและนักร้องชาย 50 คนในอินเดีย พบอินไซต์ที่น่าทึ่งว่า นักร้องผู้หญิงจะได้รับการประเมินคะแนนสูงขึ้นถึง 17% เมื่อได้รับอนุญาตให้อัดเสียงแบบ Asynchronous (ต่างคนต่างทำ) แทนที่จะอัดเสียงพร้อมกันเป็นกลุ่ม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบการทำงานแบบมีอิสระ ช่วยลดความกดดันและเปิดโอกาสให้สร้างสรรค์งานได้ดีขึ้น

4. สื่อสารและตั้งเกณฑ์ความสำเร็จร่วมกัน

Karrin Randle หุ้นส่วนลูกค้าสัมพันธ์จาก Korn Ferry ระบุว่า งานแบบ Asynchronous จะช่วยให้คนทำงานกลางคืนรีดประสิทธิภาพได้สูงสุด แต่สิ่งสำคัญคือ พนักงานต้องสื่อสารความต้องการของตัวเองกับหัวหน้าและทีมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้องบรรลุข้อตกลงร่วมกัน เช่น

→ การนิยามคำว่า ‘ความสำเร็จของงาน’ เพื่อให้มี Process & Performance ร่วมกัน
→ ช่วงเวลาที่จำเป็นต้องตอบกลับ ที่ตกลงร่วมกันภายในทีม (Responsiveness)
→ ช่วงเวลาที่ต้องพร้อมสแตนด์บาย ที่ตกลงร่วมกันภายในทีม (Availability)


ความคิดสร้างสรรค์คือนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนโลกยุคใหม่ แต่น่าเสียดายที่เรายังพยายามกักขังมันไว้ในกรงเวลาของโลกยุคเก่า ทางออกที่ดีที่สุดในวันนี้ ไม่ใช่การบังคับให้ชาวนกฮูกเปลี่ยนนาฬิกาชีวิตของตัวเอง แต่คือการที่องค์กรต้องหันมาบริหาร ‘พลังงาน (Energy)’ แทนการบริหาร ‘เวลา (Time)’

💡
เพราะเมื่อมนุษย์ได้ทำงานในเวลาที่สมองพร้อมที่สุด ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมเปลี่ยนเป็นไอเดียที่มีมูลค่ามหาศาลที่สุดเช่นกัน

ที่มา

trending trending sports recipe

Share on

Tags