สถานที่ทำงานที่ดีที่สุด อาจไม่ได้วัดจากความหรูหราของออฟฟิศ ชื่อเสียงของแบรนด์ หรือสวัสดิการสุดว้าว แต่มันวัดจากคนที่คุณเลือกทำงานด้วย
ในหนังสือชีวประวัติ The Snowball: Warren Buffett and the Business of Life มหาเศรษฐีนักลงทุนระดับโลกอย่าง คุณ Warren Buffett เคยตอบคำถามเรื่องการเลือกที่ทำงานไว้อย่างน่าคิดว่า
“People ask me where they should go to work, and I always tell them to go to work for whom they admire the most. It's crazy to take little in-between jobs just because they look good on your resume. That's like saving sex for old age. Do what you love and work for whom you admire the most, and you've given yourself the best chance in life you can.” — Warren Buffett, The Snowball.
“เวลาคนมาถามผมว่าควรไปทำงานที่ไหน ผมจะบอกเขาเสมอว่า ให้ไปทำงานกับ 'คนที่คุณชื่นชมและยอมรับในตัวคุณมากที่สุด' การยอมเสียเวลาไปทำงานคั่นเวลาเพียงเพราะมันดูดีในเรซูเม่ เป็นเรื่องที่ตลกมาก... มันไม่ต่างอะไรกับการเก็บเรื่องเซ็กส์ไว้ตอนแก่ ทำสิ่งที่รักและทำงานกับคนที่คุณเลื่อมใส นั่นคือการมอบโอกาสที่ดีที่สุดในชีวิตให้กับตัวเอง”
ในเมื่อเราใช้เวลาตอนตื่นนอนอยู่กับที่ทำงานมากกว่าครอบครัว คำถามสำคัญสำหรับคนทำงานยุคนี้จึงไม่ใช่แค่บริษัทนี้ใหญ่แค่ไหน แต่คือใครที่คุณชื่นชมมากที่สุด หรือ ผู้นำคนนี้คือคนที่น่าทำงานด้วยจริง ๆ หรือไม่
อีกเรื่องที่น่าชวนคิดคือกับดักผู้นำยุคใหม่ เมื่อความเก่งมาพร้อมความเหินห่าง ผู้นำส่วนใหญ่มักถูกฝึกฝนมาให้ ‘แยกผลงาน’ ออกจาก ‘ความเป็นมนุษย์’ พวกเขากลัวว่าการแสดงความใส่ใจ หรือความเห็นอกเห็นใจ จะทำให้ตัวเองดูอ่อนแอ หรือไปลดมาตรฐานการทำงานลง ซึ่งผลลัพธ์ส่วนใหญ่ ผู้นำจำนวนมากจึงเลือกใช้วิธี, ควบคุม, กดดัน และสร้างระยะห่าง แล้วก็ต้องมานั่งสงสัยว่า ทำไมคนในทีมถึงหมดใจ, ทำไมอัตราการลาออกพุ่งสูง และความไว้วางใจในองค์กรถึงเลือนหายไป ความจริงที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังคือคนเราไม่มีทางมอบสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตให้แก่ผู้นำที่ไม่เคยแคร์พวกเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ทุกคนว่าจริงไหมล่ะ ?
เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกผู้นำได้ แล้วผู้นำแบบไหนล่ะที่ควรค่าแก่การชื่นชม ?
ในบทความจาก Fast Company ได้วิเคราะห์มุมมองที่น่าสนใจว่าผู้นำที่สามารถเปลี่ยนที่ทำงานธรรมดาให้กลายเป็นที่ทำงานที่ดีและมีคุณค่าต่อคนทำงาน คำนั้นคือคุณต้องมี Human-Centered Leaders หรือ ผู้นำที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง หรือคนที่ใส่ใจความเป็นมนุษย์ ซึ่งมักจะมี 4 คุณลักษณะสำคัญดังนี้
1. ใส่ใจความสัมพันธ์ ไม่ใช่แค่จากผลงานเพียงอย่างเดียว
งานวิจัยจาก Gallup ยืนยันว่าความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานกับหัวหน้าคือความสัมพันธ์ที่มีความหมายที่สุดในองค์กร ในทางกลับกัน การเจอหัวหน้าแย่ ๆ คือฝันร้ายสองเด้ง นอกจากจะทำให้พนักงานอมทุกข์ในเวลางานแล้ว ความเครียดนั้นยังตามกลับไปป่วนชีวิตที่บ้านอีกด้วย
ผู้นำที่ใส่ใจความเป็นมนุษย์จะไม่มองพนักงานเป็นเพียงฟันเฟือง หรือตัวเลข แต่จะสนใจความฝัน, ความกังวล, จุดแข็ง และเป้าหมายชีวิตของคนในทีมอย่างจริงใจ
2. สร้าง Psychological Safety ให้ทีมกล้าเสี่ยงและกล้าลอง
เมื่อหลายปีก่อน นักวิจัยของ Google เองได้เริ่มทำการวิจัยเพื่อหาคำตอบให้กับคำถามสำคัญข้อหนึ่ง นั่นคือ อะไรทำให้ทีมงานที่ Google มีประสิทธิภาพ หนึ่งในคำตอบของสิ่งนี้คือที่มาของ Project Aristotle ที่ศึกษาว่าอะไรทำให้ทีมทำงานได้มีประสิทธิภาพที่สุด พบว่าปัจจัยอันดับหนึ่งไม่ใช่เรื่องระดับสติปัญญาของคนในทีม แต่คือความปลอดภัยทางจิตวิทยา (Psychological Safety)
ผู้นำที่ดีจะสร้างบรรยากาศที่ทำให้ทีมรู้สึกปลอดภัย รู้สึกว่าสามารถตั้งคำถาม ยอมรับความผิดพลาด หรือเสนอไอเดียใหม่ ๆ ได้โดยไม่ต้องกลัวโดนทำโทษ ซึ่งเสรีภาพในการลองผิดลองถูกนี้เอง ที่เป็นสารตั้งต้นของนวัตกรรมและความสำเร็จของบริษัท
3. มีความถ่อมตนอย่างจริงใจ (Uncommon Humility)
ตรงตามแนวคิดในหนังสือ Good to Great ของ Jim Collins ผู้นำที่พาทีมไปได้ไกลอย่างยั่งยืน มักเป็นคนที่สลัดอีโก้ทิ้งไป แล้วแทนที่ด้วยความถ่อมตน
ผู้นำเหล่านี้สามารถสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ได้โดยไม่ต้องวางท่าหรืออวดอ้างอำนาจ ผู้นำที่ถ่อมตนจะเปิดใจรับฟังความคิดเห็น และพร้อมยอมรับว่าตัวเองไม่ได้รู้ทุกเรื่อง ซึ่งสิ่งนี้สร้างความเชื่อมั่นให้คนในทีมได้อย่างมหาศาล
4. โฟกัสการยกระดับชีวิตของคนที่เขาดูแล
แก่นแท้ของภาวะผู้นำคือการรับใช้ผู้อื่น (Servant Leadership) หากอยากรู้ว่าเราเป็นผู้นำที่ใส่ใจคนในทีมมากพอหรือยัง ลองตั้งคำถามนี้กับตัวเองทุกวัน
“วันนี้เราได้ทำอะไรที่ช่วยให้ชีวิตของคนในทีมดีขึ้นแล้วหรือยัง ?”
หน้าที่ของผู้นำคือการขจัดอุปสรรคออกจากทางเดินของทีม สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความสำเร็จ และทำให้งานที่พวกเขาทำมีความหมาย เมื่อพนักงานรู้สึกว่ามีคนคอยสนับสนุนและให้คุณค่า พวกเขาจะมอบความไว้วางใจ ความจงรักภักดี และผลงานที่ยอดเยี่ยมกลับคืนมาเอง
มนุษย์เรามีสัญชาตญาณพิเศษที่รับรู้ได้ทันทีว่าเรากำลังได้รับคุณค่า หรือ เรากำลังถูกปฏิบัติเหมือนเป็นแค่ของไว้ใช้เพียงชิ้นหนึ่ง
งานวิจัยจำนวนมากชี้ตรงกันว่า ผู้นำที่สร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจที่แท้จริง จะได้รับ Discretionary Effort หรือความทุ่มเทด้วยความเต็มใจเกินร้อยจากพนักงาน เกิดการทำงานร่วมกันที่แน่นแฟ้น และนำไปสู่ผลประกอบการระยะยาวที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยสิ่งนี้อาศัยการปรับเปลี่ยน Mindset ครั้งใหญ่นี้คือ
“เปลี่ยนจากการมองคนเป็นเครื่องมือ สู่เป้าหมาย (Means to an End) เป็นการมองว่าคนคือเหตุผลที่ทำให้เป้าหมายนั้นเป็นจริงได้ (The Reason the End is Possible)”
เพราะในตอนท้ายของชีวิตการทำงาน ไม่มีใครจดจำตัวเลขผลประกอบการรายไตรมาสของคุณ ไม่มีใครพูดถึงแผนกลยุทธ์ที่คุณเคยพรีเซนต์ แต่ทุกคนจะพูดถึงความรู้สึกที่พวกเขามีต่อคุณ พนักงานจะจำได้ว่า คุณเคยเห็นคุณค่าในตัวพวกเขาไหม? คุณเคยช่วยให้พวกเขาเติบโตขึ้นหรือเปล่า? และคุณเคยยืนเคียงข้างพวกเขาในวันที่ยากลำบากที่สุดหรือไม่?
นั่นคือ Scorecard ใบเดียวที่จะอยู่ตลอดไป หากคุณเป็นผู้นำในวันนี้ อย่ารอจนถึงวัยเกษียณแล้วค่อยมานั่งทบทวนนิยามความสำเร็จของคุณ Warren Buffett
แปล เรียบเรียง: กิตติภพ ปานล้ำเลิศ
ที่มา
- Warren Buffett is often asked what the ideal workplace is. His answer is the best career tip you’ll hear today
- The No. 1 Employee Benefit That No One's Talking About
- Warren Buffett explained that the greatest measure of success at the end of your life comes down to 1 word /a>