ลอง 3 วิธีใช้ AI ทำงานยังไง ให้มีเวลาว่าง ไม่ใช่มีแต่เวลางาน

AI อาจจะช่วยลดให้งานของเราน้อยลงได้ในช่วงแรก ๆ แต่ในทุกวันนี้ มันทำให้เราทำงานมากขึ้นโดยที่ไม่รู้ตัว รวม 3 วิธีใช้ AI ทำงานยังไง ให้มีเวลาว่าง ไม่ใช่มีแต่เวลางาน

Last updated on ต.ค. 25, 2026

Posted on ต.ค. 25, 2026

ไหนใครบอกว่า AI ช่วยให้เราทำงานน้อยลง น้อยลงกี่โม๊ง! ผลสำรวจจาก Korn Ferry Workforce 2026 Report ที่สำรวจคนทำงานกว่า 16,000 คน ชี้ว่า 52% ของพนักงานรู้สึกเหนื่อยกับ AI และมองว่าการมี AI เข้ามาคือตัวการที่ทำให้ต้องทำงานเพิ่ม!

วันนี้ทุกประเทศใช้ AI มาอยู่ในการทำงานหมด แถมไม่จำกัดสายงานแล้วด้วย ทั้งงานการตลาด, งานเทคโนโลยี หรือไอที, งานขนส่งต่าง ๆ, งานการจัดการบริหารคน รวมถึงงานการแพทย์ก็ใช้ได้ แต่การที่ AI สามารถเข้ามาช่วยงานได้หลายแขนงขนาดนี้ มันก็มีข้อเสียที่ซ่อนอยู่

Harvard Business Review บอกว่า AI อาจจะช่วยลดให้งานของเราน้อยลงได้ในช่วงแรก ๆ แต่ในทุกวันนี้ มันทำให้เราทำงานมากขึ้นโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งเกิดได้จาก 3 สาเหตุ 

ทำงานข้ามสาย เพราะ AI ช่วยได้

AI ทำให้เราสามารถทำสิ่งที่ไม่ถนัดในงานอื่น ๆ ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก เช่น ถ้าอยากทำรูปก็ใช้ ChatGPT Image, อยากเขียนโค้ดก็ใช้ Claude Code หรืออยากจะทำสไลด์สวย ๆ เสนองานก็ใช้ Gamma พอทุกอย่างสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ก็ทำให้เราเริ่มทำงานอื่น ๆ เพิ่มขึ้นแบบไม่รู้ตัว

คิดงานตอนพัก นาน ๆ ไปเริ่มไม่ได้พัก  

เดี๋ยวนี้แค่ Prompt เดียว AI ก็สามารถเสกไอเดียการทำงานมาให้ ไม่ต้องนั่งจ้องจอว่าง ๆ คิดงานเองเหมือนเดิม  ความเร็วนี้เลยทำให้คนทำงานชอบ Prompt คำถามเล่น ๆ ในช่วงเวลาเบรก เวลาพัก จนเวลาพักให้ตัวเองเริ่มหายไปเรื่อย ๆ 

ทำได้หลายอย่างพร้อมกัน เลยโดนกดดันให้ทำมากขึ้น 

ตอนนี้ AI เป็นทั้งที่ปรึกษา และคู่หูช่วยคิด ซึ่งทำให้คนทำงานเริ่มทำงานหลายอย่าง ๆ พร้อมกันมากขึ้น อาจจะไม่ใช่งานใหญ่ ๆ ทีเดียว แต่เป็น Multitask เล็ก ๆ ระหว่างวัน และพอคนทำงานทำได้หลายอย่างพร้อมกันมากขึ้น ความคาดหวังในการทำงานเร็วขึ้นก็ตามมา 

ปัญหานี้ถ้าปล่อยไว้นาน ๆ จะเริ่มกลายเป็นวงจรที่คนทำงานต้องแบกรับ คือ 

AI ทำงานเร็วขึ้น ➡️ ถูกคาดหวังให้ทำงานเร็วขึ้น ➡️ ใช้ AI มากขึ้น ➡️ ขอบเขตงานกว้างขึ้น ➡️งานเพิ่มขึ้น  

วงจรนี้จะทำให้คนทำงานรู้สึกเหนื่อย เครียดสะสม หมดไฟ และอาจลามไปถึงการตัดสินใจลาออกได้เลย ดังนั้นนี่คือโจทย์ใหญ่ที่องค์กรยุค AI ต้องหันมาใส่ใจ และแก้ปัญหาให้ได้  


ลอง 3 วิธีใช้ AI ทำงานยังไง ให้มีเวลาว่าง ไม่ใช่มีแต่เวลางาน

1. อย่าโฟกัสที่งานไว แต่ต้องโฟกัสกับงานที่ใช่ 

การมี AI ช่วยทำงาน ทำให้หนึ่งวันเรามีเวลาโฟกัสเฉลี่ยที่ประมาณ 47 วินาที เพราะต้องทำหลาย ๆ อย่างให้เสร็จเร็วขึ้น มากขึ้น เพราะต้องการเร่งสร้าง Productivity ในการทำงาน แต่ยิ่งเราทำมากขึ้น เวลาโฟกัสต่องานนั้น ๆ ของเรายิ่งน้อยลง ไม่มีเวลาทบทวน ตรวจสอบ เร่งอย่างเดียว ก็จะทำให้รู้สึกเหนื่อย และเครียดตามมา 

กลับกันถ้าเราทำให้ ‘ช้าลง’ บ้าง เพื่อตรวจสอบ, ประเมินความสอดคล้องของเป้าหมาย, ทบทวนความจำเป็นก่อนจะเดินหน้าต่อ ก็จะช่วยลดความเหนื่อย และความเครียดให้น้อยลง

Shahram Heshmat (ศาสตราจารย์จาก University of Illinois at Springfield) ก็บอกในทำนองเดียวกันว่า การใช้ชีวิตให้ช้าลง เป็นข้อได้เปรียบอีกอย่าง เพราะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและความคิดสร้างสรรค์ได้ด้วย

👉 ยกตัวอย่างเช่น แทนที่จะ Prompt ถามไอเดียการทำงานจาก AI แล้วเอาคำตอบมาทำตามทุกอย่างเลย ต้องลองทบทวนว่าเนื้อหาที่ AI ตอบมาสอดคล้องกับเป้าหมายของการทำงานต่อแค่ไหน เอาไปทำจริงได้กี่ข้อ และข้อไหนต้องต่อยอด เพื่อให้งานที่ออกมามีคุณภาพจริง ๆ ไม่ใช่แค่มีจำนวนเยอะ 


2. จัดลำดับความสำคัญให้เป็น เพราะทุกงานไม่ต้องเสร็จพร้อมกัน 

วันนี้เราสามารถทำหลาย ๆ งานให้เสร็จภายในไม่กี่ชั่วโมงด้วยเทคโนโลยี แต่บางทีเราจำเป็นที่จะต้องจัดลำดับมันด้วย เพื่อไม่ให้งานมากองที่ตัว เราต้องจัดกลุ่มให้ชัดเจนว่างานแบบไหนจะเป็นงานเร่ง, งานไม่ด่วน หรืองานที่สามารถแทรกงานอื่นมาก่อนได้ เพราะไทม์ไลน์ที่วางไว้อยู่อีกไกล 

Aruna Ranganathan และ Xingqi Maggie Ye (นักวิจัยจาก Berkeley Haas School of Business) อธิบายว่า การจัดลำดับขั้นตอนจะช่วยให้งานคืบหน้าได้อย่างเป็นระบบ เพราะเมื่อกระบวนการทำงานถูกจัดไว้แล้ว คนทำงานจะจะมีเวลาโฟกัสมากขึ้น ลดการทำหลายอย่างมากขึ้น และทำให้สามารถรักษาประสิทธิภาพของการทำงานไว้ได้ 

เพราะการ ‘เลือกทำงาน’ บางอย่าง จะช่วยลดภาระให้สมอง และทำให้การตัดสินใจในแต่ละครั้งมีประสิทธิภาพ รอบคอบได้มากขึ้น 

👉 เช่น ถ้าเรามี Task งานอยู่ 5 โปรเจกต์ที่ต้องทำในเดือนนี้ แทนที่จะรีบให้ AI ช่วยพร้อมกันทีเดียว 5 งาน ลองเปลี่ยนมาเป็นจัดลำดับงานตามเดดไลน์ก่อน แล้วค่อยทยอยให้ AI ช่วยเป็นงาน ๆ ไป เพื่อให้เรามีช่วงตัดสินใจ และคอยกำกับการทำงานของ AI ให้มันสามารถทำงานออกมาได้เต็มศักยภาพมากที่สุด


3. อย่าทำงานกับ AI มากไป จนลืมใส่ใจคนรอบข้าง 

คนทำงานในปี 2026 เริ่มพูดคุยกันน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะแค่เรากับ AI ก็สามารถสร้างงานออกมาได้ โดยที่ไม่ต้องคุยกับคนอื่น ๆ ด้วยซ้ำ

ผลสำรวจ Workplace Connection Report จาก Flexjobs ชี้ว่า มีถึง 39% ของพนักงานรู้สึกขาดผูกพันกับคนในที่ทำงาน และในปี 2027 ก็ไม่แน่ว่าความผูกพันระหว่าง ‘คน’ กับ ‘คน’ ด้วยกันจะยิ่งน้อยลงไปอีก!

Harvard Business Review แนะนำว่า องค์กร และคนทำงานควรจะจัดเวลาและพื้นที่สำหรับการพูดคุยกัน เช่น การพูดคุยสั้น ๆ เพื่อติดตามผลงาน หรือการร่วมกัน Brainstorm เพื่อเสนอไอเดีย เพื่อสร้างการเชื่อมโยงระหว่างคนด้วยกันเอง มากกว่าคนกับเทคโนโลยี เพราะการแลกเปลี่ยนมุมมอง ผ่านประสบการณ์ที่คนเจอ จะช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์, ความสบายใจ และคุณค่าในการทำงานได้ด้วย

👉 เช่น เวลาต้องคิดไอเดียโปรเจกต์ใหม่ แทนที่จะนั่ง Prompt ถาม AI คนเดียว ลองชวนเพื่อนร่วมทีมมา Brainstorm สั้น ๆ สัก 10 นาที เพื่อแลกมุมมอง กับประสบการณ์ แล้วค่อยใช้ AI มาช่วยต่อยอดหลังจากนั้น การทำแบบนี้จะช่วยให้คิดสร้างสรรค์ได้กว้างขึ้น และไม่รู้สึกโดดเดี่ยวในการทำงานด้วย


วันนี้จุดประสงค์ของการใช้ AI ในการทำงาน คือการให้คนอย่างเราได้พักเร็วขึ้น ไม่ใช่ทำงานหนักขึ้น ขอบเขตที่มากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นเพราะเราไม่กำหนดแนวทางการทำงานกับ AI อย่างชัดเจน เลยทำให้การทำเพิ่ม ง่ายกว่าการไม่ทำ 

3 วิธีนี้จะช่วยให้คนทำงานสามารถสร้างบาลานซ์ในการทำงานกับ AI ได้มากขึ้น ด้วยการไม่รีบทำทุกอย่าง แต่เว้นให้ทบทวน, จัดลำดับงาน ไม่ใช่ทำทุกอย่างพร้อมกัน และยังพูดคุยกับคนอยู่เรื่อย ๆ

💡
เพื่อไม่ให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันหายไป เพราะถ้า AI ทำงานเสร็จได้เร็วขึ้น เราก็ควรจะได้พักเพิ่มขึ้น ไม่ใช่งานเพิ่ม!

เรียบเรียง: ธัญวรัตน์ ปกรณ์รัศมี

ที่มา

trending trending sports recipe

Share on

Tags