ทำไมยิ่งเก่ง ยิ่งโดนงานเพิ่ม เข้าใจภาวะ ‘The Curse of Competence’ เมื่อองค์กรทำร้ายคน High Performer โดยไม่รู้ตัว
คำถามสำคัญสำหรับคนเป็นผู้นำและ HR ยุคนี้คือทำไมคนเก่งระดับ High Performer ที่ทำผลงานทะลุเป้ามาตลอด ถึงตัดสินใจยื่นใบลาออกไปอย่างเงียบ ๆ
มีข้อมูลที่น่าสนใจจากเว็บไซต์ forbes โดยเรื่องราวนี้คุณ Corin อดีตผู้จัดการทีมที่ตัดสินใจลาออกจากองค์กรที่ทำงานมานานกว่า 10 ปี เพื่อย้ายไปทำงานกับบริษัทที่เห็นคุณค่าของคนจริง ๆ ได้สะท้อนปรากฏการณ์เชิงจิตวิทยาองค์กรที่เรียกว่า ‘Curse of Competence’ (คำสาปของคนทำงานเก่ง) ซึ่งเป็นภัยเงียบที่คอยผลักดันให้คนเก่ง ๆ เดินออกจากบริษัทไปทีละคน
สัญญาณเตือนในองค์กรที่กำลัง “ทำร้าย” คน High Performer
คุณ Corin เล่าว่าในทีม 12 คน มีลูกน้องระดับ High Performer อยู่ 3-4 คนที่ทำผลงานโดดเด่นมาก แต่เมื่อเขาพยายามจะเสนอรางวัล, โบนัส หรือการปรับเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษเพื่อรักษาคนเหล่านี้ไว้ กลับต้องเจอกับความอึดอัดและอุปสรรคจากโครงสร้างองค์กร
1. ทำผลงานทะลุเป้า แต่ถูกมองว่าตั้งเป้าง่ายจนเกินไป
เมื่อพนักงานทำยอดทะลุเป้าที่ผู้บริหาร (VP) ตั้งไว้ แทนที่ HR หรือองค์กรจะชื่นชม กลับตอบกลับมาว่า ถ้างั้นแปลว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้อาจจะง่ายเกินไป กลายเป็นว่ารางวัลของการทำดี คือการถูกเพิ่มเป้าให้ยากขึ้นโดยไม่มีอะไรตอบแทน
2. เสียงปรบมือจาก Executives แต่ไม่มีสวัสดิการที่จับต้องได้
ยามที่คนเก่งทำยอดขายหรือสร้างอิมแพกต์ใหญ่ให้บริษัท ผู้บริหารระดับสูงต่างพากันดีใจและปรบมือให้ แต่เมื่อขอรางวัลตอบแทนเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างวันหยุดเพิ่ม หรือความยืดหยุ่นในการทำงาน กลับถูกปฏิเสธทั้งหมด
3. อีโก้ของระดับบริหาร กั้นคนเก่งออกจากโอกาสแก้ปัญหา
เมื่อพนักงานระดับท็อปต้องการความช่วยเหลือหรือข้อมูลจากผู้บริหารระดับสูง เพื่อนำมาพัฒนางาน แต่ผู้บริหารกลับไม่ยอมลงมาคุยด้วย เพียงเพราะกลัวว่าจะเสียหน้าเนื่องจากพนักงานคนนั้นมีความรู้เฉพาะทาง (Subject-matter expert) ลึกซึ้งกว่าตนเอง เรียกง่าย ๆ ว่าไม่ยอมรับว่าพนักงานเก่งกว่าตัวเอง
เจาะลึกภาวะ The Curse of Competence กับ 5 สิ่งเลวร้ายที่มักเกิดขึ้นกับคนทำงานเก่ง
คุณ Liz Ryan ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมองค์กรและ HR ได้สรุป 5 สภาพแวดล้อม Toxic ที่คนทำงานเก่งระดับ High Performer มักต้องเผชิญโดยไม่รู้ตัว
1. หัวหน้ารู้สึกโดนคุกคาม (Threatened Boss)
หลายครั้งผลงานที่โดดเด่นเกินไปของพนักงาน อาจทำให้หัวหน้าที่มีความมั่นใจต่ำรู้สึกว่าตัวเองดูแย่ลง หรือกลัวโดนเลื่อยขาเก้าอี้
2. ผู้บริหารกลัวการตั้งบรรทัดฐานใหม่ (Precedent Fear)
ฝ่ายบริหารไม่ต้องการให้รางวัลพิเศษแก่ใครคนใดคนหนึ่ง เพราะกลัวว่าจะบริหารจัดการยากขึ้น ดังนั้นมันเลยเกิดสิ่งที่เรียกว่าทำตามมาตรฐาน สั่งอะไรก็ทำ และเงียบไว้
3. ถูกเพื่อนร่วมงานหมั่นไส้
หลาย ๆ ครั้งความเร็วและนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่คนเก่งสร้างขึ้น อาจไปกดดันให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นรู้สึกว่าตัวเองกำลังโดนวิ่งแซง
4. โต๊ะทำงานกลายเป็นถังขยะรองรับงานยาก (Dumping Ground)
หากคนทั่วไปทำงานเสร็จใน 40 ชั่วโมง แต่คนเก่งใช้เวลาเพียง 20 ชั่วโมง สิ่งที่พนักงานเก่งมักได้รับตอบแทน คือการโดนถมงานยาก ๆ ที่คนอื่นทำไม่ได้เข้ามาอีก 20 ชั่วโมงจนเต็มเวลา
5. ถูกมองว่าเป็นของตาย (Taken for Granted)
เมื่อทำผลงานได้ดีต่อเนื่องปีแล้วปีเล่า องค์กรจะเริ่มมองว่าเป็นเรื่องปกติ และแกล้งทำเป็นไม่สนับสนุนเต็มที่ เพราะกลัวว่าพนักงานคนนั้นจะหลงตัวเอง หรือรู้ว่าตัวเองมีอำนาจต่อรอง
แล้วจะมีวิธีไหนที่ช่วยปลดล็อกคำสาป The Curse of Competence ให้ชีวิตการทำงานได้บ้าง
ข้อมูลจาก psychologytoday ได้ให้คำแนะนำที่น่าสนใจ ถ้าหากเราไม่อยากให้ความเก่งกลายเป็นกรงขัง ตัวเราต้องเปลี่ยนทั้งกลยุทธ์ส่วนตัว (Personal Strategy) และ การเลือกสภาวะแวดล้อม (Environment Choice) ด้วยเช่นกัน โดยเริ่มจาก….
ทำ Passion Audit (ใช้กฎ 80/20)
เก่ง ไม่ได้แปลว่า ต้องทำทุกอย่างเสมอไป ถ้าเราไม่สามารถแก้ปัญหาจากต้นเหตุได้ ลองกลับมาแก้ปัญหานี้โดยตั้งต้นที่ตัวเองก่อน ลองย้อนกลับมาถามตัวเองว่า งาน 20% ไหนที่คุณทำแล้วมีพลัง มีคุณค่า และสร้างอิมแพกต์สูงสุด ให้โฟกัสแค่ก้อนนั้น ส่วนงานอีก 80% ที่คุณแค่ออกตัวช่วยได้ แต่ไม่ได้ทำให้คุณเติบโต ให้เริ่มส่งต่อ หรือค่อย ๆ ถอยห่างออกมา
ตั้งขอบเขต Set Boundaries เลิกเป็นเบาะรองรับงาน
เรามีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธงานได้ ไม่ใช่ว่ารับทุกอย่างเข้าตัวทั้งหมด แต่ทุกครั้งที่ปฎิเสธต้องไม่ลืมว่าทำด้วยความสุภาพ ดังนั้นก่อนจะตกปากรับคำทำอะไร ให้ถามตัวเองเสมอว่างานนี้พากระโดดเข้าใกล้เป้าหมายอาชีพของเรามากขึ้น หรือเข้าใกล้เป้าหมายของทีมหรือไม่ ?
Generalist เป็นสิ่งที่ดี แต่เราเองก็ต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านด้วย
อีกหนึ่งสิ่งที่หลายคนมักพลาดคือ ตัวเรามักเป็นที่จดจำของเพื่อนร่วมงาน หรือหัวหน้างานว่า ถ้ามาหาหมอนี่เขาจะช่วยงานเราได้ทุกอย่าง เป็นเดอะแบกของแทร่! สิ่งที่อยากให้เริ่มเปลี่ยนคือ ลองสร้างภาพจำใหม่ว่าคุณคือ Go-to Person ในเรื่องเฉพาะทางบางเรื่อง ไม่ใช่ต้องฉายภาพว่าเราเก่งทุกเรื่อง
ถ้าทำทุกอย่างแล้ว แต่องค์กรยังมองเป็นของตาย...ควรต้องคิดได้แล้ว!
หากคุณเต็มที่กับมันมาก ๆ ทั้งการปรับตัว ปรับทักษะ สร้างขอบเขตงาน และโชว์ศักยภาพแล้ว แต่ผู้บริหารยังคงใช้ข้ออ้างเรื่องงบประมาณ กลัวการตั้งบรรทัดฐานใหม่ หรือมองคุณเป็นเพียงเครื่องมือปั๊มงาน บางครั้งการพาตัวเองไปอยู่ในองค์กรที่ไม่เพียงแค่พูดเรื่อง Talent แต่พร้อมจ่ายและตอบแทน Talent จริง ๆ อาจจะเป็นทางออกที่เปิดโอกาสอนาคตของตัวเราได้เช่นกัน
บทเรียนจากนิยาย The Pearl กลัวคนเก่งรู้ว่าตัวเองมีค่า
คุณ Liz Ryan ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมองค์กรและ HR ได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับวรรณกรรมเรื่อง The Pearl ของ John Steinbeck ที่เล่าถึงชาวประมงคนหนึ่งซึ่งเก็บไข่มุกเม็ดโตที่มีมูลค่ามหาศาลได้ แต่เมื่อนำไปขาย บรรดาพ่อค้าไข่มุกกลับรวมหัวกันกดราคาให้ต่ำต้อย เพื่อไม่ให้ชาวประมงคนนั้นรู้มูลค่าที่แท้จริงของไข่มุก และไม่กล้าเรียกร้องราคาที่เหมาะสม
องค์กรจำนวนมากก็ทำเช่นเดียวกันกับ High Performer พวกเขารู้ดีว่าพนักงานคนนี้เก่งและมีค่า แต่เลือกที่จะไม่พูดถึง ไม่ยกย่อง และไม่ให้ Reward เพราะกลัวว่าพนักงานจะรู้ตัวว่าตัวเองมีศักยภาพสูงแค่ไหน แล้วเริ่มเรียกร้องในสิ่งที่สมควรได้รับ ดังนั้นสิ่งที่ผู้นำยุคใหม่ต้องตระหนักในตลาดการทำงานปัจจุบัน คนเก่งไม่จำเป็นต้องเดินหางานเองเสมอไป เพราะมี Headhunter และบริษัทอื่นคอยจีบคนกลุ่มนี้อยู่ตลอดเวลา
หากองค์กรของคุณเอาแต่พูดเรื่อง Talent แต่ในทางปฏิบัติกลับสร้างกรอบความกลัว ปิดกั้น และทำร้ายคนทำงานเก่งด้วยงานที่หนักขึ้นโดยไร้การตอบแทน วันหนึ่งที่คุณหันไป คนเก่งเหล่านั้นจะไม่อยู่ให้คุณรักษาไว้อีกต่อไป
ที่มา
- The 'Curse Of Competence': Why Top Performers Quit Their Jobs
- The Curse of Competence
- Break the Curse of Competence